17 ส.ค. 2025 เวลา 08:12 • หนังสือ

🌿สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือ ‘ทุกวันเป็นวันที่ดี’

🍵เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ร้อยเรียงผ่านชีวิตของ ‘ฉะจิน: 茶人’ หรือคนชงชา (ในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น) ตลอดช่วงชีวิตของเราคงเคยลิ้มรสมัทฉะกันอยู่บ้างแล้ว บางคนชอบ บางคนผลักไส แต่มัทฉะอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพิธีชงชาและหนังสือเล่มนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวแสนพิเศษอย่างมีอรรถรสผ่านบรรยากาศแห่งความเงียบสงบ จินตนาการ และปัจจุบันขณะ ได้อย่างลื่นไหล ชวนให้คิดและตั้งคำถามต่อชีวิตและทุกการกระทำระหว่างวัน
เป็นมากกว่าหนังสือเกี่ยวกับชา เป็นมากกว่าหนังสือพัฒนาตนเอง ส่วนเป็นแบบไหนคงต้องลองนิยามกันเอาเอง สำหรับผมนี่คือหนังสือที่คนชอบ 'ปรัชญาญี่ปุ่นอันคลุมเครือ' พลาดไม่ได้
เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมชอบมากๆครับ อยากให้คุณผู้อ่านได้ลองหยิบหนังสือเล่มนี้มาเป็นเพื่อนเพื่อออกเดินทางภายในจิตใจดูสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังหรือเสียเวลาเลย และต่อไปนี้คือข้อคิดหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้เพียงบางส่วน ถือเสียว่าเป็นขนมชิ้นเล็กกระตุ้นต่อมรับรสกันเสียก่อนดื่มชาถ้วยโปรดนะครับ
✳️‘จงรู้ว่า ตัวเราเองไม่รู้อะไรเลย’ อย่าทำตัวเสมือนน้ำเต็มแก้ว เมื่อเราต้องการเรียนรู้สิ่งใดก็ควรทำตัวเป็น ‘ศูนย์’ การเรียนรู้คือการเปิดเผยตัวตนให้อีกฝ่ายเห็นว่าความรู้ของเราเป็นศูนย์ วางความมั่นอกมั่นใจไว้ก่อน เพราะมันคือสัมภาระเกะกะคอยขัดขวางความว่างเปล่าเท่านั้นเอง หากไม่ว่างเปล่าเสียแล้วย่อมไม่มีสิ่งใหม่เข้ามาได้ เมื่อต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ จงคิดไว้เสมอว่า “เราไม่รู้อะไรเลย”
✳️‘ไม่จำเป็นต้องใช้สมองกับทุกเรื่องในชีวิต’ การทำความเข้าใจเรื่องบางเรื่อง สมองหรือความฉลาดก็อาจช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่ ‘ลงมือทำ’ ฝึกฝนให้บ่อยครั้งขึ้นแม้จะครั้งเดียวก็ตาม แน่นอนว่าเมื่อครั้งเริ่มต้นเราอาจยังไม่เข้าใจแจ่มชัดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่เมื่อถึงวันที่ทุกอย่างถูกบ่มเพาะจนสุกงอม ทุกอย่างจะเคลื่อนไหวไปเองทั้งที่ไม่ได้คิดว่าต้องทำอย่างไรต่อ
กระบวนการทำซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างถูกทิศทางเท่ากับการตอกจุดมากมายลงไป เมื่อจุดกับจุดมาต่อกันเข้าเป็นจำนวนมาก ก็จะค่อยๆกลายเป็นเส้นไม่รู้จบ “บางครั้งไม่ต้องคิดด้วยหัวมากเกินไปก็ได้ เพียงต้องเชื่อมั่นในมือของตัวเราเองให้มากขึ้น”
✳️‘อยู่กับปัจจุบัน มองดู และรู้สึก’ จงอย่าใช้ชีวิตหยุดอยู่กับที่เด็ดขาด อย่ายึดติดอยู่กับอดีตที่ผ่านล่วงเลยไปแล้ว ค่อยๆปรับอารมณ์และลงมือทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตัวเราเองในตอนนี้ รวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอยู่กับปัจจุบัน ดื่มด่ำปัจจุบันขณะอย่างมุ่งมั่นตั้งใจผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น หรือการลิ้มรส และพลังแห่งจินตนาการ แล้วบางสิ่งในตัวเราคงจะค่อยๆเปลี่ยนไป “เพียงการเฝ้ามองและรู้สึกไปด้วย นั่นคือการเรียนรู้แล้ว”
✳️‘ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ’ เรื่องบางเรื่อง ความรู้สึกบางความรู้สึก เหตุการณ์บางเหตุการณ์ ที่เราไม่สามารถจัดการได้ ในบางครั้งก็จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติบ้าง ใช่ว่าฤดูกาลจะมีแค่ผลิร้อนร่วงหนาวเสียเมื่อไร ในชีวิตคนเราเองก็มีฤดูกาลอยู่เหมือนกัน เป้าหมายและความฝันใฝ่ที่ยังไม่สำเร็จในวันนี้ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าจะไปต่อหรือล้มเลิก เรื่องนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบชี้ชัดแบบ ใช่ หรือ ไม่ใช่
เอาเป็นว่า “จนกว่าจะถึงเวลาที่ล้มเลิก ฉันยังไม่ได้เลิก” เท่านั้นก็พอ อย่านำตนเองไปเปรียบเทียบกับใคร แค่เดินต่อไปในจังหวะของตัวเองก็พอ ปลดเปลื้องสัมภาระที่แบกไว้บนหลังให้ตัวเบาสบาย “ฉันนั่งอยู่ตรงนี้กับตัวฉันเอง ไร้ซึ่งสัมภาระติดตัว” แบบนี้ก็อาจดีไม่น้อย
✳️ ‘การร่ำลาย่อมมาถึง’ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคนเราล้วนเป็นเรื่อง “กะทันหัน” เสมอ และต่อให้รู้ล่วงหน้า เราก็ไม่อาจเตรียมใจได้อยู่ดี จนกว่าเหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นจริงขึ้นมา สุดท้ายแล้วก็ได้แต่ตื่นตระหนกและเศร้าเสียใจไปกับความรู้สึกที่เพิ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก เมื่อนั้นจึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่ตัวเองสูญเสียไปคืออะไร
แต่เราใช้ชีวิตแบบอื่นนอกเหนือจากนี้ได้อีกหรือ เราไม่มีทางเตรียมใจได้จนกว่าวันนั้นจะมาถึงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็ตาม ที่เหลือก็ทำได้แค่อาศัยเวลาเพื่อให้คุ้นชินกับความโศกเศร้านั้นทีละน้อย
✳️‘「一期一会」’ ichi-go ichi-e : ‘หนึ่งครั้ง หนึ่งพบพาน’ ถ้าอยากพบใคร ต้องไปพบให้ได้ หากมีคนที่ชอบ ต้องบอกให้รู้ว่าชอบ เมื่อดอกไม้บาน จงเฉลิมฉลอง เมื่อรู้สึกรัก จงรักให้หมดใจ และเมื่อสุขใจ ให้แบ่งปัน ในเวลาที่มีความสุข จงโอบกอดความสุขนั้นไว้และดื่มด่ำกับมันให้เต็มร้อย บางทีนี่อาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่คนเราจะทำได้ เพราะฉะนั้นหากคุณพบคนสำคัญแล้วจงใช้เวลาอย่างมีความสุขให้เต็มที่ ดื่มกินด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน
✳️‘ในวันที่ฝนตก ให้ฟังเสียงฝน’ พวกเราต่างก็เศร้าเสียดายอดีต และวิตกกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอยู่เสมอ แต่ต่อให้กลัดกลุ้มสักแค่ไหนก็ไม่มีทางย้อนคืนวันเวลาที่ล่วงเลยไปแล้ว และไม่อาจเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย ตราบใดที่ยังเฝ้านึกถึงอดีตและอนาคต เราก็ไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างโปร่งเบา มีหนทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องดื่มด่ำกับปัจจุบัน ต่อเมื่อจดจ่ออยู่กับชั่วขณะนี้ได้ ไม่ใช่ทั้งอดีตหรืออนาคต เมื่อนั้นเราจะตระหนักได้ว่าเราดำรงชีวิตอยู่ในความอิสระ ปราศจากสิ่งใดกั้นขวาง
✳️‘รู้จักรอคอยวันที่เติบโต’ บางครั้งถ้อยคำไม่อาจไล่ตามความรู้สึกนึกคิด ภายในจิตใจคนเรามีสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอกมากมายเหลือเกิน ในความเงียบงันมีความรู้สึกต่างๆต่อสู้กันอยู่ ทั้งการอยากพูดในสิ่งที่คิดเพื่อให้คู่สนทนาได้รับรู้ ความว่างเปล่าในจิตใจเมื่อพบว่าถ้อยคำไม่อาจไล่ตามความรู้สึก ความขมขื่นเพราะพูดในสิ่งที่อยากพูดไม่ได้ ความเงียบเข้มข้นได้ขนาดนี้เชียว “จงเลือกใช้ความเงียบบอกเล่าสิ่งที่ไม่อาจพูดเป็นถ้อยคำได้”
เมื่อวันเวลาแห่งการตระหนักรู้มาถึง เราก็จะตระหนักรู้ ซึ่งกว่าแต่ละคนจะเติบโตได้อย่างเต็มที่คงใช้เวลาต่างกันไป และทำได้แต่เฝ้ารอให้เวลาของเรามาถึง ไม่มีการประเมินค่าคนที่เข้าใจได้เร็วว่าสูงส่งกว่าใคร คนที่เข้าใจได้อย่างเชื่องช้าก็จะเกิดความลึกซึ้งในแบบของตัวเอง ไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหนก็ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีดี ไม่มีแย่ ทุกคำตอบก็ล้วนเป็นคำตอบทั้งสิ้น ในเมื่อคนเราแตกต่างกัน คำตอบก็ย่อมแตกต่างกันด้วย “จงโอบรับตัวตน อย่างที่แต่ละคนเป็น”
เรามักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเสมอ อันที่จริงแล้วเราควรเปรียบเทียบตัวเองกับตัวเราในอดีต การเรียนรู้คือการไขว่คว้าหาคำตอบด้วยตนเองเมื่อเกิดการตระหนักรู้ในแต่ละเรื่อง เป็นการสร้างหนทางที่เหมาะสมกับการเติบโตในแบบของตัวเอง ด้วยวิธีการของตัวเอง “การเรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองขึ้นมาผ่านการมีสติรู้ตัว และตระหนักรู้ถึงการเติบโตของตัวเองอยู่เสมอไปตลอดชีวิต”
✳️‘มองให้ไกล และอยู่กับความจริง’ เฝ้ามองชีวิตของตนเอง ชีวิตเรามีเวลาจำกัด และเพราะมีอยู่จำกัดนี่เองก็จงดื่มด่ำกับมันด้วยความใส่ใจ แม้จะมีเหตุการณ์หลากหลายเกิดขึ้น แต่จงใช้ชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป และสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมาด้วยความสุขุมรอบคอบ ชีวิตคือการอยู่กับปัจจุบันขณะด้วยสายตาที่มองการณ์ไกล รื่นรมย์กับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ยอมรับได้ทั้งหมด
