8 ก.ย. 2025 เวลา 11:32 • ประวัติศาสตร์

“การปิดล้อมเมืองไทร์ (Siege of Tyre)” ชัยชนะครั้งสำคัญขององค์มหาราช

เมื่อกล่าวถึง“พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)” กษัตริย์ในโลกยุคโบราณที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี นักประวัติศาสตร์มักจะชี้ไปยังวีรกรรม การเอาชนะเปอร์เซียและการเผยแพร่วัฒนธรรมเฮลเลนิสว่าเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ได้รับสมญานามว่า “มหาราช”
ถึงแม้สิ่งเหล่านั้นจะมีส่วนสำคัญต่อชื่อเสียงของพระองค์ แต่สิ่งที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนเห็นว่าทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงนั้น ก็คือความมุ่งมั่นที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร
และวีรกรรมที่เมืองไทร์ เหตุการณ์ “การปิดล้อมเมืองไทร์ (Siege of Tyre)” คือเหตุการณ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและยิ่งใหญ่ของพระองค์
1
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)
เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงเมืองไทร์ พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งถาม
“พวกเจ้าจะให้ข้าเข้าเมืองโดยดี หรือจะให้ข้าล้อมเมืองเจ้า”
และพระองค์ก็ไม่ได้พูดเกินจริงเลย
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
เมื่อ 332 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเพิ่งจะพิชิต “พระเจ้าดาเรียสที่ 3 (Darius III)” ได้อย่างย่อยยับ และกำลังไล่ตามกองทัพของพระองค์อยู่
พระเจ้าดาเรียสที่ 3 (Darius III)
เพื่อที่จะบุกลึกเข้าสู่ดินแดนเปอร์เซียต่อไป พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจำเป็นต้องยึดหัวเมืองชายฝั่งทะเลที่เป็นฐานกำลังทางเรือเสียก่อน และขณะรุกคืบผ่านพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเลบานอน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้เผชิญหน้ากับเมืองไทร์ (Tyre)
การเผชิญหน้าครั้งแรก พระองค์ได้มีรับสั่งว่ามีพระประสงค์จะเข้าไปทำพิธีบูชาในวิหาร แต่คำขอของพระองค์นั้นถูกปฏิเสธ ทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแสดงท่าทีแข็งกร้าวยิ่งขึ้น
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้มีรับสั่งขอให้เมืองไทร์ยอมจำนน แต่ชาวไทร์กลับจับทูตชาวมาซิโดเนียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชโยนทะเล
ดูเหมือนว่าสันติภาพจะไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็พบกับอุปสรรคใหญ่ เนื่องจากเมืองไทร์นั้นตั้งอยู่บนเกาะ ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ราวหนึ่งกิโลเมตร แต่กองทัพมาซิโดเนียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีเพียงทหารบก แต่ไม่มีกองทัพเรือ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการปิดล้อมจากทางบกเท่านั้น
กองทัพมาซิโดเนียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่าการปิดล้อมเมืองโดยไม่มีเรือนั้นเป็นเรื่องยากมาก
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากการล้อมรอบเมือง ไปสู่การโจมตีโดยตรงที่ตัวเกาะ
พระองค์มีรับสั่งให้ทหารสร้างสะพานกว้าง 200 ฟุต (ประมาณ 61 เมตร) ยาวหนึ่งกิโลเมตร พาดข้ามทะเล โดยใช้เวลาร่วมหกเดือนในการถมทะเลให้ตื้นด้วยก้อนหินจนกลายเป็นสันดอนเพื่อใช้เป็นฐานในการโจมตี
ตลอดเวลาหลายเดือน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ผลัดกันโจมตีใส่กัน โดยกองทัพมาซิโดเนียได้ยิงเครื่องยิงกระสุนเพื่อถล่มกำแพงเมือง ในขณะที่ชาวไทร์ก็ได้โต้กลับด้วยลูกธนูเพลิง
นอกจากนั้น ชาวไทร์ยังส่งเรือเพลิงพุ่งชนสันดอน ทำให้เกิดไฟลุกไหม้และทำลายหอรบที่ฝ่ายกองทัพมาซิโดเนียสร้างขึ้น
ขณะที่สถานการณ์ใกล้จะแตกหัก พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้รับความช่วยเหลือจากกองเรือกรีกจำนวน 80 ลำ ที่เข้ามาสมทบ
เมื่อกองเรือเข้าล้อมรอบเกาะไว้ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้ทรงตรวจสอบกำแพงเมืองเพื่อหาจุดอ่อนสำหรับใช้ทลายด้วยท่อนเหล็ก
และหลังจากผ่านไปได้หกเดือน กองทัพมาซิโดเนียก็สามารถเจาะกำแพงเมืองไทร์ได้สำเร็จ
ด้วยกองเรือและหอรบที่เหนือกว่า เมืองนี้จึงถูกตีแตกอย่างง่ายดาย และการโจมตีอย่างรุนแรงก็ตามมา ซึ่งที่ผ่านมา พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ทรงอัดอั้นที่ต้องล้อมเมืองเป็นเวลายาวนาน
กองทัพมาซิโดเนียได้ทำการเผาเมือง และสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าจดจำคือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้พระราชทานอภัยโทษแก่ทุกคนที่หนีเข้าไปหลบภัยในวิหาร
เมืองไทร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ไม่อาจกลับมายิ่งใหญ่ดังเดิม แต่ยังกลายสภาพ ไม่เป็นเกาะอีกต่อไป
สะพานที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสร้างขึ้นยังคงอยู่เชื่อมเกาะเข้ากับแผ่นดินใหญ่ กลายเป็นหลักฐานที่ปรากฏชัดถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ตราบจนปัจจุบัน
ไม่มีข้อกังขาเลยว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชคือหนึ่งในผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ความสำเร็จนั้นก็มาพร้อมราคาที่โหดร้าย โดยตามบันทึกประวัติศาสตร์ ได้บันทึกว่าในเหตุการณ์เมืองไทร์ มีทหารกว่า 6,000 นายถูกสังหาร ชาวไทร์อีกกว่า 2,000 คนถูกตรึงกางเขน และประชาชนจำนวนมากถูกขายเป็นทาส
การผงาดขึ้นของจักรวรรดิมาซิโดเนียนำมาซึ่งเสรีภาพทางศาสนาและสันติภาพภายในอาณาเขต แต่ความสงบสุขนี้เกิดขึ้นได้ก็หลังจากการพิชิตอันโหดร้ายที่พรากชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามก็คือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ใครสักคน “ยิ่งใหญ่” ได้อย่างแท้จริง?
โฆษณา