9 ก.ย. 2025 เวลา 05:03 • ประวัติศาสตร์

เหตุใดฝรั่งเศสจึงขาย “หลุยเซียนา (Lousiana)” ในราคาถูกจนเหมือนให้ฟรี

“การซื้อหลุยเซียนา (Louisiana Purchase)“ ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงซื้อขายที่ดินที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ และชาวอเมริกันยังคงภูมิใจและพูดถึงความฉลาดหลักแหลมของการซื้อขายครั้งนี้จนถึงทุกวันนี้
ข้อตกลงนี้ทำให้สหรัฐอเมริกามีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยได้ดินแดนกว่า 828,000 ตารางไมล์ และยังเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมแม่น้ำมิสซิสซิปปีได้ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำในป่าทางตอนเหนือไปจนถึงปากแม่น้ำที่เมืองนิวออร์ลีนส์
เรื่องราวเริ่มขึ้นในปีค.ศ.1803 (พ.ศ.2346) สหรัฐอเมริกาได้ตกลงจ่ายเงินแก่ฝรั่งเศส ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของ “นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” เป็นจำนวน 60 ล้านฟรังก์ (ประมาณ 4.4 ล้านบาท) และยังรับภาระหนี้ของฝรั่งเศสจากสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกาอีก 20 ล้านฟรังก์ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) รวมทั้งหมดเป็น 80 ล้านฟรังก์ (ประมาณ 5.9 ล้านบาท)
นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)
ตัวเลขนี้ดูเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่ในเวลานั้น เงินจำนวนนี้ถือว่าสูงกว่างบเงินสดที่สหรัฐอเมริกามีอยู่จริงถึงสามเท่า รัฐบาลจึงต้องออกพันธบัตรที่จะครบกำหนดในปีค.ศ.1822 (พ.ศ.2365) โดยคิดดอกเบี้ย 6% เพื่อชำระหนี้ส่วนต่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าเป็นการซื้อขายที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะดินแดนที่ได้มาตกเพียงสามเซนต์ (ประมาณ 0.17 บาท) ต่อเอเคอร์เท่านั้น (หนึ่งเอเคอร์เท่ากับประมาณ 2.5 ไร่)
แต่ถ้าข้อตกลงนี้เป็นประโยชน์มหาศาลต่อสหรัฐอเมริกา แล้วเหตุใดฝรั่งเศสจึงยอมขาย? เหตุใดฝรั่งเศสไม่เรียกร้องเงินมากกว่านี้? ทำไมจึงยกดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลให้สหรัฐอเมริกาไปในราคาที่เหมือนแจกฟรี?
เรื่องนี้มีปัจจัยมากมายที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเกินกว่าการที่ฝรั่งเศสจะคำนวณราคาที่ดีที่สุดสำหรับดินแดนหลุยเซียนาเพียงอย่างเดียว
1
ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัย “สงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War)” ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างค.ศ.1756-1763 (พ.ศ.2299-2306) ฝรั่งเศสต้องตกอยู่ในภาวะสงครามต่อเนื่องยาวนานกว่า 40 ปี ตั้งแต่สงครามเจ็ดปี หลังจากนั้นก็ถูกดึงเข้าไปในสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา ต่อด้วยการปฏิวัติฝรั่งเศส
ในช่วงเวลานี้ ฝรั่งเศสสูญเสียดินแดนโพ้นทะเลจำนวนมาก แต่กลับได้ดินแดนขนาดใหญ่ในยุโรปมาแทน
เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสอยู่ภายใต้การนำของนโปเลียน และต้องเผชิญกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะศัตรูคู่ปรับสำคัญก็คือ ”อังกฤษ“
อังกฤษเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับฝรั่งเศส โดยอังกฤษนั้น แม้การเงินจะร่อยหรอ แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาเส้นทางการค้าไปยังอินเดีย และไม่ว่าฝรั่งเศสจะไปที่ใด อังกฤษก็มักจะตามไปด้วยเสมอ
ด้วยเหตุนี้ นโปเลียนจึงมีเป้าหมายใหญ่เพียงข้อเดียว นั่นคือทำลายอังกฤษให้ได้
หากต้องการให้ฝรั่งเศสก้าวขึ้นมาโดดเด่นในเวทีโลก จำเป็นต้องจัดการกับอังกฤษ กองทัพเรืออังกฤษ และดินแดนโพ้นทะเลอันกว้างใหญ่ของอังกฤษ
เงินถือเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เป้าหมายจริงๆ ของนโปเลียนก็คือ ตัดอิทธิพลของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ
การขายดินแดนหลุยเซียนาให้สหรัฐอเมริกา เท่ากับตัดเส้นทางของอังกฤษออกจากแม่น้ำมิสซิสซิปปีและอ่าวเม็กซิโก เพราะหลังจากนั้น อ่าวเม็กซิโกก็จะถูกโอบล้อมด้วยดินแดนของสเปนและสหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้น นโปเลียนยังคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าชาวอเมริกันจะพร้อมกลับไปสู้กับเจ้าอาณานิคมเก่า ก็คืออังกฤษ ทำให้มั่นใจได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นกำแพงขวางทางอังกฤษแทนฝรั่งเศส
นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังช่วยปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาให้ดีขึ้น หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเคยแตกหักกันในเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อปีค.ศ.1797 (พ.ศ.2340) นโปเลียน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการใช้เสน่ห์และสินบนในการประสานสัมพันธ์ จึงถือโอกาสนี้เอาใจสหรัฐอเมริกาด้วยการมอบข้อเสนอซื้อขายดินแดนหลุยเซียนาแก่สหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญที่สุด ฝรั่งเศสไม่มีศักยภาพที่จะป้องกันหรือบริหารจัดการดินแดนหลุยเซียนาได้เลยจากหลายๆ ปัจจัย
1
หลุยเซียนาเป็นดินแดนที่เป็นผืนป่าดิบกว้างใหญ่ ไร้ผู้คน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดินแดนป่าเถื่อน และนอกเมืองนิวออร์ลีนส์แล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ก็แทบไม่ได้มีการทำแผนที่ชัดเจน เต็มไปด้วยชนพื้นเมืองที่ไม่ค่อยมีข้อมูล และยังมีพรมแดนติดกับอาณานิคมของมหาอำนาจยุโรปอื่น
ฝรั่งเศสเคยเสียแคนาดาให้แก่อังกฤษไปก่อนหน้านี้ และยังสูญเสียเกาะในทะเลแคริบเบียนอีกจำนวนมากเพราะการกบฏและการลุกฮือ ทำให้ไม่มีฐานทัพสำหรับค้ำจุนอำนาจในหลุยเซียนาเลย
ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนโปเลียนก็คือ หากเกิดสงครามใหม่ อังกฤษอาจบุกลงมาจากแคนาดาและยึดหลุยเซียนาไป ซึ่งจะทำให้อังกฤษสามารถเชื่อมดินแดนจากแคนาดาไปถึงอ่าวเม็กซิโกตามแนวแม่น้ำมิสซิสซิปปี และจะกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ในโลกตะวันตกอย่างถาวร
หากอังกฤษทำเช่นนั้นจริงๆ ฝรั่งเศสไม่มีทางจะหยุดยั้งได้เลย
ดังนั้น นโปเลียนจึงเลือกขายดินแดนนี้ให้กับสหรัฐอเมริกาแทน
ฝรั่งเศสต้องการเงิน ต้องการพันธมิตร และต้องการขัดขวางไม่ให้อังกฤษเข้าถึงดินแดนและอาณานิคมใหม่ๆ ทั่วโลก การขายดินแดนหลุยเซียนาจึงเป็นข้อตกลงที่ตอบสนองเป้าหมายทั้งสามข้อนี้พร้อมกัน
แม้สหรัฐอเมริกาจะยังคงภาคภูมิใจกับเงื่อนไขการซื้อดินแดนหลุยเซียนา แต่ในหลายๆ แง่ ฝรั่งเศสก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์เช่นกัน
ฝรั่งเศสรู้ดีว่าดินแดนนี้ตนไม่สามารถป้องกันหรือดูแลได้ และนโปเลียนเองก็เคยตีราคาไว้ในใจเพียง 50 ล้านฟรังก์ (ประมาณ 3.7 ล้านบาท) เท่านั้น แต่สุดท้ายกลับได้รับเงินถึง 80 ล้านฟรังก์ (ประมาณ 5.9 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้อีก
แต่ในระยะยาว สหรัฐอเมริกาก็ต้องจ่ายเงินมากกว่าราคาซื้อครั้งแรกอย่างมาก มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา ทั้งต้องจ่ายเงินจ้างนักบุกเบิกและนักสำรวจให้ออกเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อทำการสำรวจ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำสนธิสัญญา สินบน และยอมอ่อนข้อให้กับชนเผ่าพื้นเมือง และยังต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการจัดทหารมาดูแล อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานและสร้างแรงจูงใจให้มีการอพยพเข้าไป
เมื่อนำมาคำนวณรวมกันแล้ว มีการประเมินว่าสหรัฐอเมริกาอาจใช้เงินไปรวมระหว่าง 400 ล้านถึง 600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12,700-19,000 ล้านบาท) เพื่อให้การได้มาซึ่งหลุยเซียนาสำเร็จด้วยดี
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับสหรัฐอเมริกา นี่ก็ยังคงเป็นข้อตกลงที่ดี และทุกยุคสมัยก็ยืนยันเช่นนั้น ไม่มีชาวอเมริกันคนใดรู้สึกเสียดายต่อการซื้อขายครั้งนี้ และฝรั่งเศสเองก็ได้ผลประโยชน์ไม่น้อย เพราะแท้จริงแล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ต้องการดินแดนนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงเท่ากับว่าฝรั่งเศสก็ได้ประโยชน์โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
เป้าหมายระยะยาวของฝรั่งเศสในการผลักดันให้สหรัฐอเมริกามีอำนาจพอที่จะคานอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือก็สำเร็จอย่างสมบูรณ์ โดยสหรัฐอเมริกาได้ดินแดนฟลอริดาจากสเปน ได้ดินแดนขนาดใหญ่จากเม็กซิโก และยังบังคับให้อังกฤษทำสนธิสัญญายกดินแดนส่วนหนึ่งของโอเรกอนให้
1
ทั้งหมดนี้ทำให้อังกฤษถูกจำกัดอำนาจให้อยู่เพียงแค่ในแคนาดาและทะเลแคริบเบียน
แม้เวลาผ่านไปนานหลังจากนโปเลียนล่มสลาย กลยุทธ์นี้ก็ยังส่งผลดีต่อฝรั่งเศสในเวทีโลก และยิ่งเห็นชัดเมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจ ได้เข้ามาช่วยเหลือฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
ดังนั้น การสูญเสียดินแดนหลุยเซียนาจึงถือเป็นราคาที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์มหาศาลที่ฝรั่งเศสได้รับในระยะยาว
1
ในท้ายที่สุด อังกฤษต่างหากที่เป็นฝ่ายขาดทุนมากที่สุดจากข้อตกลงครั้งนี้ และนั่นคงเป็นสิ่งที่จะยังทำให้นโปเลียนรู้สึกพึงพอใจได้จนถึงทุกวันนี้
โฆษณา