27 ต.ค. 2025 เวลา 05:12 • ปรัชญา

แนวคิด อี้จิ้ง เชื่อมโยงกับ DNA[เบส A,T,C&G] และเป็นแรงบันดาลใจแก่ระบบ binary (เลขฐานสอง)

RNA สายเดี่ยว
สังเคราะห์โปรตีน
เวียนว่ายตายเกิด
มี 4
อริยสัจ 4
A
G
C
มรรค หนทางดับทุกข์
เปลี่ยนจาก
U เป็น T
#จาก อริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้า
#จาก RNA สายเดี่ยว
#Naruepon Pengon Author and interpreter
4 ธาตุสัตว์เทพ และRNA หนทางสู่เต๋าที่แท้จริง
青龍 ชิงหลง
มังกร​ฟ้า
Azure Dragon
ธาตุไม้ ความอยากเจริญ​เติบโต​ ความอยากขยาย​พันธ์​ุพืช​ ต้นไม้​เหตุแห่งทุกข์ : สมุทัย
朱雀 จูเช่
หงส์​แดง
Suzaku
แสงอาทิตย์
ความไม่​สบายกายไม่สบาย​ใจ​ : ทุกข์​
白虎 ไป๋หู่​ เสือขาว
White Tiger
ธาตุทอง/โลหะ
ธาตุโลหะ​ ใช้เงิน ใช้ทองดับประดิษฐ์​โลหะ​เพื่อ​การอุปโภค​
เพื่อ​ดับความอยาก​ หรือ​ดับตัณหา​
ความดับทุกข์ : นิโรธ​
玄武 เสวียนอู่ เต่าดำและงู
Xuanwu
ธาตุน้ำ
เต๋า​ที่แท้จริง​ ใกล้เคียง​กับ​น้ำ​ ความสมดุล​ของน้ำ​
หรือ​ทางสายกลาง​
หนทางพ้นทุกข์​ : มรรค​
#นฤพนธ์ เพ็งอ้น
DNA สายคู่
เกลียวคู่
เก็บข้อมูลพันธุกรรม
[Data center]
ถ่ายทอดข้อมูลพันธุกรรม
[อี้จิ้งพยากรณ์ 64 คำนาย เวียนว่ายในในจักรวาล ]
มี 8
แปดทิศอี้จิ้ง
มรรคแปด
เกลียวคู่เบส
พันรอบโปรตีน ยึดโยงด้วยพันธะไฮโดรเจน
T-A
C-G
G-C
A-T
#จาก อริยสัจ 4 ของพระพุทธเจ้า
#จาก DNA เกลียวคู่
#Naruepon Pengon Author and interpreter
DNA "ไม่ดับ" ในเชิงชีววิทยา เนื่องจากเป็นสารพันธุกรรมที่ทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรม จึงมีความจำเป็นต้องคงอยู่และจำลองตัวเองเพื่อส่งต่อคุณลักษณะจากรุ่นสู่รุ่น
โมเลกุล DNA จะสามารถเสื่อมสลายได้หากเกิดความเสียหาย แต่กระบวนการซ่อมแซม DNA จะช่วยรักษาความสมบูรณ์ของโครงสร้าง DNA ไว้ได้
การจำลองตัวเอง (DNA replication) เพื่อสร้างสำเนาที่เหมือนกัน ทำให้ข้อมูลทางพันธุกรรมถูกส่งต่อไปยังเซลล์ใหม่ได้อย่างถูกต้อง
กระบวนการซ่อมแซม DNA จะทำงานเพื่อแก้ไขความผิดพลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพของโมเลกุล DNA
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดอาศัยดีเอ็นเอในการสร้างโปรตีนที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างร่างกาย
DNA แม้ไม่ดับแต่ก็ถูกทำลาย หรือถูกทำให้เสื่อมสภาพได้
เมื่อเผชิญกับความร้อนสูง การสัมผัสกับสารเคมี หรือการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม
DNA เป็นเพียงโมเลกุล
DNA ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
