1 ต.ค. 2025 เวลา 12:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์จะมีอายุถึง 150 ปี?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความหลงใหลของมนุษยชาติในเรื่องการยืดอายุขัย หรือการมี “อายุยืน” นั้น มีมาโดยตลอด
ทุกวันนี้ ความหลงใหลนั้นกำลังพุ่งขึ้นสุดขีด เมื่อวิทยาศาสตร์ได้บรรจบกับความทะเยอทะยานที่จะผลักดันขีดจำกัดของชีวิตมนุษย์ “ขบวนการยืดอายุ” ได้รับแรงผลักดันจากความก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในด้านชีววิทยาศาสตร์ การบำบัดด้วยยีน และงานวิจัยต่อต้านความชรา ผู้ที่เป็นผู้นำในขบวนการนี้ต่างพูดอย่างตื่นเต้นถึงความเป็นไปได้ในการ “เอาชนะความตาย”
แต่เราอาจจะตื่นเต้นกันเกินไปหรือเปล่า?
ที่ศูนย์กลางของความตื่นเต้นนี้ คือกลุ่มผู้ประกอบการและนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังลงทุนและทดลองกับเทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้ ตัวอย่างก็เช่น “ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson)” ชายชาวอเมริกัน ผู้ได้กลายเป็นข่าวใหญ่จากความพยายามที่จะย้อนวัย โดยจอห์นสันได้ใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับการดูแลสุขภาพต่อต้านความชราอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร การออกกำลังกาย การเสริมอาหาร ไปจนถึงการถ่ายเลือดจากลูกชายของเขาเอง
ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson)
จุดที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์อาจทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวกว่าที่เคยเป็นมา อาจถึง 150 ปีหรือมากกว่านั้น สำหรับหลายคนแล้ว แนวโน้มนี้ชวนให้หลงใหล เพราะหมายถึงโอกาสที่จะได้มีเวลาเพิ่มขึ้น และคำมั่นสัญญาว่าจะสามารถรักษาความเยาว์วัยและสุขภาพไว้ได้แม้ในวัยชรา
อย่างไรก็ตาม มีน้อยคนนักที่อยากมีชีวิตยืนยาวโดยปราศจากการมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี
ในโลกที่ความชรามักถูกเชื่อมโยงกับความเสื่อมถอย ความอ่อนแอ และโรคภัย การมีความหวังว่าจะยืดอายุขัยไปพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงจึงเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจไม่น้อย
แต่ในขณะที่ความตื่นเต้นได้แพร่กระจายไปทั่ว ก็ยังมีคำถามตามมา
“วิทยาศาสตร์สามารถยืดอายุมนุษย์ได้ไกลแค่ไหนในความเป็นจริง?”
และแม้ว่าเราจะอยู่ถึง 150 ปีได้จริง คำถามก็คือ “เราควรหรือไม่?”
ขณะที่งานวิจัยก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้ความเข้าใจเรื่องชีววิทยาของความชราดีขึ้น คำถามเหล่านี้ก็จะยังคงกำหนดทิศทางของการถกเถียงเรื่องความยืนยาวของชีวิต
แนวคิดที่สำคัญต่อการยืดอายุมนุษย์คือ “ความเร็วหลบหนีแห่งความยืนยาว (Longevity Escape Velocity)” หรือ “LEV”
แนวคิดนี้เสนอว่าอาจมีจุดหนึ่งที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพสามารถยืดอายุมนุษย์ได้เร็วกว่าอัตราการชรา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเราสามารถซื้อเวลาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งปีต่อทุกปีที่ผ่านไป เราอาจบรรลุสภาวะความเร็วหลบหนีที่ความแก่และความตายถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
แนวคิดนี้มาจาก “ออเบรย์ เดอ เกรย์ (Aubrey de Grey)” นักวิชาการชาวอังกฤษ และกลุ่มนักวิจัยด้านการยืดอายุคนอื่นๆ โดยพวกเขาเชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู การบำบัดยีน และการแทรกแซงเพื่อชะลอวัย อาจทำให้เราสามารถผลักดันขีดจำกัดของอายุมนุษย์ได้ต่อไป โดยความหวังสูงสุดของผู้ที่เชื่อใน LEV ก็คือ มนุษย์อาจมีชีวิตได้ถึง 150 ปีหรือมากกว่านั้น หากความก้าวหน้าทางการแพทย์สามารถแซงหน้าอัตราการชราได้จริง
สองขั้นตอนสู่ LEV คือ
1.ระยะเริ่มต้น อายุคาดเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปีต่อทศวรรษ มาจากการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุหรือจากเวชศาสตร์ฟื้นฟู
2.ระยะเติบโต เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ดีขึ้น ผลลัพธ์เหล่านี้จะสะสมไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่อัตราการซ่อมแซมและย้อนรอยความเสียหายจากความชราเท่ากับหรือมากกว่าอัตราที่เรากำลังแก่ตัว
เมื่อบรรลุ LEV แล้ว แต่ละปีของการวิจัยด้านความชราจะซื้อเวลาเพิ่มให้เราอีกมาก ผลักเพดานอายุมนุษย์ออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเชิงทฤษฎี ก็อาจทำให้ผู้คนมีอายุยืนถึง 150 ปีหรือมากกว่านั้น หากมีการค้นพบใหม่ๆ ต่อเนื่อง
นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า LEV อาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า นั่นหมายความว่า เด็กที่เกิดในวันนี้ก็อาจมีโอกาสใช้ชีวิตยืนยาวเกินกว่าที่เราเคยคิด
แนวคิดเรื่อง LEV ยังเชื่อมโยงกับแนวคิด “การยืดอายุแบบสุดขั้ว (Radical Life Extension)” ซึ่งเสนอว่า มนุษย์อาจมีชีวิตยืนยาวกว่ามาตรฐานปัจจุบัน (80–90 ปี) อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การยืดอายุสุดขั้วจะมุ่งเน้นไปที่การคำนวณว่า เราจะสามารถเพิ่มอายุเฉลี่ยได้อย่างมีนัยสำคัญ (เช่น 0.3 ปีต่อปี) ด้วยแนวโน้มและความก้าวหน้าปัจจุบันได้จริงหรือไม่
นักวิจัยส่วนใหญ่ในสาขานี้สรุปตรงกันว่า การยืดอายุอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการอยู่ถึง 150 ปีขึ้นไป จะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีการค้นพบใหม่ๆ ที่สามารถชะลอหรือย้อนรอยกระบวนการชราทางชีววิทยาได้อย่างจริงจัง และนี่คือจุดที่ LEV กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากไม่สามารถบรรลุ LEV ได้ การมีชีวิตถึง 150 ปีหรือมากกว่านั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้
แล้วอะไรคืออุปสรรคที่ถ่วงไว้?
แม้ความฝันเรื่องชีวิต 150 ปีจะน่าตื่นเต้น แต่คำถามสำคัญก็มีหลายข้อ เช่น เราจะต้องเจอกับขีดจำกัดทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้หรือไม่? เทคโนโลยีต่อต้านความชราจะสามารถเข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไปจริงหรือ? หรือจะกลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะคนรวย? และที่สำคัญที่สุด หากเรามีชีวิตถึง 150 ปีได้จริง มนุษย์ควรเลือกแบบนั้นจริงหรือไม่?
จากความเข้าใจในปัจจุบัน การไปถึง LEV ยังถูกจำกัดด้วยหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.ความแก่ชราทางชีววิทยา
ความก้าวหน้าเรื่องอายุขัยในศตวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (เช่น การเสียชีวิตของทารก, โรคติดเชื้อ) และการรักษาโรคในวัยกลางคน (เช่น โรคหัวใจ, มะเร็ง) แต่การ “ชะลอความแก่” โดยตรง โดยเฉพาะในวัยชรามากๆ กลับถูกพิสูจน์แล้วว่ายากกว่ามาก
2.การบีบช่วงอายุการตาย
เมื่ออายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น การเสียชีวิตกลับกระจุกตัวอยู่ในช่วงอายุแคบๆ (ประมาณ 70–90 ปี) หมายความว่าคนส่วนใหญ่อายุยืนขึ้น แต่ก็มักเสียชีวิตในวัยใกล้เคียงกัน หากจะก้าวข้ามกำแพงนี้ไปถึง 150 ปี เราจำเป็นต้องลดอัตราการเสียชีวิตในวัยชราสุดขีดอย่างหนัก ซึ่งการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได
3.ข้อจำกัดทางการรักษา
แพทย์ในปัจจุบันจะเน้นการรักษาโรคเมื่อโรคเกิดขึ้น แทนที่จะป้องกันสาเหตุของความชราตั้งแต่ต้น ดังนั้น การไปถึง LEV จึงต้องการการเปลี่ยนแนวคิด จากการ “จัดการโรค” ไปสู่การ “ย้อนหรือหยุดยั้งความแก่” ในระดับเซลล์และโมเลกุล
เส้นทางสู่ LEV ก็เช่น
-เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) ฟื้นฟูหรือทดแทนเนื้อเยื่อและอวัยวะที่เสียหาย รวมถึงการย้อนรอยความเสียหายระดับเซลล์
-Gene Therapy และการฟื้นคืนวัย (Rejuvenation) พัฒนาการรักษาที่หมุนเข็มนาฬิกากลับของเซลล์ เช่น การกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพ
-การใช้ยาที่มีอยู่แล้ว ยาหลายๆ ตัวและสารประกอบใหม่ๆ กำลังถูกศึกษาเพื่อดูว่าจะชะลอความแก่และยืดอายุสุขภาพได้หรือไม่ โดยมีหลายโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อทำการศึกษา
แล้วปัจจุบันเราอยู่ตรงไหน?
ในประเทศรายได้สูง อายุขัยเพิ่มขึ้นชัดเจนตลอดศตวรรษที่ 20 แต่ตั้งแต่ยุค 90 (พ.ศ.2533-2542) อัตราการเพิ่มขึ้นกลับชะลอตัวลงมาก ซึ่งหากไม่มีการค้นพบความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับชีววิทยาความแก่ ก็จะเป็นไปได้ยากที่จะดันอายุมนุษย์ไปถึงระดับ 150 ปี
แต่ผู้สนับสนุน LEV ก็ต่างมองโลกในแง่ดี โดยเชื่อว่าการวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการต้านความชรา จะนำไปสู่การค้นพบที่ทำให้ LEV เกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า มนุษย์อาจมีชีวิตถึง 150 ปีหรือมากกว่านั้น และบางคนอาจเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นอมตะทางชีววิทยา” ที่ความแก่ไม่ใช่ตัวการหลักที่ทำให้เสียชีวิต
แต่นักวิชาการบางคนก็ชี้ว่า หลักฐานปัจจุบันได้บ่งบอกว่าการยืดอายุแบบสุดขั้วยังห่างไกลเกินเอื้อม และข้อมูลใหม่ๆ เรื่องแนวโน้มอายุขัยก็ชี้ว่าพวกเขาอาจจะใกล้ความจริงมากกว่า
สำหรับ “การยืดอายุแบบสุดขั้ว (Radical Life Extension)” ซึ่งหมายถึงการเพิ่มอายุคาดเฉลี่ยตั้งแต่เกิดให้มากขึ้น 0.3 ปีต่อปี (หรือประมาณ 3 ปีต่อ 10 ปี) ในศตวรรษที่ 20 บางช่วงก็ทำได้จริง โดยมีแรงขับจากมาตรการสาธารณสุขครั้งใหญ่ เช่น การฉีดวัคซีน ยาปฏิชีวนะ และการรักษาโรคติดเชื้อ แต่ในศตวรรษที่ 21 การรักษาอัตรานี้กลับทำได้ยากมาก แม้หลังปีค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) อัตราการเพิ่มอายุขัยจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ชะลอตัวลงมาก
1
มีเพียงแค่เกาหลีใต้และฮ่องกงเท่านั้นที่ยังคงรักษาระดับการเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์นี้ได้หลังปีค.ศ.1990 (พ.ศ.2533)
”Lifespan inequality“ หรือ “ความไม่เสมอภาคด้านอายุขัย“ กำลังลดลงเรื่อยๆ ในกลุ่มประชากรที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Mortality Compression” หรือ “การบีบตัวของการเสียชีวิต” ซึ่งหมายถึงคนจำนวนมากขึ้นสามารถมีชีวิตยืนยาว และการเสียชีวิตมักจะกระจุกตัวในช่วงอายุแคบๆ มากขึ้น
1
ตัวอย่างก็เช่น ในประเทศที่มีอายุขัยสูง เช่น ญี่ปุ่นและสวีเดน คนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในช่วงอายุระหว่าง 70–90 ปี และน้อยคนมากที่จะเสียชีวิตก่อนหรือหลังช่วงอายุนี้
ผลกระทบในเชิงปฏิบัติ ก็เช่น ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของอายุขัยในอดีต ซึ่งมาจากการป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (เช่น ป้องกันการเสียชีวิตของทารก การควบคุมโรคติดเชื้อ) แต่ปัจจุบัน ผลประโยชน์หลักๆ จากมาตรการเหล่านี้ได้ถูกเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว
1
หากจะเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยให้สูงขึ้นอีก ก็จะต้องลดการเสียชีวิตในวัยชรามากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาจจะสรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ Mortality Compression บ่งบอกว่า การเพิ่มอายุขัยในอนาคตจะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีการค้นพบใหม่ๆ ที่สามารถชะลอความแก่ทางชีววิทยาได้จริง ดังนั้น แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอายุขัยจะยังคงช้าลงอย่างต่อเนื่อง
แล้วทำไมการเพิ่มขึ้นของอายุขัยจึงชะลอตัวลง?
1. ผลตอบแทนที่ลดลงจากมาตรการด้านสาธารณสุขและการแพทย์
ตลอดศตวรรษที่ 20 และการเพิ่มขึ้นของอายุขัยส่วนใหญ่ เกิดจากการลดการเสียชีวิตในวัยเด็กและวัยมารดา รวมทั้งการจัดการโรคติดเชื้อ แต่ปัจจุบัน ผลลัพธ์เหล่านี้ได้ถูกใช้ไปแทบหมดแล้ว การจะทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นอีก จำเป็นต้องลดการเสียชีวิตในวัยสูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก
2. ขีดจำกัดของอายุขัยภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
ในหลายประเทศ อายุขัยเฉลี่ยกำลังเข้าใกล้สิ่งที่นักวิจัยมองว่าเป็นขีดจำกัดบนภายใต้สภาพปัจจุบัน คือประมาณ 85 ปีสำหรับผู้หญิง และ 82 ปีสำหรับผู้ชาย
1
อาจจะยกเว้นฮ่องกงและเกาหลีใต้ โดยทุกประเทศที่ศึกษา พบว่าการเพิ่มขึ้นของอายุขัยชะลอตัวลงเหลือไม่ถึง 0.2 ปีต่อปี โดยในประเทศพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น อัตราการเพิ่มขึ้นตกต่ำอย่างชัดเจนในช่วงยุค 2010 (พ.ศ.2553-2562) โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อายุขัยเฉลี่ยนั้นหยุดนิ่ง และบางปียังลดลงอีกด้วย
1
3. ข้อจำกัดแม้ในกลุ่มประชากรที่อายุยืนที่สุด
แม้ในญี่ปุ่นและสวีเดน ซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่ประชากรอายุยืนที่สุด แต่ขีดจำกัดของอายุขัยก็เหมือนจะถึงเพดานแล้วเช่นกัน
แม้ในสภาวะที่ดีที่สุด ก็มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตถึง 100 ปี ได้ โดยจากข้อมูลปี 2019 พบว่าผู้หญิง 5.1% และผู้ชาย 1.8% (ใน 8 ประเทศที่ศึกษา) เท่านั้นที่มีอายุถึง 100 ปี โดยฮ่องกงนั้นสูงสุด คือ 12.8% ของผู้หญิง และ 4.4% ของผู้ชาย ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุด
สิ่งนี้ขัดแย้งกับการทำนายเชิงบวกที่บอกว่า เด็กที่เกิดวันนี้จำนวนมากจะมีชีวิตถึง 100 ปี
สำหรับเงื่อนไขในการเพิ่มอายุขัยเพียง 1 ปี ตัวอย่างจากญี่ปุ่น คือต้องลดอัตราการเสียชีวิต 20.3% ในผู้หญิง และ 9.5% ในผู้ชาย ในทุกช่วงอายุ จึงจะทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 1 ปี และหากจะดันอายุขัยเฉลี่ยตั้งแต่เกิดไปถึง 110 ปี ก็ต้องลดอัตราการเสียชีวิตทุกช่วงอายุลงถึง 88% เมื่อเทียบกับปัจจุบัน
นั่นหมายถึงต้องกำจัดแทบทุกสาเหตุการเสียชีวิตหลัก และผลักดันขีดจำกัดของชีวิตมนุษย์ให้ยืนยาวกว่าสถิติสูงสุดปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 122.45 ปี
หากมนุษย์จะมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 110 ปี จะต้องมีผู้หญิงมากกว่า 70% ที่สามารถมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 100 ปี และประมาณ 6% ของประชากร จะต้องมีชีวิตอยู่ถึง 150 ปีขึ้นไป
ซึ่งตามแนวโน้มปัจจุบันและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
ถ้าอย่างนั้น ความหวังเรื่องอายุยืน 150 ปี เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันหรือไม่?
การยืดอายุแบบสุดขั้ว ดูเหมือนจะแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน หากไม่มีการค้นพบครั้งใหญ่ที่สามารถชะลอความแก่ทางชีววิทยาได้จริง และ “การปฏิวัติความยืนยาวครั้งแรก (First Longevity Revolution)” ที่เกิดจากการลดการเสียชีวิตในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วในประเทศรายได้สูง
การจะผลักดันให้อายุขัยยาวกว่านี้ ต้องชะลอความแก่โดยตรง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะในโลกนี้ เทคโนโลยีอื่นๆ ก็กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และใครจะรู้ว่าในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า เราอาจเห็นสิ่งที่ปัจจุบันถูกมองว่า “เป็นไปไม่ได้” อาจจะกลายเป็นจริงก็ได้
บางที การคาดการณ์ที่บอกว่า “การยืดอายุสุดขั้วเป็นไปไม่ได้” ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ผิดในอนาคตก็ได้
โฆษณา