18 ส.ค. เวลา 07:58 • ประวัติศาสตร์

จีนพัฒนา​อาวุธ​ทัดเทียม​ 8​ มหาอำนาจ​​​ได้อย่าง​ไร ?​ อาวุธ​ที่​ 8​ ชาติ​ใช้​คือปืนใหญ่​และเรือ?

ปี​ ค.ศ.​ 1900​ การรุกรานของ​นานาชาติต่อกรุงปักกิ่ง​ อังกฤษ​ ฝรั่งเศส​ สหรัฐฯ​ ออสเตรีย​-ฮังการี​ รัสเซีย​ ญี่ปุ่น​ อิตาลี​ เยอรมัน​ เพื่อ​อะไร​ ? แล้วทำไม​?
จีนจึง​พัฒนา​นวัตกรรม​ก้าวทัน​ 8​ ชาติ​พันธมิตร​ได้อย่าง​ไร ​? อาวุธ​หลักที่ใช้​ ​คือปืนใหญ่​และเรือ?
ทั้ง​ที่ปืนใหญ่​และ​ดินปืน​คิดค้น​โดย​ชาวจีน​ตั้งแต่​ศตวรรษที่ 9 นักเคมีชาวจีนค้นพบว่าส่วนผสมของโพแทสเซียมไนเตรตกำมะถันและถ่านไม้จะก่อให้เกิดควัน​ และ​การสันดาป
เรือเดินสมุทร​ของ​จีนได้รับการพัฒนาและสร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1405 ถึง 1433​ ราชวงศ์หมิงของจีน​ พร้อม​กองเรือ​จำนวน​ มากกว่า 300 ลำ เรือธง​หลายลำมีความยาวกว่า 400 ฟุต ติดตามด้วยเรือรบติดปืนใหญ่​ เรือลำเลียงเสบียง เรือบรรทุกน้ำ และเรือตรวจการณ์หลายฝีพาย​ แต่กองเรือติดปืนใหญ่​จีน​ ไม่เคยสถาปนาอาณานิคมเหนือมหาสมุทร​-เหนือ​ประเทศใด
“เรือม้า” แปดเสากระโดงที่บรรทุกม้าและวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมกองเรือในทะเล เรือส่งเสบียงเจ็ดเสากระโดงที่บรรจุเสบียงอาหารสำหรับลูกเรือ เรือขนส่งทหารสำหรับทหาร และเรือบรรทุกน้ำจืดที่ส่งน้ำเพียงพอสำหรับการเดินเรืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน​
เรือธงขนาดใหญ่ 8​ ลำ
พร้อม​ระฆังสัญญาณ กลอง ฆ้อง โคมไฟ และนกพิราบสื่อสารระหว่างการเดินทาง​ พร้อม​เรือเล็กกว่า​ 300​ ลำ​
สมาชิก​ประกอบ​ด้วย​ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพิธีกรรม (รับผิดชอบด้านการต่างประเทศ) เลขานุการอาวุโสของกระทรวงรายได้ นักโหราศาสตร์และนักธรณีวิทยา นักแปลที่เชี่ยวชาญภาษาอาหรับและภาษาเอเชียกลางอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และเภสัชกรจำนวนหนึ่งซึ่งมีหน้าที่รวบรวมสมุนไพร ลูกเรือและทหารประจำการ รวมถึงช่างเหล็ก ช่างอุดรอยรั่ว และช่างไม้ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่จำเป็น
เจิ้งเหอเป็นผู้บัญชาการกองเรือสมบัติ (Treasure Fleet) ที่ออกเดินทางจาก​ท่าเรือนานกิงม​สำรวจเส้นทางเดินเรือและการค้าในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกในทะเลจีนและมหาสมุทรอินเดีย โดย​ใช้เทคโนโลยีของ​จีน​ เช่น​ การวัดระยะทางและความลึกของมหาสมุทร ตลอดจนเทคโนโลยีการเดินเรือโดยใช้เข็มทิศเดินเรือ การสังเกตท้องฟ้า และการคำนวณเวลาควบคู่กัน
กองเรือมหาสมบัติ​ ของ​จีน​เดินเรือไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอ่าวเปอร์เซียและแอฟริกาตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1405 ถึง 1433
ในปี​ 1433​ ราชสำนักแห่ง​ราชวงศ์​หมิง​ ได้ทำลายบันทึกการเดินเรือของเจิ้งเหอ และจงใจปล่อยเรือสมบัติไว้โดยไม่ได้รับการซ่อมแซมเพื่อป้องกันการใช้งานในอนาคต​
ซึ่ง​เป็น​แรงบันดาลใจ​ในแปดสิบปีต่อมา​
ให้นักสำรวจ​วาสโก ดา กามา เดินทางมาถึงอินเดียตะวันตก
เปรียบ​เทียบ​ เรือสำเภา​จีน​ กับเรือตะวันตก
เรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดในกองเรือเรียกว่า “เรือสมบัติ” มีเสากระโดงเรือแบบสลับ 9 ต้น และใบเรือ 12 ใบ ทำจากผ้าไหมที่แข็งแรง ตัวเรือแหลมคมดุจมีดคมกริบตัดผ่านคลื่นขนาดใหญ่ได้ หัวเรือและท้ายเรือสูง มีกระดูกงูเรือที่ก้นเรือเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในทะเลหลวง
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มดาดฟ้าที่กว้างและยื่นออกมา โดยชั้นล่างสุดบรรจุด้วยหินและดินสำหรับถ่วงน้ำหนัก ชั้นสองเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับลูกเรือและพื้นที่เก็บของ ชั้นที่สามประกอบด้วยห้องครัว พื้นที่โล่ง และสะพานเดินเรือ ส่วนชั้นที่สี่เป็นแท่นรบ ติดตั้งปืนใหญ่หล่อทองสัมฤทธิ์ 24 กระบอก
เรือสำเภา​"มหาสมบัติ​" ระวางขับน้ำกว่า 10,000 ตัน​ ได้รับการเสริมกำลังด้วยหัวเรือที่แข็งแรงเพื่อรองรับเรือขนาดเล็ก ช่องเก็บอุปกรณ์ป้องกันน้ำเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และหางเสือที่สมดุลซึ่งสามารถยกขึ้นและลงได้ และทำหน้าที่เป็นกระดูกงูเรือเสริม นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในยุโรปจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 18
โดยที่​ แผนที่เดินเรือบางส่วนของเจิ้งเหอได้รับการตีพิมพ์ซ้ำในสารานุกรมศตวรรษที่ 17​
เรือธงของโคลัมบัสอย่างเซนต์มาเรียซึ่งมีความยาวเพียง 85 ฟุต
ขณะ​ที่​ เรือมหาสมบัติของ​จีน
มีบันทึก​ไว้ว่า​ มีความยาวประมาณ 390 -408 ฟุต และกว้าง 160​ -166 ฟุต ด้วยระวางขับน้ำ 10,000 ตัน
โดยมีหลักฐาน​ทางประวัติศาสตร์​ ปี 1957 นักโบราณคดีพบหางเสือขนาดใหญ่ยาว 36.3 ฟุตในอู่ต่อเรือแห้งหลงเจียง​ ของ​จีน
สอดคล้องกับขนาดของอู่แห้งที่หลงเจียง ซึ่งอู่ต่อเรือ​แห้ง​หลงเจียงมีความกว้าง 210 ฟุต ใหญ่พอที่จะรองรับเรือกว้าง 166 ฟุต
อ้างอิง​ : Zhou Shide, “การประเมินหางเสือจากอู่ต่อเรือสมบัติและการอนุมานเรือสมบัติของเจิ้งเหอ” (从宝船厂舵杆的鉴定推论郑和宝船) ในZHYJ, 72–81 ดูเพิ่มเติมที่ Joseph Needham และคณะ, Science and Civilization in China Part 3 , Vol. 4 (เคมบริดจ์: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, 1971), 480–482
: Guan Jincheng, “The Ships of Zheng He's Voyages to the West Oceans” (郑和下西 洋的船) Zheng He Yanjiu bainian lunwen ji郑和研究百年论文集 (ปักกิ่ง: Beijing Daxue Chubanshe, 2005), 1, 68–71 ​
ศตวรรษที่ 11 ชาวจีนได้นำส่วนผสมนี้ ซึ่งก็คือดินปืนมาผสมกับระเบิดควันเพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรู​ โดยเชือกฟางที่แช่ในสารละลายโพแทสเซียมไนเตรตแล้วทำให้แห้ง
เมื่อได้รับความร้อนจะสลายตัวเป็นโพแทสเซียมไนไตรต์และออกซิเจน​ ทำให้​วัตถุระเบิด
โพแทสเซียมไนเตรตจึงถูกเรียกว่าสารออกซิไดซ์ โพแทสเซียมไนเตรตมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ในการผลิตปุ๋ย ยา ดินปืน พลุ และวัตถุระเบิด​
ปืนใหญ่แบบมือถือ (hand cannon) ถูกใช้ครั้งแรกในประเทศจีน
เป็น​ภาพปืนใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏในสมัยราชวงศ์ซ่ง ประเทศจีนตั้งแต่ศตวรรษที่ 12
ค.ศ. 1288 มีการบันทึกว่ากองทหาร ของราชวงศ์หยวนได้ใช้ปืนใหญ่มือในการรบ
ปืนใหญ่สำริดที่มีจารึกว่ามีอายุอยู่ในปีที่ 3 ของรัชสมัยจื้อหยวน (ค.ศ. 1332) แห่งราชวงศ์หยวน​ ประเทศ​จีน​
ค.ศ. 1374 ซึ่งมีการบันทึกว่าปืนใหญ่ขนาดใหญ่สามารถเจาะทะลุกำแพงได้เป็นครั้งแรกในยุโรป
ค.ศ. 1417 ถึง 1425 ปืนใหญ่หล่อสำริด​ ในฝรั่งเศ​ส
1453 เมื่อปืนใหญ่ทำลายกำแพงเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมัน ด้วยการนำระบบ​limber รถลากสองล้อที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเส้นทางของปืนใหญ่ มาใช้​
การปืนคาบศิลา
อาวุธขนาดเล็กปรากฏขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1460–1480
ค.ศ. 1464 ปืนใหญ่หนัก 16,000 กิโลกรัม (35,000 ปอนด์) ที่รู้จักกันในชื่อGreat Turkish Bombardถูกสร้างขึ้นในจักรวรรดิออตโตมัน
ต้นศตวรรษที่ 16​ ชาวเยอรมัน​ได้คิดค้นกลไกล็อกล้อปืน
ประกอบด้วยล้อฟันเลื่อยที่หมุนด้วยสปริงและชุดขากรรไกรแบบสปริงที่ยึดแผ่นไพไรต์เหล็กไว้กับล้อปืน การเหนี่ยวไกจะทำให้ล้อปืนหมุนและการสันดาปถาดรองกระสุน
กลางศตวรรษที่ 16​
กลไกการยิงแบบฟลินท์ล็อก
การสันดาป​ดินระเบิด​กับเหล็ก
กลางศตวรรษที่ 19 ถ้ำในรัฐเคนทักกี เทนเนสซี และเวสต์เวอร์จิเนียมักมีการขุดดินประสิวอย่างกว้างขวางเพื่อนำมาผลิตดินปืน เมื่อมีการค้นพบการใช้งานโพแทสเซียมไนเตรตมากขึ้น
กฏแห่ง​เต๋า​☯️​ชนะอธรรม
แต่​มีคนแปลว่าเต๋าคือธรรม​ คือ​เพี้ยนเป็น​ ธรรมชนะอธรรม​ การใช้กำลังหรือการต่อสู้ดิ้นรนอย่างแข็งกร้าว จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด​
ในบางคำสอน​กล่าว​ว่า
แพ้เป็น​พระ​ ชนะเป็นมาร​
ซึ่ง​ดูขัดแย้ง​ กับเต๋า​☯️​
ที่สุด​แล้ว​ สงคราม​โลก​ครั้ง​ที่​ 1 และ​ 2 อังกฤษ​ ฝรั่งเศส​ สหรัฐฯ​ รัสเซีย ออสเตรีย​-ฮังการี​ ​ ญี่ปุ่น​ อิตาลี​ เยอรมัน​ ก็แบ่งเป็นสองฝ่าย​ คือ​ สัมพันธมิตร​ และอักษะ
พันธมิตรแปดชาติมหาอำนาจ​หมายถึงกองกำลังร่วม ของแปดชาติที่รุกราน ราชวงศ์ ชิง
ในปี พ.ศ. 2443
( ปีที่ 26 ใน รัชสมัยจักรพรรดิกวางซวี่ ) ได้แก่
จักรวรรดิอังกฤษ (UK ) สหรัฐอเมริกา (US )
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สาม ( FR )
จักรวรรดิเยอรมัน (GER) จักรวรรดิรัสเซีย (RU)
จักรวรรดิญี่ปุ่น (JP )
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (AU) และ ราชอาณาจักร อิตาลี (ITA)
เดือนเมษายน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และฝรั่งเศสได้ส่งบันทึกถึงจงหลี่หยาเหมิน โดยสั่งให้รัฐบาลชิงปราบปรามพวกนักมวยภายในสองเดือน มิฉะนั้นพวกเขาจะส่งกองกำลังทางเรือและทางบกไป "ปราบปราม"
เดือนมิถุนายน 1900​
ทหารต่างชาติเข้าไปในสถานทูต เขตสัมปทานเทียนจิน
และทหารรัสเซีย 4,000 นายจากวลาดิวอสต็อกเข้าไปเทียนจิน
วันที่ 10 มิถุนายน 1900​
พลเรือเอกอังกฤษ E. Seymour พร้อม​กองกำลังผสม​ รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส อเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี​ ซึ่งนำโดยพลเรือเอกซีมัวร์แห่งอังกฤษ ได้ออกเดินทางจากเขตสัมปทานเทียนจินไปกรุงปักกิ่ง​
วันที่ 17 มิถุนายน 1900​
กองทัพเรือของพันธมิตรยึดป้อมต้ากู่
วันที่ 21 มิถุนายน 1900​
ซูสีไทเฮาออกคำสั่งประกาศสงคราม
วันที่ 26 มิถุนายน -​
14 กรกฎาคม 1900​ : 8​ ชาติ​มหาอำนาจ​ นำกำลัง​ 17,000 นายและปืนใหญ่มากกว่า 40 กระบอก​ ​เข้าเมือง​เทียนจิน
วันที่ 14 สิงหาคม 1900​ :
8​ ชาติ​มหาอำนาจ​นำกำลัง​ 34,000​ นาย​ พร้อม​ปืนใหญ่ 81 กระบอกนายเข้ากรุง​ปักกิ่ง​ และส่งทหารจากปักกิ่งและเทียนจินเข้าโจมตีในทุกทิศทาง โดยควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์รอบปักกิ่งและเทียนจินจากเจิ้งติ้งทางใต้ จางเจียโข่วทางเหนือ ซานไห่กวนทางตะวันออก และเนียงจื่อกวนทางตะวันตก
จอมพลวัลเดอร์ซีของเยอรมันเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพันธมิตร​เข้าสู่ปักกิ่ง
