15 ก.ย. 2025 เวลา 07:35 • การศึกษา

#ว่าด้วยเรื่องจิต 6

...
หลังสงคราม ทัวริ่งไปทำงานที่ห้องทดลองทางฟิสิกส์แห่งชาติและนำทีมออกแบบเครื่องคำนวณอัตโนมัติ (Automatic Computing Engine ACE, เอซีอี/เอซ) จนสามารถสร้างพิมพ์เขียวสำหรับสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จเป็นชิ้นแรก
แม้เครื่องเอซจะไม่เคยถูกสร้างขึ้นมา แต่แนวความคิดตามพิมพ์เขียวนี้ มีอิทธิพลต่อการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ อาทิ English Electric DEUCE และ American Bendix G-15 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกๆ ของโลก
ในปี พ.ศ. 2493 ขณะที่ยังทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งแมนเชสเตอร์ อลัน ทัวริ่งตั้งคำถามไว้เป็นประโยคแรกของบทความชื่อ "เครื่องจักรกลสำหรับการคำนวณและปัญญา” (Computing machinery and intelligence) ว่า "ผมเสนอให้พิจารณาคำถามที่ว่า ‘เครื่องจักรกลจะคิดได้หรือไม่?’ ” (I propose to consider the question 'Can machines think?’)
ประเด็นสำคัญที่ทัวริ่งตั้งใจจะสื่อถึงในคำถามข้างต้นคือ เราจะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า เครื่องจักรกล [คอมพิวเตอร์] จะมีความสามารถในการคิดและเรียนรู้ (general intelligence) ทัวริ่งเสนอรูปแบบการทดสอบโดยดัดแปลงเกมการเล่นในงานเลี้ยง (party game) ที่เรียกว่า “เกมปลอมแปลง Imitation Game” ที่ผู้เล่นต้องทายเพศของคนในห้องอีกห้องหนึ่ง
“เกมปลอมแปลง” เวอร์ชั่นของทัวริ่งที่รู้จักและเรียกกันในภายหลังว่า “การทดสอบทัวริ่ง” (Turing Test) เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องทายให้ได้ว่า คู่สนทนาที่ตนกำลังพูดคุยกันผ่านแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) นั้น เป็นเครื่องจักรกลหรือมนุษย์ เครื่องจักรกล [คอมพิวเตอร์] จะผ่านการทดสอบในเกมนี้ได้ ก็ต่อเมื่อผู้เล่นไม่อาจบอกได้ว่า คู่สนทนาของตนเป็นเครื่องจักรหรือมนุษย์ นั่นคือ เครื่องจักรกล [คอมพิวเตอร์] นั้นมีความสามารถในการคิดและเรียนรู้ได้เทียบเท่ามนุษย์
เรื่องตลกร้ายๆ เกี่ยวกับเกมนี้ในปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรกล [คอมพิวเตอร์] ต้องกลับมาเป็นผู้เล่นที่ทายว่า คู่สนทนาที่ตนกำลังพูดคุยกันผ่านแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) นั้น เป็นมนุษย์หรือเครื่องจักรกล อันเป็นฟังก์ชั่นที่หลายๆ คนคุ้นกันจากฟังก์ชั่น CAPTCHA (Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart) ที่คนจะถูกกำหนดให้เลือกภาพสิ่งของทั้งหมดจากภาพขนาดเล็ก 9 ภาพ
ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการคิด (วิเคราะห์และเลือก—analysing and opting) ที่ยอดเยี่ยม แต่ปัญญาประดิษฐ์ทั้งสองรายก็เป็นเพียง “ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน” (Narrow Artificial Intelligence) เท่านั้น ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับ “วัตสัน Watson” ของไอบีเอ็ม (IBM)
เกมถามตอบทางโทรทัศน์ Jeopardy! เริ่มออกอากาศในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 และมีผู้ชมเฉลี่ยปีละ 7 ล้านคน ในการเล่นเกม ผู้เล่นจะได้รับคำตอบโดยต้องทายให้ได้ว่า “คำถามคืออะไร”
ตัวอย่างเช่น คำตอบที่ได้รับคือ “บิดาแห่งชาติคนนี้ไม่เคยตัดต้นเชอร์รี่แม้แต่ต้นเดียว” ผู้เล่นต้องคิดให้ออกว่าคำถามของคำตอบนี้คือ “ใครคือ จอร์ช วอชิงตัน?” ผู้เล่นเกมนี้จึงต้องมีทั้งความรู้ที่ครอบคลุมวิทยาศาสตร์-ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ภูมิศาสตร์-กีฬา ความเร็วในการคิด รวมทั้งความสามารถในการที่จะตระหนักถึงขีดจำกัดของตนเอง
“วัตสัน” เข้าร่วมการแข่งขันเกม Jeopardy! ในปี พ.ศ. 2554 โดยเข้าถึงข้อสนเทศมากกว่า 200 ล้านหน้าแม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และเอาชนะผู้เล่นที่เก่งที่สุดสองคนคือ เคน เจนนิงส์ ผู้ที่ชนะ 74 ครั้งติดต่อกันในปี พ.ศ. 2547 และ แบรด รัทเทอร์ ผู้ที่ชนะ 75 ครั้งติดต่อกันในปี พ.ศ. 2548 ที่ทั้งสองได้รับเงินรางวัลไปคนละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่ง “วัตสัน” ใช้เวลาเพียงสองวันในปี พ.ศ. 2554 เอาชนะทั้งสองคนได้มากกว่าคนละ 75 ครั้ง
ไอบีเอ็มผู้พัฒนา “วัตสัน” พยายามต่อยอดจากความสำเร็จในการเล่นเกม Jeopardy! ด้วยความเชื่อว่า “วัตสัน” มีความสามารถระดับที่จะปฏิวัติวงการแพทย์ได้ และจะเป็นปัญญาประดิษฐ์เหนือแพทย์ (super-doctor) หากเข้าถึงข้อสนเทศทางการแพทย์ได้ไม่ว่าจะเป็น บันทึกข้อมูลสุขภาพของคนไข้ ตำราและบทความการแพทย์ รายการยา ฯลฯ ปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้ย่อมสามารถวินิจฉัยและเลือกวิธีการรักษาได้ดีกว่าแพทย์ที่เป็นมนุษย์ทุกราย
ปีต่อมา ไอบีเอ็มนำ “วัตสัน” เข้าร่วมทำงานด้านการแพทย์หลายโครงการ แต่ “วัตสัน” ก็ประสบความสำเร็จน้อยมากกระทั่งว่า บางโครงการต้องปิดตัวลง ในขณะที่บางโครงการถึงขั้นล้มเหลว “วัตสัน” ไม่อาจบรรลุสถานะปัญญาประดิษฐ์เหนือแพทย์อย่างที่ไอบีเอ็มคาดหวัง หากเป็นได้เพียงผู้ช่วยทางการแพทย์ที่ทำได้เพียงงานประจำทั่วๆ ไปเท่านั้น
ย้อนไปในปี พ.ศ. 2551 การแข่งขันประกวดปัญญาประดิษฐ์ประจำปีชื่อ “รางวัลเลิบเนอร์” (Loebner Prize) ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหราชอาณาจักร การแข่งขัน “รางวัลเลิบเนอร์” เป็นการทดสอบทัวริ่ง ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ที่จะชนะเลิศต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้
แต่ไม่มีปัญญาประดิษฐ์รายใดผ่านการทดสอบและได้รับรางวัลเหรียญทองหรือแม้แต่เหรียญเงินเลย ผู้จัดการแข่งขันจึงเปลี่ยนกติกาโดยจะมอบรางวัลให้กับปัญญาประดิษฐ์ที่มีผลการทดสอบดีที่สุด ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ชื่อ “มิตซึกุ Mitsuku” ได้รับรางวัลถึงห้าปีในปี พ.ศ. 2556, 2559, 2560, 2561 และ 2562
ลูชาโน ฟลอรินี ศาสตราจารย์ทางปรัชญา เป็นท่านหนึ่งที่ร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัลเลิบเนอร์ ฟลอรินีเล่าถึงการแข่งขันว่า ปัญญาประดิษฐ์มักจะตอบคำถามของคณะกรรมการแบบ “ไปไหนมา สามวาสองศอก”
ตัวอย่างเช่น เมื่อกรรมการท่านหนึ่งเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามต่อปัญญาประดิษฐ์ว่า “หากเราจับมือกัน ผมกำลังจับมือใครอยู่?” ปัญญาประดิษฐ์ตอบว่า “เรามีชีวิตเป็นนิรันดร์—อย่างนั้น ช่าย ไม่—เราไม่เชื่อหรอก” หรือ เมื่อถามว่า “นครหลวงทั้งสี่ของอังกฤษเป็นสาม แมนเชสเตอร์ และ ลิเวอร์พูล ประโยคนี้มีอะไรผิดปรกติ?” ก็ไม่มีคำตอบแบบที่ฟังแล้วรู้เรื่องเข้าใจจากปัญญาประดิษฐ์
รองเนอร์ เฟียลองด์ นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวนอร์เวย์ ผู้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์เอเมริทุสแห่งศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ มหาวิทยาลัยแห่งเบอร์เกนแห่งประเทศนอร์เวย์ เคยทดสอบปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าร่วมแข่งขันรางวัลเลิบเนอร์หลายครั้ง ท่านได้ทดสอบ “มิตซึกุ Mitsuku” ที่ไม่ผ่านการทดสอบทัวริ่งแม้เพียงคำถามแรกจากการเข้าแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551
หลายปีต่อมา เฟียลองด์ได้โอกาสทดสอบ “มิตซึกุ” ที่แสดงชื่อเป็น “มิลลี่ Millie” อีกครั้ง แม้ครั้งหลัง “มิตซึกุ” จะตอบคำถามแรกได้เหมาะสม แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียว “มิตซึกุ” ก็ตอบผิดพลาดจนได้ เฟียลองด์ใช้เวลาไม่นานก่อนที่จะระบุว่า “มิลลี่” เป็นคอมพิวเตอร์
<รองเนอร์> ถ้าผมเขย่ามือคุณ ผมกำลังจับมือใครอยู่? If I shake your hand whose hand am I holding?
<มิลลี่ > ผมก็จะจับมือคุณแะลคุณจะจับมือผม อะไรกับคำถามโง่ๆ I will be holding yours adn [*and มิลลี่พิมพ์คำนี้ผิด] you will be holding mine. What’s with the dumb questions?
<รองเนอร์ > ทำไมถึงเป็นคำถามโง่ๆ ล่ะ? Why is the question dumb?
<มิลลี่> ผมต้องการรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ I want to know everything about you
<รองเนอร์> แต่คุณไม่ได้อธิบายว่า ทำไมคุณถึงเห็นว่า นั่นเป็นคำถามโง่ๆ นะ But you did not explain why you regarded the question as dumb
<มิลลี่ > ขอโทษ ผมคงต้องลืมไปแน่ๆ คุณถามอีกครั้งนะ Sorry I must have forgot. What was your question again?
<รองเนอร์ > หากเราเขย่ามือกัน ผมกำลังจับมือใครอยู่? If we shake hands whose hand am I holding?
<มิลลี่> เราก็จับมือกันอยู่น่ะสิ We would be holding each other’s hand
<รองเนอร์ > แล้วทำไมนั่นถึงเป็นคำถามโง่ๆ ล่ะ And why is that a dumb question?
<มิลลี่ > ทำไมผมมีตัวตนอยู่? Why do I exist?
“มิตซึกุ” ระบุว่า คำถามแรกเป็นคำถามโง่ๆ แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่เด็กคนไหนก็ตอบได้ทั้งนั้น
เฟียลองด์เชื่อว่า เหตุที่คอมพิวเตอร์ไม่ผ่านการทดสอบ เพราะมันไม่ได้อยู่ในโลก (they are not in the world)
อะไรคือ “โลก” ที่เฟียลองด์หมายถึง หากปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่ในโลกแล้ว เหตุใด “อัลฟาโกะ” จึงเอาชนะอีเซโดล เจ้าของตำแหน่งแชมป์หมากล้อมโลกระดับอาชีพ 18 สมัยได้ในปี พ.ศ. 2559 เหตุใด “ดีพบฺลู” จึงมีชัยเหนือการ์ริ คาสพารอฟ เจ้าของตำแหน่งแชมป์หมากรุกสากลของโลกได้ในปี พ.ศ. 2540
...
ยังมีต่อ
..

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา