3 ต.ค. 2025 เวลา 11:13 • การเมือง

บทวิเคราะห์เชิงลึก: พลวัตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา-จีน และนัยยะต่อความมั่นคงแห่งชาติ

พลวัตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา-จีน
prashya Global
1. บทนำ: บริบทความขัดแย้งและข้อกล่าวหาถึงการแทรกแซงจากมหาอำนาจ
เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดได้ขยายตัวจากข้อพิพาททวิภาคีไปสู่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ภายหลังจากรายงานข่าวกรองที่น่าเชื่อถือซึ่งถูกขยายความโดยสื่อ New York Times ได้ชี้ให้เห็นถึงการสนับสนุนทางทหารโดยตรงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแก่กัมพูชา
การเปิดเผยข้อมูลนี้ได้ยกระดับความขัดแย้งให้มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง และสร้างความตึงเครียดที่เสี่ยงต่อการปะทะรอบใหม่ บทวิเคราะห์ฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากหลายมิติ ทั้งด้านการทหาร การทูต และผลประโยชน์ของมหาอำนาจ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและเสนอแนะแนวทางเชิงยุทธศาสตร์แก่ผู้กำหนดนโยบายของไทย
ความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อสถานการณ์นี้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการประเมินศักยภาพทางทหารที่เปลี่ยนแปลงไปของกัมพูชา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำความเข้าใจพลวัตของความขัดแย้งและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
2. การประเมินศักยภาพทางทหารของกัมพูชา: การพัฒนากำลังรบหลังปี พ.ศ. 2554
การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านแสนยานุภาพของกองทัพกัมพูชาหลังเหตุการณ์ปะทะในปี พ.ศ. 2554 ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน การมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ที่กัมพูชาจัดหาเข้ามาประจำการ จะช่วยให้ฝ่ายไทยสามารถประเมินเจตนาและขีดความสามารถที่แท้จริงของกัมพูชาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ตารางด้านล่างนี้สรุปยุทโธปกรณ์สำคัญที่กัมพูชาจัดหาเพิ่มเติมภายหลังเหตุการณ์ปะทะปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพทางการรบอย่างมีนัยสำคัญ
ระบบอาวุธ รายละเอียดและที่มา
ปืนใหญ่อัตราจร SH1 เป็นระบบปืนใหญ่ที่จัดหามาใหม่ คาดว่าเป็นการจัดซื้อจากจีน
จรวดหลายลำกล้อง PHL-03 เป็นระบบจรวดที่มีขีดความสามารถในการยิงไกลถึง 130 กิโลเมตร คาดว่าเป็นการจัดซื้อจากจีน และยังอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระ
จรวดต่อสู้อากาศยาน KS-1C (พื้นสู่อากาศ) เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ได้รับมอบมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นอาวุธมือสองจากจีน มีระยะยิงไกล 50 กิโลเมตร ซึ่งเป็นขีดความสามารถที่กัมพูชาไม่เคยมีมาก่อน คาดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับสัมปทานโครงการคลองเตโช
เป็นที่น่าสังเกตว่า ระบบจรวดต่อสู้อากาศยาน KS-1C นี้ เชื่อว่าเป็น "ตาข่ายคลุมท้องฟ้า" ที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซนเคยกล่าวอ้างว่าจะใช้ปกป้องน่านฟ้ากัมพูชา ซึ่งทำให้การที่ระบบนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการปะทะครั้งล่าสุดยิ่งเป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยสามารถตั้งข้อสันนิษฐานได้หลายประการ:
* ปริมาณจำกัด: อาจมีจำนวนน้อยจึงถูกสงวนไว้เพื่อป้องกันเมืองหลวงอย่างพนมเปญ
* ความไม่พร้อมในการใช้งาน: การได้รับยุทโธปกรณ์มาเพียง 2-3 ปี อาจยังไม่เพียงพอต่อการฝึกฝนกำลังพลให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
* ความเสียหาย: เนื่องจากเป็นอาวุธมือสอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายหรือขัดข้องทางเทคนิค
การเสริมสร้างศักยภาพทางทหารอย่างมีนัยสำคัญนี้ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของอาวุธที่ใช้ในการปะทะครั้งล่าสุด โดยเฉพาะจรวดขนาด 122 มม. จำนวนมหาศาล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับรายงานข่าวกรองที่เปิดเผยโดย New York Times
3. เจาะลึกรายงานข่าวกรอง: การสนับสนุนทางทหารจากจีนสู่สมรภูมิชายแดน
บทความใน New York Times มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากผู้เขียนเป็น "Defense Correspondent" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และที่สำคัญคือมีการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข่าวระดับสูงในกองทัพไทยถึง 3 คน ซึ่งให้การยืนยันตรงกันว่าข้อมูลเป็นความจริง
รายละเอียดสำคัญจากรายงานที่อ้างอิงเอกสารลับของหน่วยข่าวกรองไทย สามารถสรุปได้ดังนี้:
* วิธีการขนส่ง: เครื่องบินลำเลียง Y-20 จำนวน 6 เที่ยวบิน
* ปริมาณ: ตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 24 ตู้
* ปลายทาง: เมืองท่าสีหนุวิลล์
* ช่วงเวลา: เดือนมิถุนายน ก่อนเกิดการปะทะเพียงไม่กี่วัน
* ประเภทอาวุธ: ส่วนใหญ่เป็นจรวดขนาด 122 มม.
ความเชื่อมโยงระหว่างการส่งมอบอาวุธล็อตนี้กับสถานการณ์การรบจริงนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างยิ่ง โดยข้อมูลระบุว่าในช่วง 5 วันของการปะทะ กัมพูชายิงจรวดประเภทนี้ใส่ไทยถึง 3,400 นัด การยิงซัลโวอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในชั่วโมงแรกๆ ของการปะทะ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากหลักนิยมการยิงที่จำกัดมากกว่าในการปะทะปี พ.ศ. 2554 ความสามารถในการยิงอย่างต่อเนื่องและหนาแน่นเช่นนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการได้รับคลังอาวุธขนาดใหญ่ที่พร้อมใช้งานมาอย่างฉับพลัน ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานข่าวกรองดังกล่าวเป็นอย่างมาก อีกทั้งจรวดที่ตกใส่ร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) จนเป็นข่าวโด่งดัง ก็เป็นจรวดประเภทนี้เช่นกัน
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การส่งมอบอาวุธครั้งนี้เป็น "การซื้อขาย" หรือ "การให้เปล่า" หากเป็นการซื้อขายแบบเร่งด่วน (Express Delivery) ซึ่งผิดปกติจากการขนส่งทางเรือ ก็อาจมองได้ว่าเป็นธุรกรรมทางการค้า แต่หากเป็นการให้เปล่าเพื่อสนับสนุนการรบโดยตรง จะสะท้อนถึงการเลือกข้างของจีนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลักฐานที่ปรากฏทำให้บทบาทของจีนกลายเป็นประเด็นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยไม่อาจเพิกเฉย และจำเป็นต้องมีการกำหนดท่าทีทางการทูตที่ชัดเจนและหนักแน่นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
4. การวิเคราะห์ผลประโยชน์ของจีน: เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุนกัมพูชา
การดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ ได้วิเคราะห์ไว้อย่างเฉียบคมว่า ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความพึงพอใจต่อชาติใดชาติหนึ่ง แต่ตั้งอยู่บนการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองเป็นที่ตั้ง การกระทำทุกอย่างของจีนจึงถูกชี้นำด้วยผลประโยชน์เป็นสำคัญ
ในกรณีของกัมพูชา จีนมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้าถึงฐานทัพเรือเรียมเพื่อฉายภาพกำลังทางทะเล และการคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกาในสมรภูมิทะเลจีนใต้ การสนับสนุนกัมพูชาจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของจีน
ในอีกมิติหนึ่ง การรั่วไหลของเอกสารข่าวกรองสู่สื่อตะวันตกอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ "ยืมปากสื่อตะวันตก" ที่ฝ่ายไทยอาจนำมาใช้ ซึ่งถือเป็น "หมากที่ชาญฉลาด" การใช้สื่อที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง New York Times เป็นผู้เปิดประเด็น ช่วยสร้างความชอบธรรมให้ไทยสามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับจีนอย่างเป็นทางการได้ โดยไม่ต้องเป็นฝ่ายเปิดฉากกล่าวหาโดยตรง กลยุทธ์นี้ช่วยให้ไทยสามารถเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับมาเป็นฝ่ายเดินเกมรุกทางการทูตได้อย่างมีชั้นเชิง
เมื่อเข้าใจถึงแรงจูงใจและผลประโยชน์ของจีนแล้ว คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับประเทศไทยคือ เราควรจะดำเนินนโยบายทางการทูตอย่างไรเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: แนวทางการทูตเชิงรุกสำหรับประเทศไทย
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีพลวัตของมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการทูตเชิงรับไปสู่ "การทูตเชิงรุก" (Proactive Diplomacy) เพื่อจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ
ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินนโยบายต่อจีน:
* ยกระดับการสื่อสารอย่างเป็นทางการ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรเชิญ "เอกอัครราชทูตจีน" เข้าพบโดยตรง การดำเนินการในระดับสูงสุดนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเด็นดังกล่าวมีความร้ายแรงและเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่ใช่การหารือผ่านเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา
* กำหนดสาระสำคัญในการเจรจา: ฝ่ายไทยควรมุ่งเน้นข้อเรียกร้องที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม 2 ประการ:
1. การควบคุมอาวุธที่ส่งมอบไปแล้ว: เรียกร้องให้จีนใช้อิทธิพลที่มีอยู่ สั่งการไปยังผู้นำกัมพูชาให้ "ห้ามใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีขีดความสามารถทำลายล้างสูง" ที่จีนได้มอบให้ โดยย้ำว่าหากมีการนำอาวุธดังกล่าวมาใช้กับไทย จะถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรจากทั้งกัมพูชาและจีน ข้อเรียกร้องนี้มีบรรทัดฐานในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น กรณีที่สหรัฐอเมริกากำหนดข้อจำกัดอย่างชัดเจนในการใช้อาวุธที่ส่งมอบให้แก่ยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศผู้ส่งมอบยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้งานอาวุธของตนได้หลังการส่งมอบ
2. การส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค: ชี้ให้จีนเห็นว่าผลประโยชน์ระยะยาวที่ดีที่สุดของจีนคือการที่ไทยและกัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างสันติ และขอให้จีนส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้นำกัมพูชาให้ยุติการกระทำที่ยั่วยุและหันหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินนโยบายในเวทีอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศ:
* การเดินสายสร้างความเข้าใจ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศควรเดินทางไปพบหารือกับผู้นำมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบัน), ฟิลิปปินส์ (ประธานอาเซียนคนต่อไป), และอินโดนีเซีย (ในฐานะผู้มีบทบาทนำในอาเซียน) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างแนวร่วม ป้องกันไม่ให้ไทยต้องเพลี่ยงพล้ำทางการทูตในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน
* การปรับท่าทีทางการทูต: ประเทศไทยต้องยุติการ "ด้อยค่าประเทศตัวเอง" ในสายตาของจีนและมหาอำนาจอื่น ๆ โดยปรับเปลี่ยนท่าทีให้มีความสมดุล เป็นดังที่ท่านทูตพิศาลแนะนำคือ "นุ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม สุภาพแต่หนักแน่น" การแสดงออกถึงความมั่นคงในหลักการและผลประโยชน์ของชาติจะช่วยสร้างความน่าเกรงขามและเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับประเทศ
การดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตเชิงรุกอย่างมีบูรณาการและชั้นเชิง จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกสถานการณ์ให้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทย
6. บทสรุป: การปรับกระบวนทัศน์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชามีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับพลวัตของมหาอำนาจอย่างแยกไม่ออก หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการสนับสนุนทางทหารจากจีนสู่กัมพูชา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของการซื้อขายแบบเร่งด่วนหรือการให้เปล่า ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย
ท้ายที่สุด สถานการณ์นี้ได้สร้างความจำเป็นเร่งด่วนทางยุทธศาสตร์ให้แก่ประเทศไทย นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากท่าทีทางการทูตเชิงรับไปสู่การทูตเชิงรุก ความท้าทายนี้มิใช่เป็นเพียงการจัดการข้อพิพาทชายแดน แต่เป็นการปรับเทียบความสัมพันธ์กับมหาอำนาจที่กำลังเข้ามามีบทบาทกำหนดภูมิทัศน์ความมั่นคงในภูมิภาคอย่างแข็งขัน การรับมือกับความเป็นจริงใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดของนโยบายต่างประเทศไทยในทศวรรษข้างหน้า
โฆษณา