DNA จึงไม่ "ตาย"
หลักฐานที่มี DNA ถือเป็นหลักฐานทางชีววิทยาและได้รับการยอมรับว่าเป็น "มาตรฐานทองคำ"
การวิเคราะห์ DNAมีการประยุกต์ใช้มากมาย เช่น การตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ
หลักฐาน DNA ในนิวเคลียสสามารถกู้คืนได้จากเลือดน้ำอสุจิน้ำลายเซลล์เยื่อบุผิวและเส้นผม
หลักฐาน DNA ในนิวเคลียสสามารถกู้คืนได้จากเลือดน้ำอสุจิน้ำลายเซลล์เยื่อบุผิวและเส้นผม(โดยที่รากยังคงอยู่ครบถ้วน)
DNA ในไมโตคอนเดรีย (mtDNA)สามารถกู้คืนได้จากเส้นผมกระดูกและรากฟัน
#นิพพานไม่ดับ
ไม่สูญสลาย
แต่นิพพาน คือ
การดับกิเลส การสูญสลาย ของขันธ์ทั้งห้า
นั่นคือ ขัณธ์ทั้งห้าดับสิ้น เมื่อสิ้นชีพ (อนุปาทิเสสนิพพาน)
นิพพาน จึงไม่ใช่ "ผู้มีตัวตน" เหมือนสิ่งมีชีวิตที่พบเห็น นิพพานเป็นภาวะที่ปราศจากความยึดติดและการเวียนว่ายตายเกิด
หมายเหตุ
ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous base) CN
คือ C : ไซโทซีน (Cytosine)
เป็นเบสไพริมิดีน (pyrimidine)
จับคู่กับเบส
G : กัวนีน (Guanine) ผ่าน พันธะไฮโดรเจน 3 พันธะ
ใน DNA และ RNA
DNA เกลียวคู่ (Double helix) คือโครงสร้างของโมเลกุล DNA ที่มีลักษณะเหมือนบันไดเวียน ประกอบด้วยสาย DNA สองสายที่พันกัน โดยมีแกนหลักเป็นน้ำตาลดีออกซีไรโบสและหมู่ฟอสเฟต สลับกันไป ส่วนขั้นบันไดของเกลียวคือคู่เบส (A จับคู่กับ T และ C จับคู่กับ G) ที่เชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน
ภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของฟูซีและหนี่วา ขุดพบในสุสานเมืองทูร์ฟาน ซินเกียง ถูกพบโดย หวง เหวินปี้ ในปี พ.ศ. 2471 สำรวจทางวิทยาศาสตร์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน-สวิตเซอร์แลนด์ ณเมืองทูร์ฟาน พบภาพเขียนของฟูซีและหนี่วาอยู่บนเพดาน
ฟูซีถือ "ไม้บรรทัด" เป็นเครื่องมือวัด ในมือซ้าย ส่วนหนี่วาถือ "ฉาก" เป็นฉากช่างไม้ ในมือขวา
DNA เกลียวคู่ ก่อเกิดสิ่งมีชีวิต
สอดคล้องกำเนิดชีวิตในภาพวาด ฝูซีและหนี่วา
#DNA เกลียวคู่ทำหน้าที่เป็นแม่แบบสำหรับสร้างสิ่งมีชีวิต
DNA เกลียวคู่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม
และ
DNA เกลียวคู่ถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมจากรุ่นพ่อแม่สู่ลูกผ่านการจำลองตัวเอง
ภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของฟูซีและหนี่วาที่ขุดพบในสุสานเมืองทูร์ฟาน ค้นพบโดยหวง เหวินปี้ ในปี พ.ศ. 2471 ณ เมืองทูร์ฟาน มีภาพเขียนของฟูซีและหนี่วาอยู่บนเพดาน
DNA เกลียวคู่ #เกลียวคู่
ประกอบด้วยสายโพลีนิวคลีโอไทด์สองสายที่พันกัน
#แต่ละสายมีข้อมูลที่ใช้ในการสร้างสิ่งมีชีวิต
เพื่อสืบเผ่าพันธุ์
โครงสร้างของ DNA ใช้ เบส 4 ชนิด คือ A, T, C, G ซึ่งสามารถแปลงเป็นสถานะได้ 2 สถานะ โดยการนำความหมายการพยากรณ์ ฉักลักษณ์ทั้ง 64 ของคัมภีร์อี้จิ้งของอ๋องโจวเหวินหวาง มาเชื่อมโยงกับ
หน้าที่ของ โคดอน 64 โคดอน
ใน DNA หรือ RNA คือการถอดรหัสสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ) ให้เป็นโปรตีน
โคดอนหนึ่งตัวคือ ลำดับนิวคลีโอไทด์ 3 ตัว ในสารพันธุกรรม
[โคดอน คือ ลำดับดีเอ็นเอ
หรืออาร์เอ็นเอ
ซึ่งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์สามตัว
(ไตรนิวคลีโอไทด์) ]
เพื่อการสร้างโปรตีน และถอดรหัส จากสารพันธุกรรม ไปเป็น กรดอะมิโน โดย โคดอน มีหน้าที่เป็น สัญญาณเริ่มต้นและสิ้นสุด ในการสร้างโปรตีน
ใน โคดอน (ลำดับนิวคลีโอไทด์ 3 ตัว ในสารพันธุกรรม) 1 ตัว
ทำหน้าที่ เข้ารหัสกรดอะมิโน (โปรตีนแรกเริ่ม)
เสมือนว่า โคดอน
มี "รหัสคำสั่ง" ที่บอกให้เซลล์นำกรดอะมิโน (โปรตีน) ที่ถูกต้องมาต่อกันเป็นโซ่โปรตีน เป็นการสร้างโปรตีน
ตามลำดับ
ที่ต้องการ
คล้ายการเขียนโปรแกรม
1. โคดอน (ลำดับนิวคลีโอไทด์ 3 ตัว ในสารพันธุกรรม) จะระบุจุดเริ่มต้น (Start codons)
เช่น AUG ว่งสัญญาณให้กระบวนการสร้างโปรตีนเริ่มต้นขึ้น ณ ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง
2. โคดอน (ลำดับนิวคลีโอไทด์ 3 ตัว ในสารพันธุกรรม) จะระบุจุดสิ้นสุด (Stop codons) โคดอนจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณการสิ้นสุดการสังเคราะห์โปรตีน โคดอนมีทั้งหมด 64 ตัว โดย 61 ตัวระบุกรดอะมิโน และ 3 ตัวใช้เป็นสัญญาณหยุด
ดีเอ็นเอที่มีรหัสข้อมูลเพื่อสร้างโปรตีนที่สิ่งมีชีวิตต้องการในการทำงาน ดีเอ็นเอทำหน้าที่เป็นรูปแบบสำหรับการสร้างเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ
ดีเอ็นเอและเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอที่สัมพันธ์กันประกอบด้วยเบสหลายตัว
ในอาร์เอ็นเอ
เบสเหล่านี้มักถูกติดป้ายด้วยตัวอักษร A, U, C
และ G
ชุดเบสสามตัวประกอบกันเป็นโคดอน
เมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอประกอบด้วยโคดอนดังกล่าวจำนวนมาก โดยมีเบสสามตัวเรียงต่อกัน
ตามด้วยเบสอีกสามตัว
และเบสอีกสามตัว
ตามลำดับ
โคดอนแต่ละตัวจะสั่งให้เซลล์เริ่มสร้างสายโปรตีน เพิ่มกรดอะมิโนเฉพาะเข้าไปในสายโปรตีนที่กำลังเติบโต
หรือหยุดการสร้างสายโปรตีน
ตัวอย่างเช่น
โคดอนเมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ
หรือ GCA
