29 ก.ย. 2025 เวลา 17:22 • ประวัติศาสตร์

🇨🇳 จีน INTERWAR : จุดเริ่มต้น สงครามโลกครั้งที่ 2

🇨🇳 Ep. 1: ยุคสาธารณรัฐ: เถ้าถ่านของราชวงศ์ชิงและยุคขุนศึก
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1918 จีน มีสถานะเป็น สาธารณรัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้วอำนาจในประเทศได้ล่มสลายลงอย่างสมบูรณ์ การสิ้นสุดของ ราชวงศ์ชิง ในปี 1911 ได้ทิ้ง สุญญากาศแห่งอำนาจ ไว้ทั่วทั้งประเทศ และสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
⚔️ ยุคขุนศึก (Warlord Era)
ในช่วงปี 1918-1927 ประเทศจีนไม่ได้ถูกปกครองโดยรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว แต่ถูกแบ่งออกเป็นอาณาเขตของ ขุนศึก (Warlords) ซึ่งเป็นนายพลที่เคยมีอำนาจในกองทัพราชวงศ์ชิงหรือในกองทัพปฏิวัติ
* ผู้คุมอาณาจักร: ขุนศึกแต่ละคนมีกองทัพเป็นของตนเอง และปกครองจังหวัดหรือภูมิภาคอย่างอิสระ พวกเขามีอำนาจในการ จัดเก็บภาษี, ออกกฎหมาย, และ ทำสงคราม เพื่อแย่งชิงอำนาจและดินแดนกับขุนศึกคนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
1
* รัฐบาลปักกิ่งที่ไร้อำนาจ: แม้ว่าจะมีรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง แต่รัฐบาลนี้ก็เป็นเพียง รัฐบาลในนาม ที่เปลี่ยนมือไปมาตามการยึดอำนาจของขุนศึกที่แข็งแกร่งกว่า และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นอกกรุงปักกิ่งได้เลย
💔 ความทุกข์ทรมานของประชาชน
ยุคขุนศึกคือช่วงเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส:
* การเก็บภาษีซ้ำซ้อน: ชาวนาต้องจ่ายภาษีให้กับขุนศึกหลายคนพร้อมกันเมื่อเดินทางผ่านหลายพื้นที่
* สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด: การสู้รบระหว่างกองทัพของขุนศึกทำให้เกิดการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ
* ความล้มเหลวของสาธารณรัฐ:
แนวคิดของ "สาธารณรัฐ" ที่เป็นความหวังของปัญญาชนและประชาชนในเมืองใหญ่จึงเป็นเพียง ภาพลวงตา ในประเทศที่ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ด้วยความรุนแรง
ความอ่อนแอภายในของจีนในช่วงปลาย WWI นี้ ทำให้ประเทศตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่งในเวทีโลก และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการหักหลังจากมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งจะเป็นจุดกำเนิดของลัทธิชาตินิยมที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
🇨🇳 Ep. 2: ปัญญาชนแห่งวันที่ 4 พฤษภาคม: ลัทธิชาตินิยมที่ถูกหักหลัง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1918 สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสันติภาพ ได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นการคืนความยุติธรรมให้แก่ประเทศที่เคยถูกรุกราน แต่สำหรับจีนแล้ว มันเป็นเพียงการ หักหลัง ครั้งใหญ่
💔 การถูกหักหลังที่ปารีส
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จีนได้ให้การสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร และคาดหวังว่าจะได้รับดินแดนที่เคยถูก เยอรมนี ยึดครองไป (ในจังหวัดซานตง) คืนมา แต่ในการประชุมสันติภาพปารีสในปี 1919 มหาอำนาจโลกกลับตัดสินใจยกดินแดนเหล่านั้นให้แก่ จักรวรรดิญี่ปุ่น แทน
การตัดสินใจนี้จุดชนวนให้เกิด ความโกรธแค้น อย่างรุนแรงในหมู่ปัญญาชนและคนหนุ่มสาวชาวจีน ซึ่งมองว่ารัฐบาลของพวกเขาไร้อำนาจและไร้ความสามารถที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ
✊ การประท้วงของวันที่ 4 พฤษภาคม (May Fourth Movement)
ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและโรงเรียนอื่น ๆ นับพันคนได้รวมตัวกันเพื่อเดินขบวนประท้วงการตัดสินใจของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ การประท้วงนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นเรื่องของการตระหนักรู้ทาง วัฒนธรรมและสังคม
* การปฏิเสธวัฒนธรรมเก่า: นักศึกษาเรียกร้องให้จีนหันหลังให้กับ ลัทธิขงจื๊อ และวัฒนธรรมเก่าที่ล้าหลัง และหันมาใช้แนวคิดแบบตะวันตก เช่น ประชาธิปไตย และ วิทยาศาสตร์ เพื่อกอบกู้ชาติให้แข็งแกร่ง
* การกำเนิดของอุดมการณ์ใหม่: การเคลื่อนไหวนี้ได้เผยแพร่แนวคิดใหม่ ๆ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ และ ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกอบกู้ชาติที่ล้มเหลวภายใต้การปกครองแบบสาธารณรัฐ
💡 การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
การประท้วงของวันที่ 4 พฤษภาคมไม่ได้เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองครั้งเดียว แต่เป็น ต้นกำเนิด ของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์จีน
* การก่อตัวของพรรค: ปัญญาชนและนักศึกษาที่เข้าร่วมการประท้วงได้จัดตั้งกลุ่มศึกษาแนวคิดคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ในปี ค.ศ. 1921 นำโดย เฉิน ตู๋ซิ่ว (Chen Duxiu) และ หลี่ ต้าเจา (Li Dazhao)
* อุดมการณ์ที่แตกแยก: การเมืองของจีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างขุนศึกอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสามอุดมการณ์หลัก: ประชาธิปไตยแบบตะวันตก, ชาตินิยม (KMT) และ คอมมิวนิสต์ (CCP) ซึ่งความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ยาวนาน
"การถูกหักหลังจากมหาอำนาจตะวันตกไม่ได้ทำลายจีน แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ลัทธิชาตินิยม ที่รุนแรง และเป็นการให้กำเนิดแนวคิดที่ต่อต้านตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่การต่อสู้เพื่ออำนาจที่แท้จริงระหว่างสองพรรคที่ต้องการควบคุมอนาคตของชาติ"
🇨🇳 Ep. 3: ก๊กมินตั๋ง: การรวมชาติด้วยวิถีใหม่
ในขณะที่จีนถูกแบ่งแยกโดยเหล่าขุนศึกและรัฐบาลกลางที่อ่อนแอ ซุน ยัตเซ็น (Sun Yat-sen) แพทย์และนักปฏิวัติผู้ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง ได้กลับมาเพื่อกอบกู้สถานการณ์ด้วยการก่อตั้ง พรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang - KMT) โดยมีเป้าหมายคือการรวมประเทศด้วยวิธีใหม่
หลักการไตรราษฎร์ (The Three Principles of the People)
ซุน ยัตเซ็นได้วางรากฐานทางอุดมการณ์ของพรรคด้วยหลักการที่เรียกว่า "ไตรราษฎร์" ซึ่งประกอบด้วยสามข้อหลักที่ชัดเจน:
* ประชาชาติ (Nationalism): การรวมชาวจีนให้เป็นหนึ่งเดียวและปลดแอกประเทศจากการครอบงำของมหาอำนาจต่างชาติ
* สิทธิราษฎร (Democracy): การจัดตั้งระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐที่ปกครองโดยประชาชน
* ชีพราษฎร์ (People's Livelihood): การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น
การสร้างกองทัพเพื่อการปฏิวัติ
ซุน ยัตเซ็น ตระหนักว่าการรวมชาติด้วยการทูตและอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ เขาต้องการ กองกำลังทหาร ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อต่อสู้กับเหล่าขุนศึกที่ครอบครองประเทศอยู่
* โรงเรียนทหารหวงผู่ (Whampoa Military Academy): ในปี 1924 ซุน ยัตเซ็นได้ก่อตั้งโรงเรียนทหารหวงผู่ขึ้นที่กว่างโจว (Guangzhou) โดยได้รับ ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและที่ปรึกษาจากสหภาพโซเวียต ที่มองว่า KMT เป็นพันธมิตรที่น่าสนใจ
* ผู้นำคนใหม่: เจียง ไคเช็ก (Chiang Kai-shek) นายทหารหนุ่มผู้มีระเบียบวินัยและเคยศึกษาในญี่ปุ่น ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการคนแรก ของโรงเรียนนี้ ซึ่งทำให้เขาได้สร้างเครือข่ายความจงรักภักดีในหมู่ทหารรุ่นใหม่ของพรรค
การสืบทอดอำนาจ
การจากไปของ ซุน ยัตเซ็น ในปี 1925 ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของ KMT แต่เขาก็ได้ทิ้งมรดกที่สำคัญไว้: พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนและกองทัพที่เพิ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี การเสียชีวิตของเขาได้เปิดทางให้ เจียง ไคเช็ก ซึ่งเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนหวงผู่ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของพรรคในเวลาต่อมา
"ซุน ยัตเซ็น สร้างพิมพ์เขียวและรากฐานของชาติใหม่ขึ้นมา แต่เขาไม่สามารถทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้ด้วยตนเอง การจากไปของเขาทำให้การต่อสู้เพื่อการรวมชาติจีนถูกส่งต่อให้กับผู้นำทหารอย่างเจียง ไคเช็ก ซึ่งจะใช้กองกำลังที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นในการนำพาพรรคก๊กมินตั๋งเข้าสู่การทำสงครามครั้งใหญ่ที่สุดของจีนในยุค Interwar"
🇨🇳 Ep. 4: การเดินทางสู่เหนือ: การรวมประเทศของเจียง ไคเช็ก (1926-1927)
ในปี ค.ศ. 1926 เจียง ไคเช็ก ได้นำกองทัพของ พรรคก๊กมินตั๋ง ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากโรงเรียนหวงผู่ เริ่มต้นปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "การกรีฑาทัพสู่ภาคเหนือ" (Northern Expedition) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ปราบปรามขุนศึก ที่ปกครองประเทศจีน และรวมอำนาจไว้ที่รัฐบาลกลาง
⚔️ สงครามเพื่อการรวมชาติ
เจียง ไคเช็กนำทัพจากฐานที่มั่นในมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) มุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือเพื่อเข้าสู่ดินแดนของเหล่าขุนศึก การเดินทางสู่เหนือประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ:
* กองทัพที่มีระเบียบวินัย: กองทัพของ KMT เป็นกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มีวินัย และถูกขับเคลื่อนด้วย หลักการชาตินิยม ที่ชัดเจน (Ep. 3) ซึ่งแตกต่างจากกองทัพของเหล่าขุนศึกที่มักจะสู้รบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
* การสนับสนุนจากประชาชน: กองทัพของเจียง ไคเช็กได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่ที่ถูกปกครองโดยขุนศึก เนื่องจาก KMT มีภาพลักษณ์เป็นกองทัพที่มาเพื่อ ปลดปล่อย ประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากการทำสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด
🏛️ การสถาปนารัฐบาลนานกิง
ภายในปี ค.ศ. 1927 กองทัพของเจียง ไคเช็กสามารถเข้ายึดครองเมืองสำคัญทางตอนกลางและตอนเหนือของจีนได้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือการเข้ายึด เซี่ยงไฮ้ และ นานกิง
* สิ้นสุดยุคขุนศึก: ชัยชนะในการเดินทางสู่เหนือถือเป็นการสิ้นสุด ยุคขุนศึก ที่ยาวนาน (Ep. 1) และเป็นการสถาปนา รัฐบาลแห่งชาติจีน ที่มีอำนาจที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
* เมืองหลวงใหม่: รัฐบาลใหม่ของเจียง ไคเช็กได้ย้ายเมืองหลวงจากปักกิ่ง มายัง นานกิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่ของสาธารณรัฐจีน
แต่ชัยชนะในการเดินทางสู่เหนือไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริง เพราะในระหว่างการสู้รบ กองทัพ KMT ได้รับความช่วยเหลือจาก พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเมื่อขุนศึกพ่ายแพ้แล้ว สงครามต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นคือสงครามระหว่างสองพันธมิตรที่เคยร่วมรบกันมา
"เจียง ไคเช็กได้รวมประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหลังจากความโกลาหลมายาวนานกว่าทศวรรษ แต่ความสำเร็จนี้มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือการทำให้พรรคก๊กมินตั๋งต้องหันมาเผชิญหน้ากับ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เขาเริ่มมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ"
🇨🇳 Ep. 5: การทรยศที่เซี่ยงไฮ้: การเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองจีน (1927)
ตลอดช่วง การกรีฑาทัพสู่ภาคเหนือ กองทัพของ ก๊กมินตั๋ง (KMT) และ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ได้ร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับขุนศึก แต่เมื่อกองทัพมาถึงเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้ ความขัดแย้งที่เคยถูกซ่อนอยู่ก็ปะทุขึ้น
💥 การหักหลังครั้งใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1927 เจียง ไคเช็ก ซึ่งเป็นผู้นำของ KMT ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของจีนไปตลอดกาล เขาเชื่อว่า พรรคคอมมิวนิสต์ คือภัยคุกคามที่ใหญ่กว่าขุนศึกที่เพิ่งปราบไป และจำเป็นต้องทำลายให้สิ้นซากก่อนที่พวกเขาจะเติบโตจนควบคุมไม่ได้
* ปฏิบัติการสังหารหมู่: เจียง ไคเช็กได้ร่วมมือกับ แก๊งมาเฟียท้องถิ่น และกองกำลังรักษาความปลอดภัยของพ่อค้าในเซี่ยงไฮ้ เพื่อเข้าโจมตีและ สังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และแกนนำสหภาพแรงงานอย่างโหดเหี้ยม การสังหารหมู่ครั้งนี้เป็นที่รู้จักในนาม "การสังหารหมู่ที่เซี่ยงไฮ้" หรือ "เหตุการณ์ 12 เมษายน"
* จุดจบของพันธมิตร: การกระทำของเจียง ไคเช็กเป็นการสิ้นสุด พันธมิตรครั้งแรก ระหว่าง KMT และ CCP อย่างเป็นทางการ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ถูกตามล่าและสังหารไปหลายพันคน ทำให้พรรคต้องลงสู่ใต้ดินและหนีออกจากเมือง
💔 กำเนิดสงครามกลางเมือง
เหตุการณ์ที่เซี่ยงไฮ้นี้ถือเป็น จุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองจีน (Chinese Civil War) ซึ่งจะเป็นความขัดแย้งที่ยาวนานและนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
* แนวทางที่แตกต่าง: ก๊กมินตั๋ง ภายใต้การนำของเจียง ไคเช็ก เข้ากุมอำนาจรัฐบาลกลางอย่างเบ็ดเสร็จและจัดตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ นานกิง (Ep. 4) โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบเผด็จการ (Authoritarian Democracy)
* การถอยทัพของคอมมิวนิสต์: พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเหลือรอดจากการสังหารหมู่ ได้ถอยร่นไปยังเขตชนบทและเริ่มจัดตั้ง ฐานที่มั่น (Soviets) ของตนเองในพื้นที่ห่างไกล โดยมี เหมา เจ๋อตง เป็นผู้นำทางทหารคนสำคัญ
การตัดสินใจของเจียง ไคเช็กทำให้จีนเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองที่รุนแรง ในขณะที่ภัยคุกคามที่แท้จริงจากภายนอกกำลังรอเวลาเข้าโจมตี
"เจียง ไคเช็กมองว่าการกำจัดคอมมิวนิสต์คือการรักษาประเทศชาติ แต่การตัดสินใจของเขาได้จุดชนวนสงครามที่ทำให้จีนอ่อนแอลงอย่างมาก และเปิดช่องให้ จักรวรรดิญี่ปุ่น เห็นถึงความแตกแยกภายใน ซึ่งเป็นโอกาสที่ญี่ปุ่นจะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน"
