26 ส.ค. เวลา 13:09 • ข่าวรอบโลก

ลดพิสัย แต่เพิ่มจำนวน สหรัฐคิดอะไรกันแน่ ?

มีข่าวจาก WSJ ว่าสหรัฐนั้นอนุมัติการจัดส่งขีปนาวุธร่อน
จากอากาศสู่พื้น ERAM พิสัย 450 กิโลเมตรให้กับยูเครน
ถึง 3,300 ลูก
แต่ก็มีข่าวเช่นกัน ว่าการใช้โจมตีดินแดนรัสเซียโดยตรง
จะต้องได้รับการอนุมัติจากสหรัฐ เช่นเดียวกับสมัยกรณี
ของ ATECMS ที่ถูกลดพิสัยลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ส่งไป
…เรื่องนี้ ถ้ามองเผินๆ อาจเหมือนสหรัฐกำลังลดประสิทธิภาพ
ของยูเครนลง แต่ถ้ามองกันแบบเข้าใจ จะพบว่านี่คือการเพิ่ม
ประสิทธิภาพให้ยูเครนแบบควบคุมได้ เพื่อหวังผลทางการเจรจากับรัสเซียในลักษณะข่มขู่เสียมากกว่า….
ในทางเทคนิคแล้ว สหรัฐมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิด
ของอาวุธที่จะสนับสนุนยูเครนบ้าง เนื่องจาก ATECMS
สหรัฐกำลังจะเลิกใช้งาน และไม่มีการผลิตเพิ่มแล้ว
เพื่อเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
ทำให้จำนวน ATECMS ที่สหรัฐจำเป็นต้องเก็บไว้ใช้
ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนรุ่นอาวุธมีความจำเป็น
ไม่สามารถส่งให้ยูเครนมากๆได้
ซึ่งก็คือที่มาของการส่ง ERAM ไปแทน
แม้จะเป็นประเภทอาวุธที่ต่างกัน และดูเหมือนเป็น
การลดทอนประสิทธิภาพของยูเครน
แต่ถ้าพิจารณาจริงๆ มันกลับไม่ใช่แบบนั้น
…มันตรงข้ามด้วยซ้ำไป…
จากจรวดพื้นสู่พื้น สู่ขีปนาวุธร่อนอเนกประสงค์
เดิม ATECMS ที่สหรัฐให้ยูเครนนั้น เป็นขีปนาวุธ
พิสัยใกล้ 500 กิโลเมตร แบบยืงจากพื้นสู่พื้น
ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง และเสี่ยงจากการโดนโจมตีแท่นปล่อย
เมื่อต้องการเคลื่อนให้เข้าใกล้พิสัยทำการ
แต่ ERAM เป็นขีปนาวุธร่อน หรือ cruise missile
ที่ปล่อยจากเครื่องบิน สู่พื้น มีรัศมีทำการ 450-600 กิโลเมตร
ตามลักษณะของเป้าหมาย ดังนั้นจึงต้องบอกว่าต่างกัน
แต่มันถูกกว่า ATECMS มาก เมื่อรวมทั้งระบบ
และเอาเข้าจริงๆ มันจะมีคุณค่าทางยุทธวิธีต่อยูเครน
มากกว่า ATECMS ด้วยซ้ำไป มันเหมือนตัวอุดช่องว่าง
ระหว่างขีปนาวุธร่อนระยะสั้นที่ใช้อยู่แล้ว กับระยะไกลมาก
อย่าง Storm Shadow ที่อาจสามารถร่อนได้ถึง 800 กิโลเมตร
ด้วยระยะทำการ 450 กม. ของ ERAM เราต้องไม่ลืมบวก
พิสัยการบินของเครื่องบินรบที่จะปล่อยมันเข้าไปด้วย
ซึ่งในที่นี้ เครื่องบินหลักที่ยูเครนรับบริจาคของเก่ามาใช้
ในปัจจุบันทั้งของค่ายนาโต้และค่ายโซเวียตเดิม
ที่มาดัดแปลงให้ติดตั้งอาวุธนาโต้ได้
คือ F-16 , mirage 2000 ,SU-27 และ MIC -20
มันมีพิสัย เพื่อให้บินกลับฐานได้ ราวๆ 800 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย
หมายความว่า ถ้ารวมกับระยะของพิสัย ERAM เข้าไปด้วย
ก็จะได้ราวๆ 1,200 กิโลเมตร หรือไกลกว่า ATECMS
ถึง 2 เท่า ซึ่งอุดช่องว่างที่หายไปของจรวดพิสัยกลาง
ของยูเครนได้พอดี
และการที่มันอยู่บนเครื่องบินรบ ทำให้คล่องตัวกว่า
ในการผลักดันอาวุธให้เข้าพิสัยปล่อย โดยไม่ต้องต่อตี
กับเครื่องบินรัสเซียได้ จึงไม่ได้เสียเปรียบในแง่ประสิทธิภาพ
ที่ด้อยกว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ของรัสเซีย
ง่ายๆ คือ บินไปในระยะปล่อย 400 กว่ากิโล
ซัดแล้วก็กลับ ก่อนที่เครื่องบินของรัสเซียที่เหนือกว่า
จะมาถึงที่เกิดเหตุ เครื่องบินยูเครนก็ปลอดภัย จบภารกิจ
และเนื่องจากระยะ 400 กิโลเมตร มันไกลกว่าพิสัย
200 กิโลเมตรของ S-400 อยู่ตั้งเท่าตัว ดังนั้น
เครื่องบินที่บินไปปล่อย จึงปลอดภัยจาก S-400 ไปด้วย
เครื่องยุคโซเวียตทุกลำในมือยูเครนตอนนี้ ถูกดัดแปลงรองรับอาวุธนาโต้ ได้เกือบทั้งหมดทุกประเภทแล้ว และพวกเขามีในมือเยอะทีเดียว
ปัจจุบัน ยูเครนต่างจากช่วงต้นสงคราม ที่ขาดแคลน
เครื่องบินรบ ตอนนี้เครื่องเก่าจากชาตินาโต้แทบทุกชาติ
มาสุมกันอยู่ในยูเครน
รวมถึงเครื่องบินค่ายโซเวียตเองที่ตกค้างในหลายประเทศ
ยุโรปตะวันออก รวมถึงมีรายงานว่า สหรัฐเองก็เก็บไว้มาก
พอสมควรจากที่ยึดได้ในตะวันออกกลาง
และยังซื้อจากบางประเทศ เช่น อุซเบกิสถาน มาบริจาค
ให้ยูเครนอีกต่างหาก
หากรวมทุกประเภทเข้าด้วยกัน แม้จะเก่าและด้อยกว่ารัสเซีย
แต่ก็มีประสิทธิภาพและจำนวนมากพอ ที่จะใช้เป็นเครื่อง
แบกระเบิดไปปล่อยแล้วบินกลับอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
สามปีที่ผ่านมาก เครื่องบินรบเก่า ถูกบูรณะ และส่งมาเรื่อยๆ
จนสะสมอยู่ในยูเครน โปแลนด์ โรมาเนีย เพื่อใช้กับรัสเซีย
มากถึงเกือบ 300 ลำเลยทีเดียว
…ถ้าจะเทียบกับแท่นยิง ATECMS ซึ่งมีหลักสิบ
และจำนวนจรวดของมันจะเห็นได้ชัดว่า การที่สหรัฐส่ง
ERAM ให้นั้น ไม่ใช่เจตนา ลดขีดความสามารถของยูเครน
เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะยังต้องขออนุมัติในการใช้กับแผ่นดิน
รัสเซียโดยตรงก็ตาม….
ที่สำคัญ เมื่อมันเยอะขนาดนี้ เรือรัสเซียก็จะเป็นเป้าหมาย
ของพวกมันไปด้วย สถานการณ์ในทะเลดำ ก็จะยิ่งแย่
และอาจไม่ใช่ว่ายูเครนจำเป็นต้องใช้มันจากเครื่องบิน
เพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่าพวกเขาดัดแปลง sparrow
ซึ่งเป็นมิไซล์จากเครื่องบิน มาใช้ทั้งบนโดรนทะเล
และบนบกอย่างได้ผลมาแล้ว กรณีนี้ก็มีความเป็นไปได้
ว่าพวกเขา มีแผนดัดแปลงใช้งาน ในลักษณะเดียวกัน….
SU 24 ผสมข้ามค่ายกับ storm shadow ใต้ปีกนั่นแหละ
เมื่อเป้าหมายหลักคือ ดอนบาส
และการโจมตีแผ่นดินรัสเซีย ยูเครนก็มีทางเลือก
การขออนุมัติจากสหรัฐที่จะใช้อาวุธ มันจึงไม่ใช่ข้อติดขัด….
ดูเหมือนว่า วัตถุประสงค์จริงๆ ของสหรัฐ
คือการเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีดอนบาส
ในความยึดครองของรัสเซียมากที่สุด
จึงได้พยายามจำกัดพิสัยอาวุธที่ส่งให้ไว้แค่นั้น
ในอีกทางหนึ่ง สหรัฐเองก็ร่วมวางแผนการตัดกำลังบำรุง
ของแนวหน้ารัสเซีย บนแผ่นดินรัสเซียมาตลอด
ดังนั้นจะบอกว่าพวกเขาห้ามยูเครนโจมตีรัสเซีย มันจึงไม่ใช่
สหรัฐส่งเสริมการตัดกำลังบำรุงแน่นอน
แต่มันต้องไม่ใช่อาวุธสัญชาติสหรัฐ
…อย่างน้อยก็โดยตรง….
ปัจจุบัน ยูเครนใช้โดรนพิสัยไกล และการก่อวินาศกรรมต่างๆ
เล่นงานระบบส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย ได้หนักหน่วงมาก
จนแนวหน้ารัสเซีย อยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างลำบาก
การระเบิดสะพาน สนามบิน คลังอาวุธ ยังมีตลอด
และค่อนข้างต่อเนื่อง โดยที่รัสเซียเองก็ป้องกันได้ไม่หมด
และที่สำคัญที่สุดคือโรงกลั่นน้ำมัน และ คลังน้ำมันรัสเซีย
ที่โดนหนักถึงขนาดว่า ภูมิภาคตะวันตกของรัสเซีย
น้ำมันไม่พอขายประชาชนกันเลยทีเดียว
คือ โดนก็ซ่อม ซ่อมก็โดนอีก จนมีลักษณะเสียหายเป็นตามด
หลายแห่งซ่อมไม่ได้อีกแล้ว เช่นในรอสตอฟ
ซึ่งเหล่านี้ ยูเครนใช้โดรนพัฒนาเองเป็นส่วนมาก
ร่วมกับขีปนาวุธค่ายยุโรป ที่ไม่ได้ตัดพิสัยเหมือนอาวุธสหรัฐ
จึงมีความเป็นไปได้ ที่สหรัฐจะมองว่า การจำกัดพิสัย
อาวุธของยูเครน จะไม่กระทบกับการตัดกำลังบำรุง
จากแผ่นดินแม่รัสเซียอย่างแน่นอน
และด้วยความช่วยเหลือของพันธมิตรสารพัดชาติ
ยูเครนปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีแค่โดรนพิสัยไกล
แต่ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลอีกด้วย เช่น Neptune
ที่ประกาศศักดาเหนือทะเลดำ ต่อกองเรือรัสเซีย จนต้อง
ถอยออกไปยังฐานที่ไกลบนแผ่นดินตัวเองมาแล้ว
ล่าสุด พวกเขาเปิดตัวขีปนาวุธที่มีพิสัยถึง 3,000 กิโลเมตร
อีกแล้ว และใช้จริงแล้วในการโจมตีคลังน้ำมัน ทั่วภูมิภาค
ตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งตอนแรกมันเป็นปริศนามาก
ว่ายูเครนใช้อะไรโจมตี เพราะมันรุนแรงกว่าโดรนแบบ
เคยๆโดนมามาก
มันชื่อ Flamenco มีลักษณะเป็นขีปนาวุธกึ่งโดรน
ต้องปล่อยจากแท่นไม่ใช่ท่อ ลักษณะเดียวกับชาเฮด
และมีปีกกว้าง คล้ายเครื่องบิน
แต่มันทำความเร็วได้มากกว่าชาเฮดหลายเท่า
ที่ 800-900 กม. ต่อชั่วโมงตามสภาพแรงลม
บินต่ำ ต่างจากขีปนาวุธทั่วไป จึงตรวจจับได้ยาก
ซึ่งก็คล้ายกับคอนเซ็ปท์ของ Storm shadow
ที่ถูกเรียกว่า นักล่าระบบ S ไปแล้ว
…เนื่องจากระบบ S ทุกรุ่น ทำงานได้ดีมาก กับเป้าหมายที่
เพดานบินสูง มันถูกออกแบบมาให้ต่อต้านเครื่องบิน
และขีปนาวุธจากอากาศ และขีปนาวุธทิ้งตัวเป็นหลัก
หรือเจาะจงกว่านั้น คือมันถูกออกแบบมาให้ล่าอาวุธ
ของสหรัฐ อย่างเครื่องบินทิ้งระเบิด และจรวด Tomahawk มากกว่า ที่จะไล่ล่าจรวดประสิทธิภาพต่ำ
…และเพราะมีลักษณะที่ถูกออกแบบมาแบบนั้น จึงพลาดท่า
ให้พวกจรวด โดรนเพดานบิน และความเร็วต่ำ อย่าง storm shadow ได้ง่าย และบ่อยครั้งก็เป็นโดรนพิสัยไกลนั่นเอง
S ถือว่าใช้ได้ดีกับของใหญ่ๆ แต่มักพลาดท่าให้ของห่วยๆ
หรือโลว์เทคอยู่เสมอ ซึ่งก็เป็นจุดอ่อนที่น่าขำดีเหมือนกัน …
ดังนั้นต่อให้สหรัฐไม่ส่งหรือไม่อนุญาตให้ใช้อาวุธพิสัยไกล
ต่อรัสเซีย มันก็ไม่กระทบอะไรกับภาพรวมทางยุทธวิธีเลย
…ตรงข้าม การสนับสนุนทางเทคนิค จนยูเครนมีจรวด
พิสัยไกล ที่แปะยี่ห้อตัวเอง และพร้อมจะผลิตเต็มที่ในปีหน้า
..สิ่งนี้ต่างหาก คือหลักประกันความมั่นคงที่แท้จริงของยูเครน..
ขีปนาวุธพอสัยไกล ที่ยูเครนทำเอง พิสัย 3000 กม ติกหัวรับได้หนักที่สุดหนึ่งตัน เป็นเทคโนโลยีที่เรียบง่าย โลว์เทคที่คล้ายกับ V2 ของนาซีเยอรมันนำมาอัพเกรด ลักษณะการทำงานของมัน จงใจจี้จุดอ่อนของ S400 โดยเฉพาะ
ในสงคราม การเลือกใช้อาวุธนั้น บอกเราได้ดีถึงยุทธวิธี
และยุทธวิธี ก็จะต้องสัมพันธ์กับการเมืองในภาพรวมเสมอ
กับกรณีสหรัฐ เราจะเห็นบ่อย ที่พวกเขาพูดอย่าง
แต่ให้การสนับสนุนอาวุธอีกอย่าง
คำพูด มันไม่มีความหมาย อาวุธที่สนับสนุน บอกใบ้
ให้ใช้ต่างหาก คือของจริง
ในยูเครน ก็ไม่ได้ต่างกับในอิสราเอล สหรัฐปากบอกให้หยุด
แต่เมื่อดูที่อาวุธที่ให้ไปแล้ว มันกลับไม่ใช่แบบนี้
ERAM อาจไม่ใช่เครื่องการันตีว่าจะทำให้ยูเครนชนะได้
แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ คือ รัสเซียจะเจองานยากขึ้นอีกมาก
โดยเฉพาะในพื้นที่ยึดครองปัจจุบัน ซึ่งหลายพื้นที่กำลังสั่นคลอนอย่างหนัก จากการที่ขาดแคลนหรือกำลังบำรุง ที่ล่าช้า
เป็นไปได้ ว่าระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินไป
สหรัฐจะสนับสนุนให้ยูเครน เอาดินแดนคืนให้มากที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ และเป็นการกดดันรัสเซียไปในตัว
…ซึ่งนั่น น่าจะทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องหันมาคุยกันมากขึ้น…
…สหรัฐไม่มีอะไรต้องเสีย หากทั้งยูเครนและรัสเซียจะพังไปด้วยกัน การเพิ่มระดับของอาวุธที่ดีขึ้น สนับสนุนเทคโนโลยี
ให้ยูเครนมากขึ้น จนมาถึงจุดนี้ได้ มันก็ดีกับพวกเขาเอง….
…ลำบากแน่ ทหารแนวหน้ารัสเซียจากนี้ไป ….
…รัสเซียจะแก้เกมส์ยังไง ก็คงต้องมาดูกันล่ะ ….
โฆษณา