ส่งสัญญาณการเพิ่มกรดอะมิโนอะลานีนเข้าไปในสายโปรตีน UAG ซึ่งเป็นโคดอนหยุดการทำงานของ RNA
ส่งสาร
ส่งสัญญาณว่าการผลิตโปรตีนดังกล่าวสิ้นสุดลง
DNA vs I-Ching ความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์โบราณของจีน กับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กับกษัตริย์โจวเหวินหวาง ราชวงศ์โจว ทรงประพันธ์คัมภีร์อี้จิ้ง เมื่อ 3,100 ปีก่อน
กรดอะมิโนคือโมเลกุลพื้นฐานที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานของโปรตีน กรดอะมิโนมีอยู่ด้วยกัน 20 ชนิด โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโนหนึ่งสายหรือมากกว่า (เรียกว่าพอลิเพปไทด์) ซึ่งลำดับกรดอะมิโนเหล่านี้ถูกเข้ารหัสไว้ในยีน กรดอะมิโนบางชนิดสามารถสังเคราะห์ได้ในร่างกาย แต่กรดอะมิโนบางชนิด
(กรดอะมิโนจำเป็น)
ไม่สามารถและต้องได้รับจากอาหาร
การเข้ารหัสกรดอะมิโนทั้งหมดในโปรตีนทั้งหมดของคุณมีอยู่ในจีโนมของคุณ! มีกรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิด และพวกมันเชื่อมโยงกันเป็นสายโมเลกุลที่เรียกว่าโพลีเปปไทด์ ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของโปรตีน ลองนึกภาพกรดอะมิโนแต่ละตัวเป็นไข่มุกที่ร้อยเข้าด้วยกันกับไข่มุกอื่นๆ ในสร้อยคอเส้นยาว
แอนติโคดอน
คือ
ลำดับไตรนิวคลีโอไทด์ที่อยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง
ของโมเลกุลอาร์เอ็นเอถ่ายโอน (tRNA)
ซึ่งเป็นส่วนเติมเต็มของโคดอน
ที่สอดคล้องกันในลำดับอาร์เอ็นเอ
ส่งสาร (mRNA) ทุกครั้งที่กรดอะมิโนถูกเติมลงใน
พอลิเพปไทด์ที่กำลังเติบโตในระหว่างการสังเคราะห์โปรตีน แอนติโคดอนของ tRNA
จะจับคู่กับโคดอนส่วนเติมเต็มบนโมเลกุล mRNA เพื่อให้แน่ใจว่ากรดอะมิโนที่เหมาะสมถูกแทรกเข้าไปในพอลิเพปไทด์
DNA และ RNA ที่สอดคล้องกันจึงประกอบด้วยเบสหลายตัว ใน RNA เบสเหล่านี้มักถูกติดฉลากด้วยตัวอักษร A, U, C และ G
เบสสามตัวประกอบกันเป็นโคดอน
โคดอนแต่ละตัวจะสั่งให้เซลล์เติมกรดอะมิโนเฉพาะเข้าไปในสายโปรตีนที่กำลังเติบโต
คู่เบส 《หน่วยพื้นฐานของสายดีเอ็นเอ ดังนั้น โมเลกุลดีเอ็นเอแต่ละโมเลกุลจึงประกอบด้วยสองสาย และมีนิวคลีโอไทด์สี่ประเภทในดีเอ็นเอ ได้แก่ A, C, T และ G นิวคลีโอไทด์》
คู่เบส ประกอบด้วยเบสไนโตรเจนที่เป็นคู่สมบูรณ์ของดีเอ็นเอสองตัวที่จับคู่กัน
ก่อตัวเป็น
"ขั้นบันไดดีเอ็นเอ" ดีเอ็นเอประกอบด้วยสายคู่สมบูรณ์สองสายที่พันกันคล้ายบันไดวน รูปแบบนี้เรียกว่าเกลียวคู่
แต่ละสายมีโครงสร้างพื้นฐานประกอบด้วยหมู่น้ำตาลสลับกัน (ดีออกซีไรโบส) และหมู่ฟอสเฟต น้ำตาลแต่ละสายมีเบสหนึ่งในสี่ชนิด ได้แก่
อะดีนีน (A)
ไซโทซีน (C)
กัวนีน (G)
ไทมีน (T)
เบสทั้งสองสายยึดติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนระหว่างคู่เบส ได้แก่
อะดีนีน A
กับไทมีน T
และไซโทซีน
C กับกัวนีน G
G บนสายหนึ่ง จะมี C บนอีกสายหนึ่งเสมอที่มันทำปฏิกิริยาด้วย (ยึดเกลียวคู่ไว้ด้วยกัน)
ในทางกลับกัน หากมี T คู่ของมันบนอีกสายหนึ่ง
จะเป็น A (ยึดเกลียวคู่ไว้ด้วยกัน)
ดังนั้น นิวคลีโอไทด์จะเติมเต็มซึ่งกันและกันเสมอ
การวัดขนาดของยีน
เช่น ยีนนี้มีความยาว 1,000 คู่เบส หากเป็นยีนที่มีความยาวมาก
อาจมีคู่เบส 10,000 คู่
หรือเทียบเท่า 10 กิโลเบส
ดังนั้น เราจึงใช้คู่เบสเป็นหน่วยในการวัดดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ
และเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเบสไนโตรเจน
1. อะดีนีน (A) เป็นหนึ่งในเบสไนโตรเจน ใน DNA
2. ไซโทซีน (C) เป็นหนึ่งในเบสไนโตรเจน ใน DNA
3. กัวนีน (G) เป็นหนึ่งในเบสไนโตรเจน ใน DNA
4. ไทมีน (T) เป็นหนึ่งในเบสไนโตรเจน ใน DNA
ภายในโมเลกุลดีเอ็นเอแบบสองสาย
เบสอะดีนีน A
จะอยู่บนสายคู่หนึ่ง
และเบสไทมีน T
จะอยู่บนสายตรงข้าม
ลำดับเบสไนโตรเจนทั้งสี่ชนิดนี้จะเข้ารหัสข้อมูลในดีเอ็นเอ
อะดีนีนมีคุณสมบัติคือเมื่อพบในเกลียวคู่ มันจะจับคู่กับไทมีนบนสายตรงข้ามเสมอ
อะดีนีน A จึงมีบทบาทสามอย่างในเซลล์ คือ
1. ทำหน้าที่สร้างดีเอ็นเอ
2. ทำหน้าที่สร้างอาร์เอ็นเอ
3. ใช้ในการกักเก็บพลังงานภายในเซลล์อีกด้วย
# ไซโทซีน C
จะอยู่บนสายคู่หนึ่ง
โดยมีกัวนีน G
อยู่บนสายตรงข้าม
ไซโทซีนในเซลล์
ไซโทซีนอาจมีสารเคมีเพิ่มเติม
ที่เชื่อมติดกับมัน นั่นคือหมู่เมทิล เชื่อกันว่ากระบวนการเมทิลเลชันของดีเอ็นเอ
ที่ไซโทซีนนี้
ช่วยควบคุมยีน โดยการเปิด
และปิดยีน
ไทมีน T ภายในโมเลกุลดีเอ็นเอแบบสองสาย
ไทมีน T จะมีเบสอยู่บนสายคู่หนึ่ง โดยมีเบสอะดีนีน A
อยู่บนสายตรงข้าม
ไทมีน T ถูกใช้ในกระบวนการสีนดาป
กัวนีน G ,
คู่ CG หนึ่งคู่อยู่บนสายหนึ่งและอีกคู่หนึ่งอยู่อีกสายหนึ่ง และคู่ CG จะจับกันแน่นกว่าคู่ AT ดังนั้น CG ที่ยืดออกยาวๆ จะสร้างเกลียวที่แข็งแรงกว่า AT
RNA
ยูราซิล (U) เป็นหนึ่งในเบสนิวคลีโอไทด์สี่ชนิดในอาร์เอ็นเอ, RNA
โดยอีกสามชนิดคือ
อะดีนีน (A)
ไซโทซีน (C)
และกัวนีน (G)
#ในอาร์เอ็นเอ RNA
ยูราซิล (U)
จับคู่กับอะดีนีน A
แทน (T)
# ในโมเลกุลดีเอ็นเอ DNA นิวคลีโอไทด์ไทมีน (T)
จะถูกใช้
แทนยูราซิล (U)
#Naruepon Pengon Translate and compile
คลิกอ่านเพิ่มเติม
6 ศิลปะทั้งหกในคัมภีร์โจวอี้​ 3,100​ ปีก่อน​ กับหกศาสตร์ของ​ขงจื๊อ​ และ​มรรคแปด
โฆษณา