คนเราต่อให้ดิ้นรนทำความเข้าใจชีวิตขนาดไหน ก็ไม่อาจเข้าใจบางเรื่องได้เลยจนกว่าเวลาของมันจะมาถึง “แต่เมื่อวันหนึ่งเข้าใจเสียแล้ว ก็จะทำเป็นไม่เข้าใจไม่ได้อีก” เมื่ออยู่ในช่วงเวลาที่ชีวิตลำบากยากเย็น เมื่อสูญเสียความมั่นใจและทั้งโลกช่างมืดมน “จงมองให้ไกลและอยู่กับปัจจุบัน”
✳️‘จงมีสิ่งที่หลงใหล’ สิ่งที่เราอาจทำเป็นประจำหรือครั้งคราว สิ่งที่ไม่เคยลืมซึ่งคอยประคับประคองจิตใจ คนเราเมื่อใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ ย่อมจะมีอะไรแบบนั้นสักอย่าง สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยวเหงาเมื่อมันขาดหายไป “เป็นเรื่องน่าดีใจที่ได้รู้สึกว่าการมีสิ่งที่ตัวเองใส่ใจหรือมุ่งมั่นตั้งใจกับมัน ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน” ในวัยเด็ก เรามักพยายามทำสิ่งที่คนอื่นมองว่าน่าสนใจอย่างเต็มที่ แต่ภายในกลับกลวงเปล่า
จนเมื่อเติบโตและเข้าใจเรื่องต่างๆมากขึ้น เพียงแค่เรื่องเรียบง่ายสามัญกลับทำให้เราตระหนักรู้ได้ในบางเรื่อง หลายสิ่งหลายอย่างกลับเริ่มปรากฏให้เห็นตรงหน้า
📌ในหนังสือเล่มกะทัดรัดนี้มีข้อคิดมากมายอันแฝงไว้ในบรรยากาศแห่งความเงียบ ความว่าง และปัจจุบันขณะ ประโยคซึ่งผมชอบมากที่สุดในหนังสือเล่มนี้และเชื่อว่ามันสามารถบอกเล่าแนวคิดแบบญี่ปุ่นที่คุณผู้อ่านพบเห็นได้ทั่วไปเมื่อเฝ้ามองสิ่งเหล่านั้นให้ลึกซึ้งไปกว่าชั้นผิวที่เคลือบอยู่ภายนอกนั่นก็คือ
ในวันที่ฝนตกให้ฟังเสียงฝน ดื่มด่ำกับความร้อนในฤดูร้อน และความเหน็บหนาวราวจะกัดกินร่างกายในฤดูหนาว ไม่ว่าจะเจอวันแบบไหน จงดื่มด่ำให้เต็มที่ หากดำเนินชีวิตเช่นนั้นได้ ต่อให้คนเราต้องเผชิญสถานการณ์ที่คนรอบข้างมองว่า “ยากลำบาก” ก็คงจะใช้ชีวิตในสภาวะนั้นได้อย่างมีความสุข เวลาฝนตกเรามักพูดประโยคอย่างเช่น “วันนี้อากาศแย่จัง” หรืออะไรทำนองนั้น หากเราดื่มด่ำกับวันฝนตกได้แบบนี้ ไม่ว่าจะต้องเจอวันแบบไหน ก็จะกลายเป็น “วันที่ดี” ทุกวันเป็นวันที่ดี...
⛅ไม่ว่าจะเป็นวันอากาศแจ่มใส หรือวันฝนตก ก็ล้วนเป็นวันที่ดี ทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมบทบาทหน้าที่ต่อโลกใบนี้ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไร้ความหมาย
ขอให้มีความสุขกับการอ่าน ในทุกๆวันนะครับ 😊
⛅日日是好日、「お茶」が教えてくれた15のしあわせ。🍵
ประโยคบางส่วนจากหนังสือ ‘ทุกวันเป็นวันที่ดี : ความสุข 15 ประการที่การชงชาสอนฉัน’
ผู้เขียน : Morishita Noriko (โมริชิตะ โนริโกะ)
ผู้แปล : สิริพร คดชาคร
สำนักพิมพ์ : Bibli (บิบลิ), 2022
โฆษณา