Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขียนไว้ให้เธอ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 14:11 • ความคิดเห็น
หมั่นไส้
คำว่า “หมั่นไส้” ในภาษาฝรั่งนี่หาคำเทียบเคียงได้ยากนะครับ…
เพราะถ้าออกแนว jealous envy จะเป็นแนวอิจฉาริษยา อยากได้อยากมีเหมือนเขา แต่พอไม่ได้ก็อิจฉาตาร้อน หรือถ้าจะเป็นคำว่า resentment ก็จะเป็นแนวเคียดแค้น ชิงชัง ซึ่งเป็นผลของความหมั่นไส้มากกว่า
“หมั่นไส้” จึงดูมีความเป็นไทยสูง จริงๆ ชาติอื่นก็คงมีแต่ในสังคมไทยดูจะรุนแรงกว่า เราถึงมีคำเตือนโบราณตั้งแต่ “จนทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”
มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยสอนผมว่า สังคมไทยเหมือนทุ่งทิวลิป เวลาคนปลูกทิวลิปเขาอยากให้สวยเสมอกัน ต้นไหนสูงกว่าเพื่อนก็จะโดนตัดทิ้ง เป็นต้น
“หมั่นไส้” นั้น ในมุมผมต่างจากอิจฉาริษยา เพราะตระกูลอิจฉาริษยานั้นจะอยากได้อยากมีเป็นปฐมก่อน แต่หมั่นไส้คือไม่ได้อยากได้ อยากมี อยากเก่ง เหมือนเขา แค่หมั่นไส้ ไม่ชอบหน้าเฉยๆ เราอาจจะเกิดความหมั่นไส้ได้ตั้งแต่รู้สึกว่าใครคนนั้นเก่งเกิน ทำอะไรก็สำเร็จ พูดอะไรคนก็เชื่อ ก็ดูหน้าหมั่นไส้ได้
หรือบางทีหมั่นไส้ก็เพราะ “ดังเกิน” ก็มี คนที่ได้พื้นที่สื่อมาก คนสนใจเยอะ ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่เห็นเก่งจริงเลยนี่ ดังเกินตัว น่าหมั่นไส้ คนที่ดูมั่นใจเกิน แสดงความเห็นตรงไปตรงมาก็น่าหมั่นไส้ได้ง่ายในสังคมไทย
บางคนโชคดีเกินก็น่าหมั่นไส้ เห็นคนได้ดีแบบฟลุคๆ คนก็หมั่นไส้เยอะ คนที่มีคนรักเยอะก็ถูกหมั่นไส้ง่าย กวนหน่อยก็น่าหมั่นไส้ ทำตัวแปลกกว่าคนอื่นก็น่าหมั่นไส้ อวดร่ำอวดรวยก็น่าหมั่นไส้
และที่น่ากลัวที่สุดคือความหมั่นไส้ที่หาสาเหตุชัดๆไม่ได้ แค่เห็นหน้าไม่ถูกชะตาแล้วก็มี..
1
การที่จะอยู่รอดโดยไม่ถูกหมั่นไส้ในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าอยากจะทำอะไรต่างออกไป หรือเด่นเกินไปต่อให้เป็นในทางดีก็ตาม
ความอ่อนน้อมถ่อมตน (humble) จึงจำเป็นมากๆ ที่ผู้ที่กำลังจะโชคดี เด่น ดัง หรือประสบความสำเร็จจะต้องมีในงานเขียน การพูดจา วัตรปฏิบัติ รวมถึงการทำตัวสุจริตเป็นเกราะกำบัง ศาสตร์พ้องไว้ อย่างน้อยก็จะลดความหมั่นไส้ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งภยันตรายที่คาดไม่ถึงได้บ้าง
แต่ในมุมกลับกัน การที่เสพสื่อดราม่ามากๆ ถูกปั่นด้วยกระแสบ้าง ความเห็นที่ใส่ไข่บ้าง หรือการที่ไม่ได้รู้จักตัวตน หรือตื้นลึกหนาบางของบุคคลนั้นๆพอแล้วมีความรู้สึกหมั่นไส้ปะทุขึ้นมาในใจนั้น หลายครั้งก็อาจจะนำมาซึ่งความทุกข์ในใจ หรืออาจจะพาไปสู่การกระทำที่ขาดความยั้งคิดเช่นไปด่าเขา ไปเขียนว่าเขาจนโดนฟ้องร้อง เลยเถิดไปสู่การทะเลาะวิวาทก็มี
การที่ไปเขียนว่า หรือไปนินทาใครด้วยความหมั่นไส้โดยตัวมันเองก็ทำให้ผู้ที่ทำเช่นนั้นก็เสียภาพพจน์ไปตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ยิ่งไปถึงหูผู้ที่ถูกหมั่นไส้ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องบาดหมางโดยไม่จำเป็น
อารมณ์หมั่นไส้นั้นถ้าขั้นต้นไปแค่ระดับเบาคือแค่นำไปสู่ความอิจฉา หรืออรติในภาษาพุทธ ก็เกิดความไม่พอใจเหมือนมียาพิษในหัวใจเราเอง
แต่ถ้าเริ่มไปถึงอคติ ไม่ชอบหน้า ไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย ก็อาจจะทำให้เสียโอกาส เสียชื่อตัวเองเวลาไปแซะ ไปกัดคนอื่น หรือเสียความคิดอันควรไปได้
ที่ร้ายสุดคือ ถ้านำไปสู่ความพยาบาท เกลียดชังจนอยากทำลาย ถ้าเก็บไว้ในใจนี่คือยาพิษระดับรุนแรง แต่ถ้าระงับอารมณ์ไม่อยู่ ไปทำอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็จะนำพามาซึ่งผลลบโดยไม่จำเป็นเลย
ความหมั่นไส้จึงน่ากลัวมากๆ ในยุคโซเชียลสมัยนี้เพราะเกิดขึ้้นได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกหมั่นไส้ หรือไปหมั่นไส้คน การเสพข่าว ฟังดราม่า คำนินทาใดๆ ถ้าท่องได้ก็ควรท่องว่า
ความรู้สึกลบนี้เกิดจากเพราะ “หมั่นไส้” เขารึเปล่า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ทำงานหรือบุคคลสาธารณะที่เราไม่รู้จักส่วนตัวก็ตาม
เพราะอย่างน้อยก็จะได้พอรู้ตัวว่าเรากำลังดื่มยาพิษอยู่หรือไม่ และมีสติพอที่จะไม่ทำร้ายตัวเองและเผลอๆ ยับยั้งชั่ืงใจไม่ไปทำร้ายผู้อื่นด้วย
เริ่มง่ายๆ ด้วยการอย่าเพิ่ง “หมั่นไส้” บทความนี้และผู้เขียนที่พยายามเขียนเรื่องเกีี่ยวกับความหมั่นไส้ที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนเลยนะครับ …
1 บันทึก
5
2
1
5
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย