27 ต.ค. 2025 เวลา 00:00 • ธุรกิจ

เก็บหนี้ไม่ได้สักที ขอออกมาเปิดแบรนด์เองที่มา ‘BioActive’ ของ ‘เมย์-วาสนา

จากเจ้าแม่ OEM สู่ว่าที่เจ้าของแบรนด์พันล้าน! เปิดที่มา “BioActive” ของ “เมย์-วาสนา อินทะแสง” ออกมาทำแบรนด์เพราะอยากยืนด้วยขาตัวเอง มองตลาดอาหารเสริมหมดยุค “ตีหัวเข้าบ้าน” ของดีจริงถึงยาว ลุ้นสิ้นปีแตะ “2,000 ล้าน” ตั้งเป้าอนาคตอยากเป็นผู้เล่นบนเวทีโลก
ชื่อของ “เมย์-วาสนา อินทะแสง” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากข่าวใหญ่บนหน้าสื่อเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ดารานักแสดงในวงการ แต่คร่ำหวอดในธุรกิจอาหารเสริมแบบรับจ้างผลิต หรือ “OEM” มาเกือบสิบปี รายได้จากบริษัท “Revomed Group” ก็เข้าใกล้พันล้านมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลายเป็นว่า เมื่อช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา “เมย์” ตัดสินใจออกมาเปิดหน้าปั้นแบรนด์เองครั้งแรก โดยเจ้าตัวบอกว่า อาจมีลุ้นจบปีที่ “2,000 ล้านบาท”
เหตุผลที่ออกจาก “หลังบ้าน” มาทำธุรกิจ “หน้าบ้าน” แม้ว่า Revomed Group จะเติบโตต่อเนื่อง เป็นเพราะเธอไม่อยากจะยืมจมูกคนอื่นหายใจอีกแล้ว ธุรกิจรับจ้างผลิตในปีที่ผ่านมามีหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเยอะมาก ส่งผลให้งบการเงินของ บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด ติดลบกว่า 78 ล้านบาท นับเป็นตัวเงินทั้งหมดจริงๆ สูงถึงหลักร้อยล้าน จึงคิดว่า ถ้าขายดีแล้วไม่ได้เงิน ก็ออกมาขายเองเลยดีกว่า
แท้จริงแล้ว “BioActive” เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุยาวนาน 40 ปี มีนักธุรกิจชาวนิวซีแลนด์อายุ 80 ปีเป็นผู้ปลุกปั้น แต่เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีธุรกิจหลายแกน โดยเฉพาะโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับ “Colustrum” หรือหัวน้ำนมเข้มข้น นมผึ้ง นมแพะ ฯลฯ ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักที่ทำเงินให้กับบริษัท ส่วน “BioActive” เป็นจังหวะที่เจ้าของเดิมไม่ได้เข้ามาทำการตลาดอย่างเต็มที่ ประกอบกับ “เมย์” มีความสัมพันธ์อันดีกับโรงงานที่นี่มานาน 9 ปี จึงได้จังหวะที่จะเข้าไปเจรจาขอซื้อมาทำเอง
อาหารเสริมระดับโลกที่ผู้บริโภคให้ความวางไว้ใจมีหลักๆ 3 ประเทศ ได้แก่ ออรเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ สิ่งที่สร้างไม่ได้ง่ายๆ ชั่วข้ามคืน คือ “Trustworthy” แม้ว่าตัวเธอเองจะทำธุรกิจรับจ้างผลิตอาหารเสริม แต่การสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลาไม่น้อย “เมย์” บอกว่า เงินซื้อได้ทุกอย่างแต่ซื้อเวลาไม่ได้ จึงตัดสินใจซื้อหุ้น “BioActive” ที่นิวซีแลนด์ 55% เจ้าของเดิมถือ 45% ส่วนธุรกิจ BioActive ในไทย เป็นทีมของเมย์ถือหุ้น 100%
นอกจากเรื่องขายดีแต่เรียกเก็บเงินไม่ได้ “เมย์” บอกว่า เป็นเพราะแบรนดิ้งของ “BioActive” อยู่ในสถานะ “Global Brand” ใช้เงินลงทุนสูง ใช้กระแสเงินสดขับเคลื่อนธุรกิจกว่า 500 ล้านบาท ต้องขยายกำลังการผลิต สั่งออกแบบเครื่องจักรใหม่ ทั้งยังมีแผนเพิ่มโรงงานอีก 1 แห่ง ระบุว่า โจทย์ค่อนข้างยากกว่าตัวอื่นๆ และมีเป้าหมายสูงสุดที่ใหญ่กว่า คือการไปให้ถึงระดับโลก
“จริงๆ เราติดลบนิดเดียวเพราะมีกำไรสะสมอยู่ กับตัวเลขหนี้มันค่อนข้างสูง กำไรเราดีมากมาตลอด แต่หนี้ที่เก็บไม่ได้มีประมาณ 7 เจ้าใหญ่ ไม่มีเจ้าไหนต่ำกว่า 10 ล้าน คงเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจตอนนั้น และหลายๆ แบรนด์ในตลาดออนไลน์ตอนนี้สถานการณ์น่ากลัวมาก เมย์โชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่หลายคนกำลังจมน้ำ หลายแบรนด์กำลังไม่มีทิศทาง หลายแบรนด์ลงทุนไปก็ขาดทุน พอเราเข้ามาหลายแบรนด์เลิกทำเองแล้วมาขายจากการติด Affiliate Link ก็มี”
หลังเปิดตัวเข้าเดือนที่ห้า “BioActive” ทำยอดขาย ณ วันที่ 9 กันยายน 2568 ไปแล้ว “921 ล้านบาท” จากเป้าหมาย 1,500 ล้านบาทภายในสิ้นปี มียอดสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมด 1.5 ล้านกล่อง เฉลี่ยขายไปแล้ว 15 ล้านหลอด “เมย์” บอกว่า สเตปต่อไปต้องการนำสินค้าเข้าไปวางขายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) ในรูปแบบ “Single Tube” สนนราคาตั้งแต่หลอดละ 59 บาท 69 บาท และ 79 บาท
ภาพของ “BioActive” หลังจากนี้ไม่หยุดแค่ในประเทศ เมย์เปิดเผยว่า มองไปถึงตลาด CLMV และสหรัฐ ซึ่งตอนนี้มีการติดต่อพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ที่สหรัฐเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการทำกลยุทธ์ร่วมกัน ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จะขยายไปยังกลุ่มประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี และไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จะเริ่มขยายไปยุโรป แบ่งสัดส่วนทำการตลาดแบบ “Localization” ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
พร้อมกับเป้าใหญ่ภายใน 5 ปี ด้วยผลประกอบการ “20,000 ล้านบาท” เมย์คาดว่า ในไทยน่าจะไปจบที่ “5,000 ล้านบาท” ได้ แต่สำหรับตลาดระดับโลกอยากให้ไปถึงหมื่นล้าน อยากเป็นธุรกิจคนไทยที่ไปยืนบนเวทีโลกในเซกเมนต์ Health & Beauty ถ้าทำได้คงเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ
อ่านต่อ:
โฆษณา