12 ก.ย. 2025 เวลา 02:43 • ข่าวรอบโลก

|ดอกไม้สีเลือด ที่คนญี่ปุ่นทั้งรักทั้งกลัว|

ฮิกันบะนะ (彼岸花)
หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ Red Spider Lily
มันสวยก็จริง แต่สำหรับคนญี่ปุ่น…นี่คือดอกไม้ที่มีทั้งคำสาป ทั้งความตาย ทั้งความเชื่อเต็มไปหมด
•••
|รักที่ไม่มีวันสมหวัง|
ตำนานหนึ่งเล่าว่า มีเทพสององค์ถูกสาป
องค์หนึ่งเฝ้า ดอก
อีกองค์เฝ้า ใบ
เพราะแบบนี้ เวลาที่ดอกบาน…ใบจะไม่อยู่
พอใบขึ้น…ดอกก็หายไป
สองสิ่งนี้เลยไม่มีวันเจอกัน
กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “รักที่พลัดพราก ” รักต้องห้าม รักที่ไม่มีวันสมหวัง
บางคนถึงเอาไปเปรียบกับคู่รักที่โชคร้าย — ได้รักกันแทบตาย แต่ไม่มีวันได้อยู่ด้วยกัน
•••
|ดอกไม้ของคนตาย|
คนโบราณญี่ปุ่นสังเกตว่า ฮิกันบะนะจะบานช่วง “โอฮิกัน”
คือสัปดาห์ที่เชื่อว่าโลกคนเป็นกับโลกคนตายใกล้กันที่สุด
พอเห็นดอกแดง ๆ เต็มสุสาน คนก็เลยเชื่อว่า
นี่คือดอกที่ไว้ “ส่งวิญญาณ”
บานขึ้นมาเพื่อบอกว่า คนตายกำลังข้ามฝั่งไปโลกหน้า
•••
|ชื่อเล่นที่ชวนขนลุก|
นอกจากชื่อฮิกันบะนะ ยังมีอีกหลายชื่อที่ฟังแล้ว รู้สึกถึงความหลอน
• จิโงคุบะนะ (地獄花) = ดอกไม้แห่งนรก
• ชินิกามิบะนะ (死神花) = ดอกไม้ยมทูต
• ยูเรบะนะ (幽霊花) = ดอกไม้ผี
ใครเดินผ่านคันนาแล้วเจอเป็นพุ่ม ๆ สีแดงเต็มไปหมด
เชื่อกันว่ามีวิญญาณวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ
•••
|คำสาปถ้าเด็ดดอกไม้|
เด็กญี่ปุ่นบางพื้นที่ถูกสอนว่า “ห้ามเด็ดดอกฮิกันบะนะกลับบ้าน”
เพราะมันคือดอกที่ปลูกไว้ข้างสุสาน ถ้าเอากลับมา…จะมีผีตาม
อีกความเชื่อหนึ่งบอกว่า ถ้าเด็ดแล้วนำกลับบ้าน
จะมีไฟไหม้หรือมีเคราะห์ร้ายเกิดขึ้นกับครอบครัว
เพราะดอกนี้มีหัวใต้ดินที่มีพิษ คนโบราณจึงเอาไปปลูกริมทุ่งนาไว้กันหนู
กลายเป็นว่ามันกลายเป็น “เขตต้องห้าม” ไปโดยปริยาย
•••
|ในวัด ในงานศพ ในกวี|
ฮิกันบะนะมักขึ้นรอบ ๆ วัดพุทธและสุสาน
พระบางรูปก็ใช้เปรียบเปรยในการเทศน์ว่า “ทุกสิ่งงดงาม…แต่ก็เปราะบางและดับสลาย”
ในวรรณกรรมญี่ปุ่นโบราณก็มีภาพของมันอยู่เต็มไปหมด
ทั้งในไฮกุของบาซโช หรือบทกวีที่เปรียบสีแดงเป็นไฟเผาวิญญาณ
จนถึงสมัยใหม่ ดอกนี้ก็ยังโผล่ในอนิเมะ–มังงะ
เวลาที่จะสื่อถึง “ความตาย ความอาฆาต หรือความรักที่เป็นไปไม่ได้”
ภาพฮิกันบะนะก็จะถูกใช้ขึ้นมาทันที
•••
|สวยที่สุด แต่ก็เหงาที่สุดเช่นกัน|
ความจริงอีกอย่างก็คือ ฮิกันบะนะบานแค่ไม่กี่วัน
พอผ่านไปไม่นานก็โรยไปหมด เหมือนวิญญาณที่มาเยี่ยมแล้วก็จากไป
มันเลยกลายเป็นดอกไม้ที่ญี่ปุ่นมองว่า “สวยที่สุด แต่ก็เหงาที่สุด”
และไม่ว่าจะยุคไหน มันก็ยังเป็นดอกไม้ที่ทำให้คนขนลุกอยู่ดี
|ฮิกันบะนะบานที่ไหน เมื่อไหร่|
ดอกนี้จะบานช่วง กลาง–ปลายกันยายน ไปจนถึงต้นตุลาคม
ตรงกับช่วง โอฮิกัน พอดี
แค่ไม่กี่วันเท่านั้น สีแดงก็จะปกคลุมไปทั่วคันนา สุสาน และริมน้ำ
แล้วก็หายไปเหมือนวิญญาณที่ข้ามไปอีกภพ
ถ้าอยากไปดูให้เต็มตา ญี่ปุ่นก็มีหลายที่ดัง ๆ เช่น
• คินจาคุดะ (巾着田) จังหวัดไซตามะ : ทุ่งฮิกันบะนะใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น บานทีเป็นล้านดอก แดงทั้งภูเขา
• อาราคาวะ (荒川堤防) ไซตามะ : ริมแม่น้ำยาวเป็นกิโล แดงเป็นทางเดิน
• โคะยะซัง (高野山) จังหวัดวากายามะ : ดอกบานรอบสุสานใหญ่ ทำให้บรรยากาศขลังสุด ๆ
• คุริฮาชิ (栗橋) ริมทางรถไฟโทบุ : มีภาพดอกบานคู่กับรถไฟที่ดังในโซเชียล
• หรือรอบ ๆ วัดพุทธ–คันนาในชนบท เกือบทุกจังหวัด ก็หาดูได้ง่าย
ทุกปีคนญี่ปุ่นจะพากันออกไปถ่ายรูปในช่วงนี้
เพราะรู้ว่าถ้าพลาดปีนี้ ก็ต้องรอใหม่ปีหน้าเลย
•••
|ทำไมคนยังหลงใหล|
แม้จะถูกเรียกว่าดอกต้องคำสาป เป็นดอกของคนตาย
แต่ทุกปี…ผู้คนก็ยังไปยืนมองทุ่งสีแดงเต็มตา
เหมือนดอกไม้ที่เตือนว่า ความสวยงามกับความตาย อยู่ใกล้กัน แค่เส้นบางๆ
แปลและเรียบเรียง: Janisa C.
โพสต์ครั้งแรกที่ เพจ เจแปน - แจนแปล
วันที่: 12 กันยายน 2025 | สงวนลิขสิทธิ์
#ดอกไม้ต้องคำสาป
#彼岸花
#ฮิกันบะนะ
#曼珠沙華
#รักต้องห้าม
#禁じられた恋
#ดอกไม้ของคนตาย
#死者の花
#ตำนานญี่ปุ่น
#日本の伝説
#คำสาป
#呪い
#ดอกไม้นรก
#地獄花
#ดอกไม้ยมทูต
#死神花
#ดอกไม้ผี
#幽霊花
#ทุ่งคินจาคุดะ
#巾着田
#โคะยะซัง
#高野山
#เจแปนแจนแปล
#日本文化翻訳
อ้างอิง:
โฆษณา