11 ก.ย. 2025 เวลา 12:07 • ความคิดเห็น

ยาลดอาการ burn out

เวลาไปบรรยายถามบริษัทห้างร้านต่างๆ คำถามยอดฮิตที่ผมมักจะได้รับจากน้องๆ ที่เป็นพนักงานหรือผู้บริหารระดับกลางก็คือคำถามว่า พี่เคย burn out บ้างมั้ยครับ แล้วถ้าเคย พี่มีวิธีแก้ยังไงบ้าง
1
เหมือนกับจะเป็นโรคประจำของพนักงานประจำกันมากขึ้นเรื่อยๆ ..
1
อาการ burn out ที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ อาการหมดแรง เบื่อ ไม่อยากไปทำงาน มีงานก็ทำไปวันๆ ก็พอ หนักเข้าก็เครียด อารมณ์ฉุนเฉียวกับคนรอบข้างตามมาอีก คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า burn out คือทำงานหนักเกินไป เป็นพี่เป็นน้องได้ฟังก็คงบอกว่าให้พักบ้าง หรือหนักเข้าก็ให้ลาออกกันเลยก็มี
สำหรับผมผู้ทำงานมาหลากหลายหน้าที่ หลายบริษัท เมื่อมีคำถามนี้ก็ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเคย และพอมานั่งนึกทบทวน ก็นึกได้ว่าเคยบ่อยด้วย หลากหลายจังหวะชีวิตต่างกันไป
แต่ที่น่าสังเกตคือเวลาหมดไฟ ไม่อยากทำงาน เหนื่อยจนแทบไม่อยากตื่น วันอาทิตย์เย็นก็จะจิตตกนั้น พอมองย้อนกลับไป กลับไม่ใช่เป็นช่วงที่ทำงานหนักทางร่างกาย ตอนเริ่มงานแรก ผมทำงานในระดับ 996 ติดกันเป็นปี แต่ก็ไม่ยักกะ burn out
ช่วงที่ burn out มักจะเป็นช่วงที่รู้สึกไร้คุณค่ามากกว่า..
4
ด้วยความที่เป็นคนท้อถอยและน่าจะ burn out ง่าย ช่วงจิตตก ไม่อยากทำงาน เหนื่อยล้าจนไม่อยากตื่นนั้น มีตั้งแต่ไม่อยากทำงานกับหัวหน้าประเภทใช้อารมณ์และไม่เคยชม เคยเป็นผู้บริหารในองค์กร เถ้าแก่แล้วโดนเถ้าแก่ล้วงลูก บอกลูกน้องไม่มีใครเชื่อ ทุกคนวิ่งกลับไปหาเถ้าแก่หมด หรือตอนที่ถูกโปรโมทด้วยซ้ำ ให้ไปนั่งตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ค่อยมีงานอะไรท้าทาย ใช้ชีวิตไปวันๆจนต้องลาออกเพราะทนไม่ไหว
1
ช่วงทำงานหนักหลายๆครั้งกลับเป็นช่วงที่สนุก อยากรีบตื่นไปลุยต่อ หลายช่วงนั้นอาจจะเป็นเพราะมีนายดีที่เชื่อใจ เช่นตอนทำงานกับคุณซิกเว่ เบรกเก้ ที่เป็นซีอีโอดีแทคในอดีต มีงานที่ท้าทาย ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ แต่ถ้าทำได้คือตำนานแน่ๆ ตั้งแต่ตอนกู้ชีพดีแทค ทำ SCB EASY แม่มณี หรือโรบินฮู้ด
ช่วงปัญหาเยอะๆแต่มีทีมที่ดีก็สนุก ทำงานจนลืมวันลืมคืน ไม่รู้สึก burnout แต่อย่างใด
2
ผมก็เลยคิดว่า อาการ burn out จากประสบการณ์ตัวเองไม่ใช่มาจากการทำงานหนัก แต่ทำงานที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเห็นคุณค่า ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆกับใครเลยมากกว่า ผสมกับความรู้สึกว่าย้ายงาน หางานใหม่ได้ยาก ก็เลยถอดใจและจิตตกจนกระทบร่างกายในที่สุด
2
งานวิจัยของคุณ Liz Wiseman ผู้เป็นโค้ชให้ผู้บริหารด้วยนั้น สรุปไว้ชัดเจนว่า อาการ Burnout มักจะผกผันตรงข้ามกับความรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ (impact)
1
คนทำงานทุกคนอยากให้งานที่ตัวเองทำนั้นมีคุณค่าทั้งนั้น คุณตัน อิชิตัน เคยถามคนพนักงานธนาคารในห้องสัมมนาว่า ถ้าจะจ้างให้เงินเดือนมากกว่าเท่านึงของที่ได้ และทำงานที่ไม่ได้ยากอะไร วันนี้ขุดหลุมนึง พรุ่งนี้กลบหลุมเดิม ทำไปแบบนี้ครบเดือนก็ได้เงินเดือน
คุณตันบอกว่ารับรองไม่มีใครทนได้เกินสองสามเดือน เพราะมันไม่มีคุณค่าอะไร
คนทำงานที่ทำงานยังไงก็ไม่จบ ไม่ไปไหน ไม่มีใครสนใจ คุณลิซบอกว่าคนที่งานแบบนี้จะเครียด สับสน ขวัญกำลังใจตก และเหนื่อยล้า แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้หนักอะไรก็ตาม
3
งานวิจัยยังบอกว่า คนที่ทำงานที่ matter มีคนเห็น มีคนชม ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีได้เต็มที่ จะรู้สึกเติมเต็ม คึกคัก มีพลังอย่างมาก
วิถีที่เราทำงานจึงสัมพันธ์กับความรู้สึก burnout เป็นพิเศษ เราไม่จำเป็นต้องทุ่มเททำงานหนักขึ้น แต่ต้องพยายามหางานที่มีคุณค่า มี impact อาการ burnout ก็จะลดลง
Impact player หรือผู้คนที่พอมีอยู่ในทีมแล้วทีมเก่งขึ้น ลื่นไหลขึ้น หรือมีพลังบวกขึ้น เหมือนผู้เล่นที่สำคัญๆ ในทีมกีฬา เวลามีปัญหา หรือยามฉุกเฉินก็มักจะหาคนคนนี้ รู้ว่าเป็นคนที่ทำสำเร็จ ไม่ใช่ทำแค่เสร็จ
1
คนที่เป็น impact player จะมีภูมิคุ้มกันการ burnout เป็นพิเศษ ถ้าอยากจะเป็นคนแบบนี้ ก็ต้องอาสา ยกมือ ออกหน้างานเวลาทีมหรือบริษัทเจอวิกฤตหรือปัญหา และพยายามเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหานั้นให้ได้ นึกถึงช่วงคับขันอย่างโควิดที่เราจะเห็น impact player ได้ชัดเจนในบริษัทเรา มีปัญหาก็อะไรก็อาสาออกหน้า หน้าที่ตัวเองหรือไม่ก็ไม่สน
1
ในขณะที่กลุ่มคนที่หนีปัญหา ยิ่งพอมีอะไรที่ไม่ชัดก็หลบตามซอกหลืบ กลุ่มนี้มากกว่าที่มีโอกาสเสี่ยงกับความเบื่อในงาน นอกไปจากนั้น คุณลิซก็บอกด้วยว่า mindset ของการมองงานที่เราทำก็สำคัญ ถ้าเรามองแค่พื้นที่ของเรา job description ของเรา แล้วทุ่มเทเฉพาะพื้นที่ที่เรารับผิดชอบ โอกาสที่เราจะเป็น impact player ก็น้อยเพราะสถานการณ์ของบริษัทเปลี่ยนตลอดเวลา
แต่ถ้าเรามองอีกด้านว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เราจะ “here to help” พร้อมช่วยแก้ปัญหาให้ไม่ว่าจะเป็นงานที่เรารับผิดชอบโดยตรงหรือไม่ก็ตาม
การตามหาอะไรที่กำลังร้อนแรง โครงการอะไรที่สำคัญในองค์กรตอนนี้ แล้ววิ่งเข้าไปมีส่วนร่วม วิธีคิดแบบนี้ต่างหากถึงจะทำให้เราได้ไปอยู่ในโครงการที่มีคนสนใจ ได้มีโอกาสทำ เรียนรู้ และอยู่ในสายตาคน อันจะนำมาซึ่งคุณค่าที่เรารู้สึกได้ว่าเรามีต่อไป
ยาเม็ดสำคัญที่จะลดอาการ burnout ไม่น่าจะใช่การหนีไปพักผ่อน หรืออู้งาน แต่คือการที่แสวงหาคุณค่าของงานที่เราจะทำมากกว่า… ตามงานวิจัยของคุณลิซนะครับ
1
ยาที่สำคัญอีกเม็ดที่ควรกินคู่กันในขณะที่กำลังหาคุณค่าในงานของตัวเอง ก็คือการ “ออกกำลัง” เพราะความเครียดในงาน และความรู้สึก burnout นั้นมักจะกระทบร่างกายในทางใดทางหนึ่ง การออกกำลังสม่ำเสมอจนฮอร์โมนดีๆต่างๆ ในร่างกายทำงานก็จะลดอาการนั้นได้มาก และพร้อมที่จะเตรียมเราเข้าสู่การหาอะไรที่มี impact ทำต่อไป
เป็นประสบการณ์ตรงของผมที่เคยอ้วน เครียด เบื่องาน และหงุดหงิดง่าย พอวิ่งติดๆกันหลายเดือน อาการที่แย่ก็ทุเลาไปมาก มีกำลังสำรองไปรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น อารมณ์แปรปรวนน้อยลง ผสมกับไปยกมือได้งานใหม่ที่ท้าทาย สนุกและมีคุณค่า
2
เป็นสูตรยาสองเม็ดที่แก้ burn out ได้ในวันที่นึกอะไรไม่ออกและงานใหม่ก็หายากในตอนนี้นะครับ
โฆษณา