29 ส.ค. เวลา 16:06 • สุขภาพ

กินยาแก้แพ้ แล้วทำให้ความจำเสื่อม จริงไหม

เหตุเกิดวันนี้เลยครับ ผมเดินเข้าร้านแซลม่อนชื่อดังแห่งหนึ่ง เพื่อสั่งข้าวแซลมอนและซูชิของโปรด เพื่อให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานอย่างหนักมาตลอดสัปดาห์
ระหว่างรออาหาร ผมก็ตัดสินใจเดินไปเข้าห้องน้ำ พอเข้าห้องน้ำเสร็จ ผมก็ดันขึ้นรถแล้วขับออกไปเลย โดยลืมไปว่า ผมสั่งอาหารทิ้งไว้
1
ความหลงลืมอาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวผมเองที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาแก้แพ้ในกลุ่ม First-generation Antihistamines เป็นประจำ เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่อาจสะท้อนถึงผลข้างเคียงบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้
1
ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamines) เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) หรือ คลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine) ทำงานโดยไป บล็อกตัวรับฮิสตามีนชนิด H1 ในร่างกาย จึงช่วยลดอาการแพ้และคัดจมูก แต่ยาเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ข้ามเข้าสมองได้ง่าย (cross blood-brain barrier) จึงมีผลออกฤทธิ์ต่อตัวรับในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วงซึมหรือเซื่องซึม (sedation) ได้มาก
นอกจากนี้ ยาแก้แพ้รุ่นแรกหลายชนิดยังมีฤทธิ์ ต้านอะเซทิลโคลีน (anticholinergic) จึงไปยับยั้งสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย เช่น ปากแห้ง วิงเวียน ง่วงเหงาหาวนอน
แต่ผลข้างเคียงที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือภาวะสับสนหลงลืม (delirium)
งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง การใช้ยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ anticholinergic ในระยะยาวกับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมหรือความจำเสื่อมภายหลัง งานวิจัยจากห้องแลปที่ติดตามผู้สูงอายุเกือบ 3,500 คน พบว่า ผู้ที่ใช้ยาแก้แพ้ต้านโคลิเนอร์จิกนาน ≥3 ปี มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับกลุ่มใช้สั้นๆ (≤3 เดือน)
และอีกหลายการศึกษาชี้ว่า ยิ่งสะสมการใช้ (cumulative dose) มาก ระยะเวลานาน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยใหญ่จากไต้หวันที่ติดตามผู้ป่วยภูมิแพ้จมูก (allergic rhinitis) กว่า 700,000 คน แบ่งกลุ่มตามการใช้ยาแก้แพ้ พบว่า ทั้งผู้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamines) มีแนวโน้มมีอัตราเสี่ยงสมองเสื่อมสูงขึ้นตามปริมาณการใช้สะสม (adjusted hazard ratio 1.13–1.51 ขึ้นกับขนาดยาสะสม)
ในทางกลับกัน ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ (second-generation antihistamines) เช่น ลอราทาดีน (loratadine) หรือ ซีติริซีน (cetirizine) ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ ข้ามเข้าสมองได้น้อยกว่า จึงมีผลกดประสาทและฤทธิ์ anticholinergic ต่ำกว่า อาการง่วงน้อยกว่า เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป โดยประสิทธิภาพรักษาอาการแพ้ยังดีเทียบเท่ายาเก่า เช่น ช่วยลดคัดจมูก จาม คันได้เหมือนกัน แต่ผลข้างเคียงต่อสมองจะน้อยกว่า
ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้เป็นประจำ ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาทดแทนที่ปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะยาแก้แพ้ในรุ่นที่สอง หรือรุ่นที่ 3 กรณีผู้สูงอายุหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของตับ ก็จะยิ่งปลอดภัยต่อผู้ใช้ยามากขึ้น และหากพบอาการไม่พึงประสงค์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมและประเมินอาการข้างเคียงจากยา
อ้างอิง
โฆษณา