🇨🇳 Ep. 6: เงามืดจากตะวันออก: การบุกแมนจูเรียของญี่ปุ่น (1931)
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1931 จักรวรรดิญี่ปุ่น ได้ฉวยโอกาสจากความแตกแยกภายในของจีน (Ep. 1, 5) เพื่อเริ่มการรุกรานครั้งแรกในแผ่นดินจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายคือ แมนจูเรีย ซึ่งเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
💥 อุบัติเหตุที่ประดิษฐ์ขึ้น: เหตุการณ์มุกเดน
ในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นกวนตง (Kwantung Army) ซึ่งประจำการอยู่ในแมนจูเรียได้ก่อเหตุระเบิดรางรถไฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แล้วกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของทหารจีน
* ข้ออ้างในการรุกราน: ญี่ปุ่นใช้เหตุการณ์นี้เป็น ข้ออ้าง ในการเปิดฉากโจมตีกองทัพจีนในแมนจูเรียอย่างรวดเร็วและรุนแรง และเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคภายในเวลาไม่กี่เดือน
💔 การยอมจำนนของเจียง ไคเช็ก
การบุกรุกแมนจูเรียถือเป็นบททดสอบแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลของ เจียง ไคเช็ก (Chiang Kai-shek) ที่เพิ่งรวมประเทศได้ไม่นาน แต่เจียง ไคเช็กกลับเลือกที่จะ ไม่ทำสงคราม เพื่อปกป้องแมนจูเรีย
* นโยบาย "ภายในก่อนภายนอก": เจียง ไคเช็กเชื่อว่าภัยคุกคามจาก พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่กำลังเติบโตและยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนนั้นอันตรายกว่าญี่ปุ่น เขาจึงดำเนินนโยบายที่ว่า "ต้องปราบปรามภายในให้สงบก่อน จึงค่อยออกไปต่อต้านภายนอก" และสั่งให้กองทัพจีนถอยออกจากแมนจูเรีย
* การตั้งรัฐหุ่นเชิด: ญี่ปุ่นได้สถาปนา รัฐหุ่นเชิดแมนจูกัว (Manchukuo) ขึ้น และแต่งตั้ง จักรพรรดิปูยี อดีตกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นการทำให้การยึดครองดูมีความชอบธรรม
🏛️ ความล้มเหลวของประชาคมโลก
เหตุการณ์การบุกแมนจูเรียได้เปิดโปงความอ่อนแอของ สันนิบาตชาติ (League of Nations) อย่างชัดเจน
* การประณามที่ไร้ผล: สันนิบาตชาติได้ส่งคณะกรรมการมาตรวจสอบ และสรุปว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกราน แต่เมื่อญี่ปุ่นถูกประณาม ก็ได้ประกาศ ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ ทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรนานาชาติไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง
การยอมจำนนของรัฐบาล KMT และความล้มเหลวของประชาคมโลกในการหยุดยั้งญี่ปุ่น ได้สร้างความอับอายครั้งใหญ่ให้กับชาวจีน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดภายในประเทศยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
"การบุกแมนจูเรียเป็นการส่งสัญญาณถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียอย่างแท้จริง และการตัดสินใจของเจียง ไคเช็กที่เลือกปราบคอมมิวนิสต์ก่อนญี่ปุ่น ได้สร้างความขัดแย้งที่รุนแรงกับประชาชนและแม้แต่ในกองทัพของเขาเอง และทำให้กองทัพคอมมิวนิสต์มีเวลาในการหลบหนีและสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาใหม่"
🇨🇳 Ep. 7: การหนีรอดที่ยิ่งใหญ่: The Long March (1934-1935)
หลังจากที่เจียง ไคเช็กสถาปนารัฐบาลที่นานกิง (Ep. 4) เขาได้เริ่มต้น การรณรงค์กวาดล้าง (Extermination Campaigns) อย่างต่อเนื่องเพื่อทำลาย ฐานที่มั่น (Soviets) ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่กระจัดกระจายอยู่ในภาคใต้ของจีน กองทัพของก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่มีกำลังพลและอาวุธที่เหนือกว่าได้บุกโจมตีฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ทำให้ในที่สุด กองทัพแดง (Red Army) ก็ไม่สามารถต้านทานได้
🚶 การเดินทางที่นองเลือด
ในปี ค.ศ. 1934 กองทัพแดงของ เหมา เจ๋อตง จึงตัดสินใจที่จะ ถอนกำลังครั้งใหญ่ และเดินทางหนีออกจากฐานที่มั่นทางตอนใต้ สู่ภาคเหนือที่ห่างไกลและทุรกันดาร การเดินทางครั้งนี้ถูกเรียกว่า "การเดินทัพทางไกล" (The Long March)
* การทดสอบความอดทน: กองทัพแดงต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 9,000 กิโลเมตร ผ่านภูมิประเทศที่อันตรายที่สุดในจีน เช่น ภูเขาสูง, แม่น้ำเชี่ยวกราก, และทุ่งหญ้าหนองน้ำที่เต็มไปด้วยโรคภัย
* การสูญเสียที่น่าตกใจ: ในระหว่างการเดินทาง มีการปะทะกับกองทัพ KMT อย่างต่อเนื่อง, การอดอยาก, และโรคระบาด ทำให้กองทัพแดงสูญเสียกำลังพลไปเกือบ 90% ผู้ที่เริ่มต้นเดินทัพจากฐานที่มั่นนับแสนคน เหลือรอดมาถึงปลายทางในมณฑลส่านซี (Shaanxi) เพียงไม่กี่หมื่นคน
💡 ชัยชนะทางอุดมการณ์
แม้จะเป็นความพ่ายแพ้ทางทหารครั้งใหญ่ในแง่ของจำนวนพล แต่ การเดินทัพทางไกล กลับกลายเป็นชัยชนะทาง อุดมการณ์ ที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์
* ผู้นำคนใหม่: ความสำเร็จในการนำพาผู้รอดชีวิตผ่านการเดินทางที่โหดร้าย ทำให้ เหมา เจ๋อตง ได้รับการยอมรับในฐานะ ผู้นำสูงสุด ของพรรคอย่างเบ็ดเสร็จ
* ตำนานที่สร้างชาติ: เรื่องราวความอดทนและความเสียสละของการเดินทัพทางไกลถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อ ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และทำให้พรรคคอมมิวนิสต์สามารถอยู่รอดและเติบโตในเขตชนบทได้
"การเดินทัพทางไกลคือการหนีรอดที่เปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้กลายเป็นชัยชนะทางจิตวิญญาณ มันทำให้พรรคคอมมิวนิสต์รอดพ้นจากการถูกทำลายอย่างสิ้นซาก และกลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งและมีระเบียบวินัยมากพอที่จะทำสงครามในอนาคต แต่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่ากำลังจะบีบบังคับให้สองขั้วอำนาจนี้ต้องกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง"
🇨🇳 Ep. 8: การเผชิญหน้าในซีอาน: พันธมิตรที่ถูกบีบ (1936)
ในช่วงปี ค.ศ. 1936 เจียง ไคเช็ก ยังคงมุ่งมั่นที่จะ กวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ ให้สิ้นซาก แต่ในกองทัพของเขาเองกลับมีเสียงที่ไม่เห็นด้วยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากนายทหารที่เคยต่อสู้กับญี่ปุ่นในแมนจูเรีย (Ep. 6) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ จาง เสวียเหลียง (Zhang Xueliang)
💥 การลักพาตัวผู้นำสูงสุด
จาง เสวียเหลียง ซึ่งครอบครัวของเขาเคยปกครองแมนจูเรีย และถูกกองทัพญี่ปุ่นขับไล่ออกไป มีความคับแค้นใจอย่างรุนแรงต่อการรุกรานของญี่ปุ่น และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเจียง ไคเช็กที่เอาแต่ทำสงครามกับคนในชาติ
* เหตุการณ์ซีอาน: ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1936 จาง เสวียเหลียงและนายทหารอีกคนหนึ่งได้บุกเข้าไปในที่พักและ จับกุมเจียง ไคเช็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปตรวจราชการที่เมืองซีอาน (Xi'an)
* ข้อเรียกร้อง: เป้าหมายของการลักพาตัวไม่ใช่การสังหารเจียง แต่คือการ บังคับให้เขายุติสงครามกลางเมือง กับคอมมิวนิสต์ และหันไปรวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับ จักรวรรดิญี่ปุ่น ที่กำลังคุกคามประเทศ
🤝 พันธมิตรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
การลักพาตัวเจียง ไคเช็กได้เปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมดของจีน
* บทบาทของคอมมิวนิสต์: พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งของเจียง ไคเช็ก กลับเป็นฝ่ายที่เข้ามามีบทบาทในการเจรจาให้ปล่อยตัวเขา โดยมีตัวแทนคือ โจว เอินไหล (Zhou Enlai) เนื่องจากพวกเขามองว่า เจียง ไคเช็กเป็นผู้นำเพียงคนเดียวที่สามารถรวบรวมประเทศเพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่นได้
* การยอมจำนน: ในที่สุด เจียง ไคเช็กยอมจำนนต่อข้อเรียกร้อง เขาถูกปล่อยตัว และตกลงที่จะจัดตั้ง แนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่น (United Front) กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการยุติสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาเกือบ 10 ปี
การเผชิญหน้าในซีอานจึงเป็นการ บังคับรวมชาติ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก
"เหตุการณ์ซีอานคือการตอกย้ำความแตกแยกที่แท้จริงในจีน: ในขณะที่ผู้นำยังคงมุ่งทำสงครามกลางเมือง นายทหารของเขากลับมองเห็นว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร การลักพาตัวเจียง ไคเช็กทำให้จีนต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง แต่ก็เป็นพันธมิตรที่อ่อนแอและไม่ไว้วางใจกัน ซึ่งกำลังจะเข้าสู่บททดสอบครั้งใหญ่ด้วยเสียงปืนที่จะดังขึ้นในไม่ช้า"
🇨🇳 Ep. 9: เสียงปืนที่สะพานมาร์โก โปโล: จุดเริ่มต้นของสงคราม (1937)
ในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ณ สะพานมาร์โก โปโล (Marco Polo Bridge) นอกกรุงปักกิ่ง ได้กลายเป็น จุดเริ่มต้น ของ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย
💥 อุบัติเหตุที่รอคอย
* ข้ออ้างที่ประดิษฐ์ขึ้น: ระหว่างการซ้อมรบของกองทัพญี่ปุ่นและกองกำลังจีนในพื้นที่ใกล้เคียง สะพานมาร์โก โปโล ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งได้หายตัวไปอย่างลึกลับ กองทัพญี่ปุ่นใช้เหตุการณ์นี้เป็น ข้ออ้าง ในการเรียกร้องให้จีนยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเข้าตรวจค้นในเมือง
* เสียงปืนแรก: เมื่อกองทัพจีนปฏิเสธที่จะยอมตามข้อเรียกร้อง การปะทะกันด้วยอาวุธจึงเริ่มต้นขึ้น การยิงปะทะกันเล็กน้อยในค่ำคืนนั้นได้กลายเป็น ชนวนไฟ ที่จุดสงครามที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
⚔️ การต่อต้านของแนวร่วม
แม้จะเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ แต่ จักรวรรดิญี่ปุ่น ใช้โอกาสนี้ในการส่งกำลังทหารจำนวนมหาศาลเข้ามาในจีนเพื่อ รุกรานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ แนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่น (United Front) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น (Ep. 8) ต้องพิสูจน์ตนเอง
* จีนที่พร้อมจะสู้: ในครั้งนี้ เจียง ไคเช็ก (Chiang Kai-shek) ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกองทัพของตนเองและประชาชน ไม่ได้เลือกที่จะยอมจำนนเหมือนในเหตุการณ์ที่แมนจูเรีย (Ep. 6) เขาได้ประกาศว่าจีนจะ ต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตย อย่างเต็มที่
* การร่วมรบ: กองทัพของ พรรคก๊กมินตั๋ง และกองทัพแดงของ พรรคคอมมิวนิสต์ ได้เริ่มปฏิบัติการร่วมกันเพื่อต้านทานการรุกรานของญี่ปุ่น แม้ว่าจะยังคงมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ แต่พวกเขาก็ถูกบังคับให้ต้องหันมาเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกันอย่างจริงจัง
🌍 จุดเริ่มต้นของสงครามโลก
เหตุการณ์ที่สะพานมาร์โก โปโล ไม่ใช่แค่การทำสงครามของสองชาติ แต่เป็นการเริ่มต้นของ สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชีย ซึ่งจะกินเวลายาวนานกว่า 8 ปี และทำให้จีนต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสงครามที่ไม่มีใครเคยจินตนาการถึง
"เสียงปืนที่สะพานมาร์โก โปโล เป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามที่จะรวมประเทศจีนโดยสันติ และเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่ทำให้จีนต้องถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ได้ทำให้จีนที่เคยแตกแยก (จากยุคขุนศึก, KMT และ CCP) ต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งเพื่อการอยู่รอดของชาติ"
🇨🇳 บทสรุป: จากสงครามกลางเมืองสู่สงครามโลก (1 ก.ย. 1939)
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในยุโรปด้วยการบุกโปแลนด์ของเยอรมนี จีน ได้เข้าสู่บทบาทในสงครามโลกมาแล้วกว่า 2 ปี การปะทะที่สะพานมาร์โก โปโล (Ep. 9) ได้จุดประกายสงครามที่ทำให้จีนต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชาติ
🤝 พันธมิตรที่เปราะบางที่สุดในโลก
ณ ขณะนั้น จีนได้เข้าสู่ยุค แนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่น (United Front) ที่เปราะบางและเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ:
* ก๊กมินตั๋ง (KMT) และ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ซึ่งเคยทำสงครามกลางเมืองกันมานานนับสิบปี (Ep. 5) กำลังต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของ เจียง ไคเช็ก ในฐานะผู้นำกองทัพ
* การต่อสู้ในเงามืด: แม้จะร่วมมือกันในสนามรบ แต่ทั้งสองพรรคก็ยังคงวางแผนที่จะช่วงชิงอำนาจทางการเมืองจากกันอยู่ตลอดเวลา โดยสงครามกลางเมืองเพียงแค่ ถูกระงับไว้ชั่วคราว เท่านั้น
💔 โศกนาฏกรรมแห่งการรวมชาติ
ช่วง Interwar ในจีนคือ การแข่งขันกับเวลา ที่น่าเศร้า: ประเทศพยายามรวมตัวกันจากยุคขุนศึก (Ep. 1), พยายามสร้างชาติใหม่ (Ep. 2, 3) และพยายามสร้างรัฐบาลกลาง (Ep. 4) แต่สงครามกลางเมืองที่รุนแรง (Ep. 5, 7) ได้ทำให้ชาติอ่อนแอและเปิดช่องให้ จักรวรรดิญี่ปุ่น เข้ามาแทรกแซง (Ep. 6)
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นในยุโรป จีนได้กลายเป็น สมรภูมิหลัก ของสงครามโลกในเอเชียอย่างสมบูรณ์ และการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชาติก็ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของสงครามในระดับโลก
บทสรุป: อดีตที่กำหนดอนาคต
การต่อสู้เพื่ออำนาจภายในของจีนในช่วง Interwar ได้ถูกแทนที่ด้วยการต่อสู้เพื่อ การดำรงอยู่ของชาติ การตัดสินใจที่ผิดพลาดและการหักหลังทางการเมืองในอดีตได้ส่งผลให้จีนต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นรากฐานของความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเวลาต่อมา
"จีนจบยุค Interwar ในฐานะชาติที่ถูกสงครามทำลายอย่างหนักหน่วงที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่เริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวจากความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่เริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวจากความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่จะกำหนดอนาคตทางการเมืองของชาติไปตลอดกาล"
ทีมงาน : Exit the SIM

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา