18 ก.ย. 2025 เวลา 01:47 • ความคิดเห็น
ร่างกายที่จิตอาศัย นั้น มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากเด็กทารก เกิดมาก็ร้อง หิวก็ร้อง ฉี่ก็ร้อง ให้ป้อนน้ำป้อนนมให้ไม่ทันใจ ก็ร้อง อารมณ์อยาก โลภโกรธหลง ก็เข้ามาแล้ว แล้วก็เริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ หัดใช้ร่างกาย ขยับเขยื้อน พลิกตัว หัดคลาน ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ใช้กิริยาทั้งสี่ ในการเรียนรู้ อะไรต่างๆ ในแต่ละขณะที่กายเคลื่อนไหว ก็มีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้น มีสิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ห้าเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ที่ปรุงแต่ง
..พอมีตาดี ไปเห็นคนเค้า ร่ำรวย มีเงินมีทอง ก็อยากเป็น อยากมีเหมือนเค้า .พอหูได้ยินเสียงนั้นเสียงนี้ ก็จดจำมา ยึดเข้ามา ในกาย .. ยึดเข้ามา แล้วไปไหน ..สะสมในกาย ว่าเป็นความรู้ รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรียนรู้ขึ้นจดจำ เอาไปทำมาหากิน เอาไว้อวดว่า รู้ดี เก่ง ฉลาดเฉลียวให้คนนิยมชมชอบ แล้วจิตนั้นได้อะไร ..ได้เป็นขี้ข้าของอารมณ์กรรม ที่ยึดถือหลงใหลเอามายึด .ได้แค่นี้ ทำมาหากินร่ำรวย ลาภยศ สรรเสริญ ..แล้วก็ตาย เกิดมาทั้งที่ได้แค่นี
ที่มันน่า สมเพชว่าเก่งฉลาด ก็คดโกง หาทรัพย์สินเงินทอง หาข้าทาสบริวาร อุตส่าห์หามากมากก่ายกอง .พอกรรมบันดาลให้ ก็เข้าไปอยู่ในคุก ก็ยังไม่รู้ตัวอีก ว่า เวลานั่นเหลือน้อยใกล้หมดลม หามากองๆไว้ เอาไปไม่ได้ ทิ้งไว้ให้คนอื่นใช้ แล้วคำว่า กรรมมันกซ่อนเร้นในทรัพย์สมบัติเงินทองที่หามา เอาเงินทองที่มีใช้เลห์เหลื่อมโกงมา ไปเลี้ยงลูกเมีย ข้าทางบริวาร ก็พลอยเดือดร้อนหาความสุขไม่ได้เลย
. จิตที่อาศัยอยู่ในกาย อยู่กับสิ่งที่ปรุงแต่ง อารมณ์ที่ให้ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จิตที่อาศัยในกาย ก็ยึดเอาอารมณ์นั้นเป็นจิต หลงใหลไปกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นจนเคยชิน เป็นนิสัย ไม่สามารถที่จะยับยั้ง หรือ ทำให้กิริยาทั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นปราศจากอารมณ์ไปได้ .เลย . ก็อยู่กับกายนี้ไปเรื่อย ที่เปลี่ยนแปลงไป พอถึงเวลา หมดกายนี้หมดเวลา จิตออกจากกาย ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่
คราวนี้ ก็มีเรื่องราว รอยทั้งสี่ มาฝึกหัด เดิน ยืน นั่ง นอน ไม่ต้องนึกคิดอะไร ช่วยทำให้จิตมีกำลังขึ้นมา ต่อสู้กับอารมณ์นึกคิดในตัวตน มีคำให้จิต ยึดไปก่อน สองคำภาวนาพุทโธขึ้น เพื่อไม่ให้จิตไปยึดอารมณ์ เมื่อทำได้..สติสัมปชัญญะของจิต ก็จะขยับขยายขึ้นมา เท่าทันอารมณ์นึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ค่อยๆรู้เท่าทันอารมณ์ อารมณ์นึกคิดที่ไม่ดี ..เราก็ยับยั้ง สละออกไปได้เร็วขึ้น
แต่นั้นแหละ บางที่ชีวิตทั้งชีวิต เราก็ไม่เคยทบทวน อารมณ์ต่างๆมากมาย ที่มันเกิดขึ้น ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พอนานไป กายก็อ่อนล้า เจ็บปวดตาย การนี้ไม่สมบูรณ์ เดี๋ยว สิ่งนั้นสิ่งก็ขยับเขยื้อนไป อาการที่ได้มาครบสามสิบสองค่อยๆหายไป ..กายนี้ อารมณ์นี้ ไม่เที่ยงเลย แล้วจะทำอย่างไรให้กายนี้ เป็นเหมือนบ้านที่จิตอาศัย นี้เป็นสุข กายเป็นสุข จิตก็เป็นสุข ไปตามกาย .
เราก็มัวแต่ เอาอาหารนั้นนี่ใส่ลงไปในกาย น้ำเลือดน้ำนองของผู้ที่มีกรรมใส่ลงไปในกาย แต่สิ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจ ก็เรื่องราวของวิญญาณหก ที่ไปสัมผัส เรื่องนั้นเรื่อง อารมณ์คนนั้นคนนี้ ยึดเข้ามา ทับถมในกาย .เราก็รู้ไม่เท่าทัน เห็นเค้าโกรธ ก็โกรธตามเค้า เห็นเค้าไม่พอใจ ก็ไม่พอใจไปตามเค้า
คราวนี้ ..เมื่อสติของจิตดีขึ้น .เรามีสติสัมปชัญญะดี เราก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แสดงออกมาเหมือนมายาละครที่เค้า แสดงให้เราดู ..เวลาดูละคร ก็มีสติสัมปชัญญะ รักษากายอยู่นิ่งๆ เผลอสติ อารมณ์ก็จะสอดแทรกขึ้นมาในกายที่อาศัย เกิดเป็นขี้ข้าอารมณ์เหมือนกับเค้า ก็แสดงละครร่วมกับเค้าไป เค้าเรียกว่า เผลอสติ ขาดสติปัญญา ก็ยังไม่รู้ตัวเอง กว่าจะรู้ตัว ก็ร่วมวงใช้กายวาจาใจ เป็นตามอารมณ์ ลดละอารมณ์กรรมตัวกระทำไม่ได้เลย แต่กลับให้มันเพิ่มพูนขึ้นทับถมกายตัวเอง เป็นกายของผู้ที่มีแต่กรรม
โฆษณา