จอมพลวัลเดอร์ซีสั่งให้กองทัพปล้นสะดมเป็นเวลาสามวัน ในเมืองเทียนจิน​และ​ปักกิ่ง​ บ้านเรือนเก้าในสิบหลังว่างเปล่า
วัตถุโบราณล้ำค่า สมบัติ และหนังสือหายาก เช่น สารานุกรมหย่งเล่อ​ และ​ดาบหย่งเล่อ​ ราชวงศ์​หมิง​ที่เก็บไว้ในพระราชวังชิงและพระราชวังฤดูร้อน ล้วนถูก 8​ ชาติ​มหาอำนาจ​นำออกจาก​แผ่นดิน​จีน​
วันที่ 17 ตุลาคม​ 1900​
จอมพลวัลเดอร์ซี​ เดินทาง​สู่​ปักกิ่ง จัดตั้งสำนักงานใหญ่ใน หออี้หลวนของ พระราชวังต้องห้ามและจัดตั้ง "คณะกรรมการบริหารปักกิ่ง" หน่วยงานอาณานิคมทางทหารในหลี่ฟานหยวนยาเหมิน
ข้อสันนิษฐาน​ ในปี​ 1900
เมื่อ​ เยอรมัน​ร่วมกับ​ 6 ชาติ​ตะวันตก​ และ​ญี่ปุ่น​ นำคัมภีร์​อี้จิ้ง​ เต๋า​เต๋อ​จิง​☯️ ตำราแพทย์​แผน​จีน​ การฝังเข็ม​ โบราณ​ของ​จีน​ สารานุกรม​หย่ง​เล่อ​ ตำราจำแนกพืชพรรณ​ไม้สมุนไพร​ของ​จีน ตำราการเกษตร​ของ​จีน​ วัสดุ​ศาสตร์​ของ​จีนไปยังเยอรมัน​ และ​แปลเป็น​เยอรมัน​ ภาษาอังกฤษ​ ฝรั่งเศส​ ฯลฯ​
ต่อมา​ หลังปี​ 1900​
-ฟิลิปป์ เลนาร์ดพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของจักรวาล(อี้จิ้ง​☯️) เลนาร์ดได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.​1905 จากผลงานเกี่ยวกับรังสีแคโทดหลอดรังสีเอกซ์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และทฤษฎีอะตอม
-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์​ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1921 จากการค้นพบกฎของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็ก (เต๋า​เสมือน​สูบลมในที่ว่าง​ พลังงาน​ชี่)​
-อามาลี เอ็มมี่ โนเธอร์​
ปี​ 1933 ความสัมพันธ์ระหว่างความสมมาตรและกฎการอนุรักษ์
(อี้จิ้ง​☯️)​และโนเธอร์ยังคิดค้นทฤษฎีวงแหวน สนาม และพีชคณิต
-คาร์ล เบนซ์รถยนต์คันแรก ในปี ค.ศ. 1900 มีเกียร์สามสำหรับการขึ้นเนิน
- ​ปี ค.ศ. 1912 แม็กซ์ บอร์นและธีโอดอร์ ฟอน คาร์ มัน วิศวกรชาวฮังการี ได้คิดค้นพลวัตของโครงตาข่ายผลึก ซึ่งรวมคุณสมบัติสมมาตรของโครงตาข่าย อนุญาตให้กำหนด กฎ ควอนตัม​ (อี้จิ้ง​☯️​แปดทิศ)
-ฟังก์ชันคลื่นที่ปรากฏในสมการของชเรอดิงเงอร์ในปี ค.ศ. 1926
นุภาคค่าของฟังก์ชันคลื่นของอนุภาค ณ จุดใดจุดหนึ่งในอวกาศและเวลาหนึ่ง มีความสัมพันธ์กับความน่าจะเป็นที่อนุภาคจะอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น​
(อี้จิ้ง​☯️​ 64​ ฉัก​ลักษณ์​)
-เกอเพิร์ต-เมเยอร์ เขียนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับฟิสิกส์เชิงทฤษฎี​ ปี​ 1963 แบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับโครงสร้างของเปลือกนิวเคลียส​ (อี้จิ้ง​☯️)
-เวิร์นเนอร์ ไฮเซนเบิร์ก​ “กลศาสตร์เมทริกซ์” (Matrix mechanics)
(การเล่นแร่แปรธาตุ​ของ​สำนักเต๋า​☯️​)
-ค.ศ. 1900 กับการศึกษาการแผ่รังสีของวัตถุดำ (black-body radiation) และพลังค์ เป็นคนตั้งคำ “quantum” หรือ “ควอนตัม”​ ลักษณะของพลังงานในเชิงควอนตัมจะมีลักษณะเป็น “ท่อน ๆ” มิใช่แบบ “ต่อเนื่อง”
(ผังอี้จิ้ง​แปดทิศ​ และผังอี้จิ้ง​☯️​ 64​ ฉัก​ลักษณ์​ท่อนขาด​ ท่อนต่อเนื่อง)​
ปี​ ค.ศ.​ 1922 แบบจำลองอะตอมเชิงควอนตัม” ของ นีลส์ บอร์​ อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในตำแหน่งจำเพาะเป็นชั้น ๆ แน่นอนรอบนิวเคลียส และการเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่ของอิเล็กตรอน จะเกิดได้เฉพาะเมื่ออิเล็กตรอน “รับ” หรือ “ปล่อย” พลังงานออกมาเป็น “ท่อนพลังงาน
(ชี่​ ในคัมภีร์​อี้จิ้ง​☯️​ กว่า​ 3 พัน​ปีก่อน​ หรือ​พลัง​งาน​)​
(ผังอี้จิ้ง​แปดทิศ​ และผังอี้จิ้ง​☯️​ 64​ ฉัก​ลักษณ์​ท่อนขาด​ ท่อนต่อเนื่อง)
ค.ศ. 1938 อ็อตโต ฮาห์นและฟริตซ์ สตราสส์มันน์ ได้แสดง​ให้​เห็น​ว่าไอโซโทปของแบเรียมสามารถก่อตัวขึ้นได้โดย การ ระดมยิงยูเรเนียมด้วยนิวตรอน
(อี้จิ้ง​☯️​การเล่นแร่แปรธาตุ​ของ​สำนัก​เต๋า)
ค.ศ. 1928 เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง​ ชาวสก็อตแลนด์​ ค้นพบ​ เบนซิลเพนิซิลลิน (หรือเพนิซิลลิน จี) จากเชื้อราPenicillium rubens
(สารานุกรมหย่งเล่อร่างทั้งหมด​เสร็จสมบูรณ์ในปีที่ห้าของรัชสมัยหย่งเล่อ ค.ศ. 1408 ประกอบด้วยหนังสือ 22,877 เล่มประมาณ 370 ล้านตัวอักษร และรวบรวมหนังสือตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันจำนวน 7,000 ถึง 8,000 เล่ม​ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หยินหยาง การแพทย์ การพยากรณ์)​
ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 800 เล่ม ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก สารานุกรมหย่งเล่อประกอบด้วยหนังสือคลาสสิก หนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือปรัชญา และรวมเล่ม ครอบคลุมทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การแพทย์​หยินหยาง เทคนิคการแพทย์ การฝังเข็ม​ บันทึกการแบ่งแยกทางภูมิศาสตร์ วิวัฒนาการ ภูเขา แม่น้ำ คลองการทำนายดวงชะตา ตำราพุทธศาสนาและเต๋า ละคร งานฝีมือ และเกษตรศาสตร์​ โดยญี่ปุ่น​นำความรู้​จากสารานุกรม​หย่งเล่อไปปรับ​ใช้พัฒนา​ด้าน​เกษตรกรรม
สารานุกรมหย่งเล่อ อธิบาย​วิธี​สร้าง​และ​ใช้งาน​ “ธนูเสินปี้” สามารถวางตั้งตรงบนพื้นได้ เมื่อเหนี่ยวไก ลูกธนูสามารถเจาะเกราะได้ไกลถึง 300 ก้าว กองทัพราชวงศ์ซ่งใช้ “ธนูเสินปี้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับกองทัพจิ้น​ หรือ​กิมก๊ก
รัชสมัยจักรพรรดิซือจู่แห่งราชวงศ์หยวน​ (มองโกล)​
วิธี​การสร้าง​ "ธนูเสินปี้" ก็สาบสูญ​ไปพร้อมกับเนื้อหา​ในสารานุกรมหย่งเล่อ
สารานุกรมที่เหลืออยู่ประมาณ 400 เล่มถูกเก็บรักษาไว้ในคอลเลกชันของสถาบัน 30 แห่งใน 8 ประเทศมหาอำนาจ​ ที่บุกปักกิ่ง
จักรพรรดิเฉียน หลง ทรงเปิดประเทศ​รับอารยธรรม​ตะวันตก​ เช่น​ ประเทศ​อังกฤษ
ค.ศ. 1772 ซึ่งเป็นปีที่ 37 ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการค้นหาสารานุกรมเล่มที่หายไปจากสารานุกรมเล่มนี้ และพบว่ามีหนังสือสูญหายไป 2,422 เล่ม
หลังจากที่สารานุกรมหย่งเล่อออกจากพระราชวัง ชาวต่างชาติก็ซื้อไปในราคาที่สูงเกินจริง ทำให้การจำหน่ายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ในปีแรกของการครองราชย์ของจักรพรรดิกวางซวี่ เมื่อสถาบันฮั่นหลินได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ พบว่ามีสารานุกรมหย่งเล่อเพียง 5,000 เล่มเท่านั้น ยี่สิบปีต่อมา พบว่ามีเพียง 800 เล่มเท่านั้น หนังสือขนาดใหญ่เล่มนี้ถูกขโมยไปเกือบทั้งหมด
เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1900 ภัยพิบัติครั้งสุดท้ายของสำเนาสารานุกรมหย่งเล่อเกิดขึ้นเมื่อพันธมิตรแปดชาติบุกปักกิ่งและปะทะกับเหล่านักมวยที่กำลังปิดล้อมสถานทูตอังกฤษ
หลิว เคย์อี้ จากสถาบันการแปลเก็บสารานุกรมหย่งเล่อหลายสิบเล่มไว้ใต้รางน้ำม้าของชาวต่างชาติ สำเนาสารานุกรมหย่งเล่อถูกทำลายจนหมดสิ้น
วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.​ 2020 หนังสือพิมพ์เดอะเปเปอร์รายงานว่า หนังสือสารานุกรมหย่งเล่อ (Yongle Encyclopedia) ซึ่งเป็นหนังสือสี่เล่มอันทรงคุณค่าจากราชวงศ์หมิง ถูกประมูลขายทอดตลาดในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในราคา 6.4 ล้านยูโร ซึ่งรวมค่านายหน้าแล้ว ราคารวมทั้งหมดสูงกว่า 8.12 ล้านยูโร
ค.ศ. 1951 มหาวิทยาลัยเลนินกราด ในสหภาพโซเวียต ส่งคืนสารานุกรมหย่งเล่อจำนวน 11 เล่มให้แก่ประเทศจีน
ค.ศ.​ 1954 ค้นพบ​สารานุกรมหย่งเล่อจำนวน 52 เล่ม ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดรถไฟแมนจูเรีย​ เขตปกครองของ​ญี่ปุ่น
ค.ศ.​ 1955 ห้องสมุด มหาวิทยาลัยไลพ์ซิก ในเยอรมนี บริจาคสารานุกรม​สามเล่มคืนให้แก่ประเทศจีน
ปัจจุบันมีสารานุกรมหย่งเล่อ
(จัดทำก่อนศตวรรษที่ 14​ ซึ่ง​เก่าแก่กว่าสารานุกรมฝรั่งเศสDiderotและสารานุกรมอังกฤษ Britannica มากกว่า 300 ปี )​
มี​ 59 เล่มในยุโรป, 51 เล่มในสหราชอาณาจักร, 5 เล่มในเยอรมนี,
3 เล่มในไอร์แลนด์
ค้นพบสารานุกรมหย่งเล่อเล่มใหม่ที่หอสมุดฮันติงตันในลอสแอนเจลิส โดยมีเล่มที่ 10270 และ 10271
จุดเริ่ม​ต้น​เรือดำน้ำ​จีน
บริษัท Henan Diesel Engine Industry Co., Ltd (ต่อไปนี้จะเรียกย่อว่า“HND”) เดิมเรียกว่า Henan Diesel Factory ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2501 โรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซลแห่งแรกของ PRC ถือเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ดีเซลระดับมืออาชีพเพียงรายเดียวที่มีความเร็วสูงและกำลังสูงในอุตสาหกรรมการต่อเรือ HND
HND เป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์แก๊ส)
เครื่องยนต์ดีเซลซีรีส์ TBD234, TBD604 และ TBD620 ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีลิขสิทธิ์ DEUTZ-MWM ของเยอรมนี ซึ่งเปิดตัวในปี พ.ศ. 2528 และ พ.ศ. 2542​
เครื่องยนต์ดีเซลซีรีส์ CHD316, CHD620L6 และ CHD622 เครื่องยนต์เชื้อเพลิงคู่ซีรีส์ CHS และเครื่องยนต์แก๊สซีรีส์ CHG รวมถึงพลังงานสะอาดอื่นๆ MAN ได้เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลความเร็วปานกลางซีรีส์ L16/24 และ L21/31 ในปี พ.ศ. 2550
ผลิตภัณฑ์​ HND​ คือ​ ผลิต​กำลังเครื่องยนต์ระหว่าง 186-3600 กิโลวัตต์ และกำลังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 50-3000 กิโลวัตต์ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐาน CCS, ABS, RS, BV, DNV และอื่นๆเครื่องยนต์บางรุ่นได้รับใบรับรองการปล่อยมลพิษ C1 และ C2
ผลิตภัณฑ์​ของ​ HND​ ถูกใช้​อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล เรือบริการสาธารณะ เรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก เรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ เรือบรรทุกสารเคมี เรือบรรทุกน้ำมัน เรือโดยสาร เรือสำราญ เรือวิศวกรรม เรือภายในประเทศ
ผลิตภัณฑ์ HND ถูกใช้ในพลังงานนิวเคลียร์ ปิโตรเลียม ถ่านหิน การทำเหมืองแร่ รถไฟ เครื่องจักรวิศวกรรม และ​ศูนย์หุ่นยนต์ 4S คือ Sale (การขาย), Spare parts (อะไหล่), Service (บริการ) และ Survey (การสำรวจ)
รถถังหลักรุ่นแรก​ของจีนพัฒนาต่อยอดมาจากรถถังรุ่น T-54 ของโซเวียต​ เป็น​ Type 59, Type 69​และ​Type​ 79ของ​จีน​ แตกต่าง​เรื่อง​เครื่องยนต์, เกราะ, และระบบควบคุมการยิง.
รถถังหลักรุ่นที่สองและสามของจีน Type 80, Type 88, Type 96, และ Type 99 โดดเด่น​ระบบอาวุธ, เกราะ, ระบบควบคุมการยิง, และระบบขับเคลื่อน
รถถังหลักยุคที่สามของจีน
ที่จีนพัฒนาขึ้นเพื่อการส่งออก​ คือ​ VT-4​ ระบบควบคุมการยิงแบบดิจิตอล, เกราะคอมโพสิต, และระบบป้องกันภัยจากอาวุธนิวเคลียร์, เคมี, และชีวภาพ
VT-4​ ใช้เทคโนโลยีจาก Type 99​ และ​พัฒนา​ต่อยอดมาจากรุ่น MBT2000 (VT-1) และถือเป็นรถถังรุ่นใหม่ที่สุดในตระกูล Type 90-II
VT-4​ มีป้อมปืนแบบควบคุมจากภายใน ขนาด 12.7 มม. ระบบควบคุมการยิง, กล้องวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์, การมองเห็นรอบทิศทาง และระบบกล้องถ่ายภาพความร้อนรุ่นที่ 3 ยิงขีปนาวุธนำวิถี​ ลำกล้อง 125 มม. สามารถยิงกระสุน APFSDS
(Armor Piercing Fin-Stabilized Discarding Sabot): เป็นกระสุนเจาะเกราะที่ออกแบบมาเพื่อเจาะเกราะหนาของรถถังและยานเกราะอื่นๆ,
ระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง (HEAT) มีประโยชน์ในสถานการณ์ป้องกันตัว
หัวสควอชระเบิดแรงสูง (HESH)
กระสุนที่กระจาย "สารตกค้าง" ของวัตถุระเบิดบนพื้นผิวที่กระทบ ซึ่งจะระเบิดในเวลาไม่นานหลังจากนั้น
HE​ ทะลุทะลวงได้ มันจะระเบิดและสร้างความเสียหายให้กับโมดูลภายใน
รถถัง​VT-4​ ติดตั้งระบบ active protection systemdesignated GL5 ใช้เรดาร์พิเศษเพื่อตรวจจับหัวรบนิวเคลียร์ที่กำลังเข้ามา เมื่อตรวจพบ จรวดป้องกันจะถูกยิงออกไป ซึ่งจะระเบิดใกล้กับภัยคุกคามที่กำลังเข้ามา ทำลายมันก่อนที่จะกระทบกับรถถังหรือยานพาหนะ​ ระบบ APS ของ Norinco ประกอบด้วยเรดาร์ควบคุมการยิงแบบหลายภารกิจที่ตรวจจับและติดตามภัยคุกคามที่เข้ามา รวมไปถึงเครื่องยิงจรวดป้องกัน
กองทัพ​ขีปนาวุธ​จีน​
(People's Liberation Army Rocket Force หรือ PLARF)
พัฒนา​มาจาก​ กองทัพน้อยปืนใหญ่ที่ 2 (Second Artillery Corps) ก่อตั้ง​ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2509
เปลี่ยน​มาเป็น​ เป็นกองกำลังจรวดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PL Rocket Force) และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล (PLRF) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559
ปี 2025 FAS คาดการณ์​ว่า
จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 600 หัวรบ
กองทัพ​ขีปนาวุธ​จีน​
ปัจจุบัน​มีกำลังพล: 120,000 นาย
ฐานปฏิบัติการขีปนาวุธ 6 แห่ง ทั่วประเทศจีน
ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธพิสัยใกล้ พิสัยกลาง พิสัยไกล และขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) พัฒนา​ระบบ MIRV (หลายหัวรบแยกเป้าหมาย) ทั้งแบบนิวเคลียร์และแบบธรรมดา
HQ-29 เป้าหมายเพื่อทำลายขีปนาวุธทิ้งตัวก่อนที่จะพุ่งลงสู่เป้าหมาย ศักยภาพในการโจมตีดาวเทียม เชื่อมโยงช่องว่างเทคโนโลยีระหว่างระบบป้องกันขีปนาวุธของจีน กับ ขีปนาวุธอเมริกันสแตนดาร์ด-3 หรือระบบS-500 ของรัสเซีย
การจัดตั้งกองทัพอากาศ PLAAF เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 โดยพัฒ​นาจาก​เครื่องบินก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่ยึดมาได้
และเครื่องบินโซเวียต
การรบครั้งแรกในสงครามเกาหลีกับสหรัฐอเมริกา จีนใช้​เครื่องบินขับไล่ Mikoyan-Gurevich MiG-15 จากสหภาพโซเวียต
1960 จีนและโซเวียตเกิดความตึงเครียดชายแดน​ การปฏิเสธ​ให้สหภาพ​โซเวียต​ตั้งฐานทัพ​ในจีน
1980 กองทัพอากาศ PLAAF​ ถูกชาติ​ตะวันตก​คว่ำบาตร
1990​ กองทัพอากาศ PLAAF​ เจรจา​กับรัสเซีย​ และ​ขอ​ซื้อ​ Sukhoi Su-27 ต่อมาจีน​พัฒนา​เครื่องบินรุ่นภายในประเทศ ยุคที่​สี่​ คือ​ J-10​
และยุคที่​ห้า​ คือ​ J-20​
จีนกำลัง​พัฒนา​เครื่องบินทิ้งล่องหน​ระเบิดพิสัยไกล​ H-20​
J-36​ J-50
เครื่อง​บินปล่อย​โดรนร่อน​ 100 ลำ​
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น
แปล​เรียบเรียง​และ​ตีความ​
J-10 ที่มาภาพ PNGTREE
J-20 ที่มาภาพ PNGTREE
#นฤพนธ์​ เพ็งอ้น​
แปล​เรียบเรียง​และ​ตีความ​
บทความ​ประเทศ​จีน​ ที่เกี่ยวข้อง​
การค้นพบโครงการอนุรักษ์น้ำนอกเมืองโบราณเหลียงจู่
กว่า 5 พันปีประกอบด้วยเขื่อน 11 แห่ง นอกเมืองโบราณเหลียงจู่ โดยมีพื้นที่ควบคุม 100 ตารางกิโลเมตร มีอายุมากกว่า 5,000 ปี และมีหน้าที่ที่ครอบคลุมเช่นการควบคุมน้ำท่วม การขนส่ง และการชลประทาน นับเป็นระบบอนุรักษ์น้ำขนาดใหญ่แห่งแรกในจีน และยังเป็นระบบเขื่อนควบคุมน้ำท่วมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกจากการหาอายุด้วยคาร์บอน-14 อย่างเป็นระบบ ร่วมกับการจำแนกชั้นหิน​
แหล่งมรดกโลกของยูเนสโกในประเทศจีน
เมืองโบราณเหลียงจู่ 5,300 -​4,300 ปี​ก่อน
(3300BC
–2300 BC) วัฒนธรรมหยกยุคหินใหม่
ของจีนแห่งสุดท้ายในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี
มีประตูทั้งหมด 9 แห่ง รวมทั้งประตูเมืองน้ำ 8 แห่งและประตูเมืองดิน 1 แห่ง
ประตูเมืองดิน
แห่งเดียวที่เหลืออยู่ ตั้งอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองด้านใต้
เมืองโบราณเหลียงจู่สร้างเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน พบขั้นบันไดยกพื้นมากกว่า 20 ขั้นในใจกลางเมือง
กองทัพไทผิงต้นแบบการเลิกทาส การปฏิรูปที่ดินยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ และการปกครองในประเทศจีน
ค.ศ. 1856
(ครั้งแรกในโลก)
กษัตริย์หงซิ่วเฉียน ทรงประกาศนโยบายเป็นทางการ
ให้ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ของประชาชน
และนำที่ดินมาแบ่งอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคน,
ความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง,
ห้ามการซื้อ-ขาย
ผู้หญิงและทาสหญิง
(เลิกทาส)
เปรียบ​เทียบ​กับ​สหรัฐ​ฯ​
การประกาศเลิกทาส (Emancipation Proclamation)
โดย​ เอบราแฮม ลิงคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1863
กษัตริย์หงซิ่วเฉียนทรงต่อต้านแมนจู และการรุกรานจากตะวันตก
หง ซิ่วเฉวียน
เดิมนับถือขงจื้อ
ต่อมาเชื่อว่าตนเองเป็นบุตรคนที่สองของพระเจ้า มีสาวกสำคัญ คือ เฟิง หยุนซาน และผู้นับถือชาวฮากกา ในมณฑลกวางสี
เดือนมกราคม ค.ศ. 1851 กษัตริย์หงซิ่วเฉียนสถาปนา “อาณาจักรสวรรค์แห่งสันติภาพอันยิ่งใหญ่” ณ เมือง หย่งอัน ตั้งอยู่
ทางตอนกลางตะวันตกของมณฑลฝู เจี้ยน
​ค.ศ. 1543 ชาวโปรตุเกสได้อพยพไปยังเมืองทาเนงาชิมะและนำปืนเหล็กคาบศิลาไปจำหน่ายในญี่ปุ่น.
​ค.ศ. 1548 จู วานแม่ทัพกองทัพหมิงเอาชนะสลัดโปรตุเกสและญี่ปุ่นได้ เรียนรู้เรื่องการผลิต ปืนคาบศิลาจากเชลยชาวญี่ปุ่น
ค.ศ. 1593 Qinmentun ชาวญี่ปุ่น​นำเรือ 200 ลำบุกไต้หวัน​ แต่พ่ายแพ้ราชวงศ์​หมิง​ของ​จีน
ค.ศ. 1609 ญี่ปุ่นยึดครองริวกิว​ ของ​จีน​
ค.ศ. 1616 กองเรือมุรายามะ" ของญี่ปุ่น บุกไต้หวัน แต่ล้มเหลว
ค.ศ. 1621 ต้าจิน(แมนจู)​ ยึดเสิ่นหยางและเหลียวหยาง​
ต่อมาต้าจินยึดครองคาบสมุทรเหลียวตงและเกาะชายฝั่ง
ค.ศ.​ 1622 สเปน​ส่งกองกำลัง​ สู้รบกับเนเธอร์แลนด์​ เพื่อ​ครอบ​ครอง​ไต้หวัน​
ค.ศ. 1624 กองทหารของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ขับไล่กองทหารสเปน ไปจากไต้หวัน
สเปนเริ่มยึดครองไต้หวัน
ค.ศ.​ 1650​ ชาวดัตช์เริ่มเก็บภาษีอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลจากอ้อย​ ร้อยละ10 ของผลิตภั​ณฑ์​ ทำให้​เกษตรกรชาวท้องถิ่น​ไต้หวัน​ไม่พอใจ​ เกิดการจลาจลนำโดย Guo Huaiyi พร้อม​พวกจำนวน​ 4,000​ คน​ แต่อาวุธ​เคียว ย่อมพ่ายศิลาของกองทัพดัตช์
ค.ศ.​ 1657​ แม่ทัพเจิ้งเฉินกงส่งกองเรือ​ปิดล้อมการห้ามการค้าของเนเธอร์แลนด์​
ค.ศ. 1661 กองทัพดัตช์
โฆษณา