14 ก.ย. 2025 เวลา 05:46 • การศึกษา

#ว่าด้วยเรื่องจิต 5

...
นั่นเป็นเพียงบทเริ่มต้นของอัลฟาโกะเท่านั้น
ในปีเดียวกัน (พ.ศ. 2559) มีผู้เปิดเว็บไซต์ให้นักหมากล้อมอาชีพจำนวนมากได้เข้าประลองฝีมือกับเกมหมากล้อมออนไลน์ชื่อ “เดอะมาสเตอร์” (The Master) ซึ่งมันเก็บชัยชนะได้ถึงหกสิบกระดานติดต่อกันก่อนที่จะถูกเปิดเผยในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ว่า นั่นคืออัลฟาโกะเวอร์ชั่นอัพเดท หรือ “อัลฟาโกะมาสเตอร์” (AlphaGo Master) ที่ไม่เพียงแต่จะเอาชนะนักหมากล้อมมือดีของโลกได้หลายราย หากยังเอาชนะมือหนึ่งของโลกในเวลานั้นอย่างเค่อเจียได้อีกด้วย
อัลฟาโกะเวอร์ชั่นต่อมาชื่อ “อัลฟาโกะซีโร” (AlphaGo Zero) แตกต่างจากอัลฟาโกะในรูปแบบการเรียนรู้การเล่นหมากล้อม
อัลฟาโกะถูกสอนให้เล่นหมากล้อมโดยถูกโปรแกรมกติกาการเล่นหมากล้อมไว้ก่อนแล้วเรียนรู้จากคลิปวิดีทัศน์การเล่นหมากล้อมนับแสนๆ คลิป จากนั้นจึงเล่นหมากล้อมกับตัวมันเองอีกนับล้านกระดานก่อนจะได้ประลองฝีมือกับนักหมากล้อมอาชีพ
แต่อัลฟาโกะซีโรเริ่มต้นจากศูนย์ มันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมากล้อมเลยจึงต้องเรียนรู้กติกาการเล่นก่อน แล้วเริ่มเล่นหมากล้อมกับตัวมันเอง ภายในเวลา 3 วันอัลฟาโกะซีโรก็เอาชนะอัลฟาโกะอี (AlphaGo Lee เวอร์ชั่นแรกที่เอาชนะอีเซโดล) ได้ถึง 100 กระดานต่อ 0 และใช้เวลา 40 วันก็เอาชนะอัลฟาโกะมาสเตอร์ได้สำเร็จ
อัลฟาโกะ เวอร์ชั่นต่อมาชื่อ “อัลฟาซีโร” (AlphaZero) ซึ่งเอาชนะอัลฟาโกะอีได้ในเวลาเพียง 30 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มหัดเล่นหมากล้อม และเอาชนะอัลฟาโกะซีโรได้ถึงร้อยละ 61 ของการเล่นทั้งหมดอีกด้วย
นอกจากนั้น มันยังเรียนรู้การเล่นหมากรุกสากล (Chess) และ หมากรุกญี่ปุ่น "โชกิ” (Sho Gi) จนกระทั่งเล่นหมากกระดานทั้งสองได้ด้วยลีลาที่น่าประทับใจและเอาชนะโปรแกรมหมากรุกสากลอย่าง “สต็อคฟิช” (StockFish) หลังจากหัดเล่นไปเพียง 4 ชั่วโมง เอาชนะโปรแกรมโชกิอย่าง “เอลโม” (Elmo) หลังจากหัดเล่นโชกิไปเพียง 2 ชั่วโมง ทั้งยังเรียนรู้การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์อย่าง “สตาร์คราฟท์” (Starcraft) และเกมอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม
กล่าวได้ว่า ในเวลานั้น อัลฟาซีโรเขยิบเข้าใกล้คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถรอบด้าน” (Artificial General Intelligence) ได้มากที่สุดเท่าที่มีปัญญาประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นมาในโลก
ความสำเร็จของอัลฟาโกะ ไม่เพียงแต่จะสร้างความตื่นตัวให้กับวงการปัญญาประดิษฐ์ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มหาอำนาจอย่างจีนให้หันมาประกาศวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกภายในปี พ.ศ. 2573 อีกด้วย
ห้าปีต่อมาในปี พ.ศ. 2564 ดีพมายด์เปิดตัว “อัลฟาโฟลด์” (AlphaFold) ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการทำนายการก่อรูปของโปรตีน (Protein Fold) ที่เป็นปริศนามานานกว่าครึ่งศตวรรษได้ด้วยความแม่นยำมากเกินกว่าร้อยละ 90 อย่างที่ไม่มีปัญญาประดิษฐ์ตัวใดทำได้มาก่อน ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ได้มากมาย
ความสำเร็จของอัลฟาโฟลด์ส่งผลให้เดมิส แฮซาบิส CEO และนักวิจัยของบริษัท ดีพมายด์ ผู้พัฒนาอัลฟาโกะและอัลฟาโฟลด์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี (Chemistry) ประจำปี พ.ศ. 2567
การเปิดตัวอัลฟาโกะ ไม่เพียงแต่จุดประกายให้กับความสนใจในปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังเปิดศักราชใหม่ของยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Google Gemini, Siri Siri, ฯลฯ พากันตบเท้าเดินแถวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างที่เคยมีอยู่ก็แต่ในจินตนาการของผู้คนในยุคก่อนปี 2016 เท่านั้น
ปัญญาประดิษฐ์ยังเริ่มเข้าไปมีบทบาทแม้แต่ในวงการทหาร เมื่อบริษัท SAAB แห่งสวีเดนประสบความสำเร็จในการนำปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท Helsing แห่งเยอรมนี มาใช้ควบคุมการบินเครื่องบินรบ JAS-39 Gripen E* จนถึงขั้นล็อกเป้าเพื่อปล่อยอาวุธในการทดลองปฏิบัติการรบอากาศสู่อากาศแบบนอกระยะสายตา (Beyond Visual Range Air-to-Air Combat) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2025
(* เป็นเครื่องบินรบรุ่นที่กองทัพอากาศไทยเพิ่งลงนามในสัญญาซื้อจากสวีเดนในเวลาที่โพสต์บทความนี้)
...
เราอาจย้อนรอยการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ ไปได้นับพันๆ ปี โฮเมอร์ กวีชาวกรีกผู้มีชีวิตอยู่ในราวหนึ่งพันปีก่อนคริสตกาลบันทึกเรื่องราวของหุ่นยนต์หญิงรับใช้ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องมีคนควบคุมของเฮฟีสตัส เทพเจ้าของช่างโลหะ ในเทพปกีรณัมกรีก มีเรื่องราวของทาโลส ยักษ์ทองแดงที่เคลื่อนไหวได้ด้วยตนเองในหน้าที่พิทักษ์รักษาเกาะครีต
ในบันทึกของจีนโบราณก็มีเรื่องราวของหุ่นยนต์อยู่มากมาย อาทิ
- ในศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล เอี้ยนสื้อ นักประดิษฐ์ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก สร้างหุ่นคล้ายคน (humanoid) ที่ร้องเพลงและเต้นรำได้
- หม่าไต้เฟิง นักประดิษฐ์ในสมัยราชวงศ์ถังสร้างเครื่องแต่งกายอัตโนมัติ และนำขึ้นถวายต่อฮองเฮา
- อิงเหวินเลี่ยงประดิษฐ์หุ่นกลชายให้ทำหน้าที่ปรุงอาหารและหุ่นกลหญิงทำหน้าที่บรรเลงเพลงด้วยแคนโบราณ (เซิ่ง) ในงานเลี้ยงรับรอง
ในตะวันออกกลางช่วงศตวรรษที่ 8 สามพี่น้องชาวเมืองแบกแดด ร่วมกันประดิษฐ์แตรที่เป่าบรรเลงเป็นเพลงได้ด้วยตนเอง
โดยทั่วไป คำ “ปัญญาประดิษฐ์” กับ “หุ่นยนต์” เป็นไวพจน์ของกันและกัน คำ “หุ่นยนต์-Robot” เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในบทละครเวทีของ คาเรล ชาเพค ในปี พ.ศ. 2464 มีบันทึกว่า โจเซฟ น้องชายของชาเพค เป็นผู้คิดคำนี้ขึ้นมาจากคำว่า Robota ซึ่งหมายถึง “คนงาน” ในภาษาสโลวัค
หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นหรือที่มีบันทึกไว้ในระยะแรกๆ ล้วนแต่เป็นเพียงเครื่องจักรกลที่ทำงานแบบซ้ำซากตามที่ผู้ประดิษฐ์ออกแบบเอาไว้ แต่ไม่มีเครื่องจักรกลเครื่องไหนทำงานได้ด้วยตนเองในลักษณะของคอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์
กลางศตวรรษที่ 19 แอดา เลิฟเลซ ธิดาของลอร์ดไบรอน รับคำขอร้องให้แปลบทความเกี่ยวกับเครื่องจักรกลสำหรับงานวิเคราะห์ของ ชาร์ลส์ แบ็บบาจ ที่เขียนโดย ลุยจิ เฟรเดริโก เมนาเบรีย วิศวกรชาวอิตาลี ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารของสวิสเซอร์แลนด์ จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษ งานแปลของเธอได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ของอังกฤษในปี พ.ศ. 2386
ทว่า เลิฟเลซไม่เพียงแปลบทความของเมนาเบรียเท่านั้น หากยังเขียนข้อสังเกตและความเห็นส่วนตัวเป็น “หมายเหตุผู้แปล” ตามท้ายบทความแปลด้วย การณ์กลับกลายเป็นว่า หมายเหตุผู้แปลของเธอ มีความยาวมากกว่าบทความต้นฉบับถึงสามเท่า ในหมายเหตุผู้แปล เลิฟเลซอธิบายถึง วิธีการสร้างรหัสคำสั่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้ตัวอักษร เครื่องหมาย และตัวเลข
เธอยังเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีที่เครื่องจักรกลจะทำงานซ้ำกับชุดคำสั่งชุดหนึ่งในลักษณะวนลูป (Looping) ซึ่งต่อมาใช้กันโดยทั่วไปในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน รวมทั้งแนวความคิดสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคตอีกหลายประการ เลิฟเลซจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกจากงานเขียนชิ้นนี้
ไม่มีใครรู้จักหรือยอมรับบทบาทในวิทยาการคอมพิวเตอร์ของแอดา เลิฟเลซจนกระทั่ง เบอร์แทรม วิเวียน โบวเดน นำบทความของเลิฟเลซมาบรรจุไว้ในหนังสือของตนชื่อ “เร็วกว่าความคิด: นานาทัศนะว่าด้วยเครื่องจักรกลสำหรับการคำนวณทางดิจิทัล” (Faster Than Thought: A Symposium on Digital Computing Machines) ที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2496 ด้วย
ในปี พ.ศ. 2523 กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาให้เกียรติกับเลิฟเลซโดยตั้งชื่อภาษาโปรแกรมมิ่งที่พัฒนาขึ้นใหม่ในเวลานั้นตามชื่อของเธอว่า "แอดา Ada"
แม้เลิฟเลซจะได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก แต่ผู้ที่พัฒนาวิทยาการคอมพิวเตอร์ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งจนกระทั่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น บิดาของวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเป็นผู้จุดประกายของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ คือ อลัน ทัวริ่ง นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ (ดูหนังเรื่อง Imitation Game)
ในบทความ “ว่าด้วยตัวเลขที่ใช้คำนวณเพื่อประยุกต์ใช้กับปัญหา ‘การตัดสินใจ’ ” (On Computable Numbers with an Application to the Entscheidungsproblem) ที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2479 ทัวริ่งเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเครื่องจักรกลที่รู้จักกันในชื่อ “Universal Turing Machine" หรือ “เครื่องจักรกลทัวริ่ง” (Turing machine) ที่จะประมวลผลได้ทุกอย่างที่ประมวลผลได้ (computing anything that is computable) อันเป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพเยอรมนีสร้างเครื่อง “อีนิกมา” ซึ่งเข้ารหัสคำสั่งปฏิบัติการทางทหารและเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการรบ ทัวริ่งถูกเลือกให้มาทำงานในฐานะแกนนำในการศึกษาหาทางถอดรหัสคำสั่งของกองทัพเยอรมนี
ทัวริ่งพัฒนาวิธีวิเคราะห์การเข้ารหัสจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการถอดรหัสการสื่อสารของกองทัพเยอรมนี และเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการทางคณิตศาสตร์ในการเข้าและถอดรหัสซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของ “กองบัญชาการการสื่อสารของรัฐบาล” ไว้อีก 2 ชิ้น บทความทั้ง 2 ชิ้นถูกกองบัญชาการการสื่อสารของรัฐบาลสหราชอาณาจักรเก็บไว้จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 จึงถูกส่งไปจัดเก็บไว้ที่ “หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหราชอาณาจักร”
...
ยังมีต่อ
..

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา