18 ต.ค. 2025 เวลา 02:09 • ธุรกิจ

กำเนิดใหม่ Philips ตำนาน 130 ปี ที่เกือบไม่ได้ไปต่อ… จากหลอดไฟสู่ความหวังใหม่ของวงการแพทย์

ถ้าพูดถึงชื่อ Philips คนไทยส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงภาพของหลอดไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่คุ้นเคยกันมานานหลายสิบปี
แต่ใครจะรู้ว่าวันนี้ Philips ที่เรารู้จักได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง จากยักษ์ใหญ่ในโลกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค กลายมาเป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพระดับแถวหน้าของโลก
นี่คือเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่งของบริษัทที่มีอายุกว่า 130 ปี ที่ไม่ยอมจำนนต่อคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่กลับลุกขึ้นมาผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง
จุดเริ่มต้นของตำนานนี้ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1891 ณ เมือง Eindhoven ประเทศเนเธอร์แลนด์
สองพี่น้องตระกูล Philips คือ Gerard Philips และ Anton Philips ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ เพื่อผลิตหลอดไฟ โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินตัว นั่นคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
1
หลายคนอาจจะเคยเรียนมาว่า Thomas Edison คือผู้คิดค้นหลอดไฟสำเร็จเป็นคนแรกในปี 1879 แล้วสองพี่น้องชาวดัตช์คู่นี้เข้ามาสร้างความแตกต่างได้อย่างไร?
คำตอบคือ “การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”
ในขณะที่หลอดไฟยุคแรกของ Edison ใช้ไส้หลอดที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งผลิตได้ช้าและมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ วิศวกรของ Philips ได้ค้นพบวิธีใหม่ที่เหนือกว่า
พวกเขาใช้ “ฝ้าย” มาละลายในสารละลายชนิดพิเศษ แล้วรีดออกมาเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพสูงกว่า ทนทานกว่า และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้รวดเร็วกว่ามหาศาล
นวัตกรรมเล็ก ๆ นี้เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มันทำให้ Philips สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากกว่า 10 เท่าภายในเวลาเพียงทศวรรษเดียว
ในยุคนั้นอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นไฟถนนในยุโรป ไปจนถึงแสงสว่างในพระราชวังของรัสเซีย ล้วนมาจากหลอดไฟของ Philips ทั้งสิ้น
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น พวกเขาก็เริ่มนำความเชี่ยวชาญด้านหลอดไฟและหลอดสุญญากาศ ไปต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนโลก
ในปี 1927 Philips ได้เปิดตัววิทยุเครื่องแรก ซึ่งใช้เทคโนโลยีหลอดวิทยุที่เป็นญาติสนิทกับหลอดไฟ ตามมาด้วยการพัฒนาหลอด X-ray สำหรับวงการแพทย์
จากผู้ผลิตหลอดไฟรายเล็ก ๆ ในวันนั้น Philips ได้ค่อย ๆ ขยายอาณาจักร จนกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีไฟฟ้าระดับโลก
ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 นวัตกรรมจาก Philips ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเทปคาสเซต ไปจนถึงเครื่องโกนหนวดและอุปกรณ์ในครัว
ความสำเร็จของ Philips ในยุคนั้น เกิดจากความสามารถในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว
แต่แล้ว เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุคดิจิทัลในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 บัลลังก์ของ Philips ก็เริ่มสั่นคลอน
บริษัทที่เคยเป็น “ผู้นำ” ด้านนวัตกรรม กลับกลายเป็น “ผู้ตาม” ในหลายสมรภูมิ การแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งสายเลือดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ Philips ลดลงอย่างน่าใจหาย
ปัญหาใหญ่ที่สุดของ Philips ในช่วงเวลานั้นคือ “การขาดโฟกัส”
อาณาจักรของพวกเขายิ่งใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขามากเกินไป มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่หลอดไฟ, เครื่องเสียง, โทรทัศน์ ไปจนถึงชิปคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่สามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อแข่งขันในแต่ละตลาดได้อย่างเต็มที่
ประกอบกับโครงสร้างองค์กรที่ใหญ่โตและอุ้ยอ้าย ทำให้การตัดสินใจล่าช้า ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของตลาด
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือหายนะทางการเงิน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 บริษัทต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนัก คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
Philips จำเป็นต้องปิดโรงงานหลายแห่ง และปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมาก สถานการณ์ในตอนนั้นเลวร้ายถึงขนาดที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ตำนานกว่าร้อยปีของ Philips อาจจะต้องปิดฉากลงในไม่ช้า
แต่ในทุกวิกฤต ย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ
ผู้บริหารของ Philips ตระหนักดีว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ หากยังคงยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ก็มีแต่จะจมลงไปพร้อมกับเรือที่กำลังจะล่ม
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึงในปี 2011 เมื่อ Frans van Houten ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็น CEO คนใหม่
เขามองเห็นโอกาสในธุรกิจที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือ “การดูแลสุขภาพ” หรือ HealthTech
Van Houten เล็งเห็นว่ากระแสโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ประชากรโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และผู้คนเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มมากขึ้น
แนวโน้มเหล่านี้จะสร้างความต้องการด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และบริการสุขภาพอย่างมหาศาลในอนาคต
การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของ van Houten คือการ “เลือก” ที่จะโฟกัส เขาประกาศแยกธุรกิจของ Philips ออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ธุรกิจแสงสว่างดั้งเดิม และธุรกิจใหม่ด้านการดูแลสุขภาพ
โดยทิศทางของบริษัทหลังจากนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และโซลูชันด้านสุขภาพเป็นหลัก
การผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย Philips ต้องทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการเข้าซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกหลายแห่ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในสมรภูมิใหม่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
เวลาผ่านไป การตัดสินใจที่กล้าหาญในวันนั้นก็เริ่มผลิดอกออกผล
Philips ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า กลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ของโลก พวกเขาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การรักษา ไปจนถึงการดูแลสุขภาพที่บ้าน
ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจคือ ระบบตรวจวัดสุขภาพทางไกล (Remote Patient Monitoring) ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวัดสัญญาณชีพต่าง ๆ ได้เองจากที่บ้าน แล้วส่งข้อมูลให้แพทย์ติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิด
ระบบนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระของโรงพยาบาล แต่ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอุ่นใจเหมือนมีแพทย์ดูแลอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ Philips ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ เช่น เครื่อง CT Scan และ MRI ที่ให้ภาพความละเอียดสูง ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือการนำความเชี่ยวชาญดั้งเดิมด้าน “แสง” กลับมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์
อย่างเช่น การพัฒนาสายสวนหัวใจที่ใช้เทคโนโลยี Fiber-optic แทนสายไฟฟ้าแบบเดิม ทำให้การตรวจรักษามีความปลอดภัยและแม่นยำสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การพลิกโฉมธุรกิจของ Philips ถือเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
จากบริษัทที่เคยเกือบล้มละลาย พวกเขากลับมายืนหยัดในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างสง่างาม ปัจจุบัน Philips คือหนึ่งใน 3 บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำของโลก
รายได้จากธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพของพวกเขาเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Philips จะเปลี่ยนทิศทางธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง แต่พวกเขายังคงยึดมั่นในปรัชญาดั้งเดิมที่ก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่แรก
นั่นคือ “การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”
เรื่องราวของ Philips ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ แต่มันสอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเคยยิ่งใหญ่แค่ไหน ความสำเร็จในอดีตก็ไม่ใช่หลักประกันสำหรับอนาคต
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่กล้าจะละทิ้งสิ่งเก่าเพื่อคว้าสิ่งใหม่ มองการณ์ไกล และยึดมั่นในคุณค่าหลักของตนเองเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่อยู่รอดและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
References : [philips, forbes, reuters, bloomberg, ft]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/reborn-philips/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา