26 ส.ค. 2025 เวลา 07:11 • การเมือง

จีนใช้ศาสตร์สุมาอี้รับมือสงครามการค้า - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

ในศึกสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีน หากวิเคราะห์ดูแล้ว จะเห็นว่าจีนนั้นตั้งรับตามกลยุทธ์ของสุมาอี้ในท้องเรื่องสามก๊ก
1
สุมาอี้นั้นสุดท้ายเข้าทำนองหัวเราะทีหลังดังที่สุด เพราะทั้งสามก๊กสุดท้ายกลับรวมตกเป็นของตระกูลสุมา ทั้งหมดนี้เพราะเขาเป็นนักวางแผนที่เชี่ยวชาญด้านการอดทน รอจังหวะ และใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวได้อย่างแยบยล
1
กลยุทธ์แรกคือ “นิ่งเพื่อรุก รอเพื่อชนะ” อดทนรอจังหวะที่เหมาะสมในการตอบโต้ ทุกครั้งที่รบกับขงเบ้ง สุมาอี้จะใช้กลยุทธ์ตั้งรับ ไม่ออกรบ เล่นเอาขงเบ้งหมดความอดทนและไม่รู้จะทำอย่างไร พยายามบีบให้ออกมารบบีบให้ออกมาเจรจา ก็ดูสุมาอี้จะนิ่งเงียบเก็บตัวอยู่ในค่ายไม่สนใจ แทนที่จะเล่นเกมของขงเบ้ง สุมาอี้กลับเลือกเล่นเกมของตัวเอง
3
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เราเห็นชัดเจนว่าจีนไม่ตอบโต้สงครามการค้าอย่างเร่งรีบ แต่เฝ้าสังเกตผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ใช้ช่วงเวลานี้ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจภายในและพัฒนา supply chain ภายในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น
1
เมื่อคู่ค้าอย่างสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแรงจากผลกระทบของมาตรการตนเอง จึงค่อยเปิดเกมเจรจาอย่างมีอำนาจต่อรอง
กลยุทธ์ต่อมาคือ “ซ่อนคมในฝัก” สุมาอี้นั้นขึ้นชื่อเรื่องการไม่เปิดเผยศักยภาพทั้งหมดในทันที ในบริบทสงครามการค้า จีนเองก็ไม่เปิดเผยแผนการตอบโต้หรือมาตรการทั้งหมด ทำให้คู่ค้าอย่างสหรัฐฯ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ จีนยังใช้การสื่อสารทางการทูตอย่างคลุมเครือเพื่อรักษาความยืดหยุ่นในการเจรจา รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมใหม่แบบเงียบ ๆ เพื่อใช้เป็น “ไพ่เด็ด” ต่อไปในอนาคต
1
กลยุทธ์ที่สามคือ “สร้างเครือข่ายอำนาจแบบเบื้องหลัง” สุมาอี้นั้นค่อยๆ วางเครือข่ายและพรรคพวกไว้ทั่วราชสำนัก จนสุดท้ายเครือข่ายเหล่านี้ก็ช่วยกันดันให้ตระกูลสุมาขึ้นมาแทนลูกหลานของโจโฉเมื่อวันที่ฟ้าเปลี่ยน
2
จีนเองตอนนี้ก็ดูจะค่อยๆ สร้างพันธมิตรและอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ ผ่านการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจแบบไม่เปิดเผย และสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศให้ช่วยถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯ ด้วย
กลยุทธ์ที่สี่คือ “ใช้จิตวิทยาและการวางหมากลึก” ทำให้คู่ต่อสู้ประเมินผิดและเปิดช่องโหว่ให้โจมตีได้ เรื่องที่โด่งดังคือสุมาอี้ ซึ่งอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรง แต่แกล้งทำเป็นป่วยหนักกว่าปกติ จนทุกคนที่มาเยี่ยมคิดว่าสุมาอี้คงใกล้จบแล้ว คู่แข่งทางการเมืองอย่างโจซองส่งคนไปดูที่บ้านสุมาอี้ เห็นสุมาอี้นอนติดเตียง ต้องมีคนใช้ป้อนอาหารเหลวให้ พูดจาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำให้โจซองตายใจมองว่าสุมาอี้ไม่เป็นภัย จึงไม่มีการระวังตัว
สุดท้ายพระเจ้าโจฮองก็ถูกสุมาอี้และลูกร่วมกันทำรัฐประหารยึดอำนาจทางการเมือง โจซองโดนประหาร ส่วนพระเจ้าโจฮอง แม้จะยังเป็นฮ่องเต้ต่อไป แต่ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของตระกูลสุมาเท่านั้น
จีนเองนั้นเศรษฐกิจอ่อนแรงกว่าแต่ก่อนจริง แต่ดูจีนจะใช้ข้อมูลและสถิติในการสร้างภาพว่าเศรษฐกิจภายในกำลังอ่อนแอหนักมาก ซึ่งอาจมีผลทำให้สหรัฐฯ ผ่อนแรงและไม่ทันระวัง รวมทั้งเรายังเห็นจีนส่งสัญญาณเจรจาแบบอ่อนน้อมเป็นช่วงๆ เพื่อให้สหรัฐฯ คลายความระแวง แล้วจึงใช้มาตรการตอบโต้ที่มีผลกระทบสูง เช่น การจำกัดแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งสหรัฐฯ เองยังต้องพึ่งพาแหล่งแร่แรร์เอิร์ธจากจีนในหลายอุตสาหกรรม
ข้อสุดท้ายคือ หลัก “ไม่จำเป็นต้องชนะในทุกสมรภูมิ แต่ต้องชนะในสงครามใหญ่” ตลอดชีวิตของสุมาอี้จะเลือกเน้นจังหวะที่สำคัญในการต่อสู้ ส่วนศึกเล็กศึกน้อยแพ้บ้างยอมบ้างย่อมไม่เป็นไร ที่สำคัญคือเมื่อถึงจุดชี้เป็นชี้ตายต้องคว้าให้มั่น กดดันให้ชัยชนะมาอยู่ฝ่ายตนให้ได้
3
ในบริบทสงครามการค้า จีนแสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกมาตรการของสหรัฐฯ แต่เลือกตอบโต้เฉพาะจุดที่มีผลกระทบสูง เช่น การจำกัดแร่แรร์เอิรธ ขณะเดียวกันก็เลือกใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เก็บกระสุนไว้ เพื่อรักษากำลังไว้สำหรับการเจรจาและลากเกมระยะยาว พร้อมกับมองเป้าหมายระยะยาว เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาตนเองมากขึ้น
2
ในเรื่องสามก๊ก สุมาอี้ไม่ใช่คนที่ชนะด้วยความโผงผางเสียงดัง (สไตล์โดนัลด์ ทรัมป์) แต่ชนะด้วยความเงียบที่มีพลังเป็นเสือซ่อนเล็บ ท่ามกลางการผ่อนเวลาขึ้นภาษีจีนไปอีก 90 วัน ของทรัมป์รอบล่าสุด ก็ดูเหมือนจีนจะอ่านขาดว่าทรัมป์เป็นประธานาธิบดี TACO (Trump Always Chicken Out) จึงดูจะไม่ได้แสดงความร้อนรนที่จะต้องเร่งเจรจาใดๆ จีนเองดูจะเล่นเกมเงียบ เกมยาว เกมนิ่ง เกมรอจังหวะและเกมรอกดดันหนักเมื่อมาถึงจุดชี้เป็นชี้ตาย
3
โฆษณา