30 ต.ค. 2025 เวลา 02:03 • ความคิดเห็น

ที่มันไม่เมคเซนส์อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอ

เมื่อนานมาแล้ว ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผมจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว แต่ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ลางๆ ก็คือ
"การตัดสินใจนี้อาจจะผิดในแง่นิติศาสตร์ แต่ถ้ามองด้วยเลนส์ของรัฐศาสตร์แล้วก็นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง"
ประโยคนี้เปลี่ยนความคิดของผมที่เป็นคนชอบตัดสินว่าอะไรถูกผิด ให้กลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าเรากำลังใช้เลนส์แบบไหน
2
ในเรื่องเดียวกัน ถ้าใช้เลนส์ A ก็อาจจะบอกว่าเรื่องนี้ผิด แต่ถ้าใช้เลนส์ B ก็จะมองว่าเรื่องนี้ถูก
คนที่มีเลนส์ไม่มากนัก หรือยึดติดกับเลนส์ใดเลนหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะเสียโอกาสหรือแม้กระทั่งเสียเพื่อนเพราะทะเลาะกันโดยไม่คิดที่จะมองผ่านเลนส์คนอื่น
-----
Charlie Munger ผู้ล่วงลับ คืออดีตมือขวาของ Warren Buffett นักลงทุนในตำนาน
สิ่งหนึ่งที่ Munger พูดเสมอ คือการสะสม mental models ซึ่งเปรียบเสมือนเลนส์ในการมองโลก
1
แม้จะเป็นนักลงทุนที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเงินเป็นหลัก แต่ Munger ชอบอ่านหนังสือจากหลายแขนงวิชา ทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ชีววิทยา จิตวิทยา และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเขาเชื่อว่าการเอาความรู้ต่างๆ มาผสมกันจะมีคุณค่ามากกว่าความรู้ที่แยกกันอยู่โดดๆ
1
Tren Griffin ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Munger ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า บริษัทหนึ่งตัดสินใจขึ้นราคาสินค้าของตัวเอง แต่กลับขายของได้มากขึ้น
ปรากฏการณ์นี้ไม่ make sense เอาเสียเลยถ้ามองด้วยเลนส์ของเศรษฐศาสตร์ ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ แต่ถ้าเรามองด้วยเลนส์ของจิตวิทยา เราจะเข้าใจว่าลูกค้ามักจะมองว่าราคาที่แพงแปลว่าของน่าจะมีคุณภาพดี ก็เลยมีลูกค้าซื้อมากขึ้น
1
-----
ผมเป็นแฟนหนังสือของ Dan Brown เล่มแรกที่อ่านคือ The Da Vinci Code ก่อนจะกลับไปไล่อ่านหนังสือของเขาครบทุกเล่ม
นิยายของ Dan Brown คือ action thriller ที่พาไปรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของสถานที่ต่างๆ แต่ก็มักจะถูกค่อนแคะว่าตัวละครไม่มีมิติและบทพูดดูเชยๆ ไม่สละสลวย
ตอนนี้ผมกำลัง "ฟัง" หนังสือเล่มล่าสุดของเขาอยู่ ชื่อว่า The Secret of Secrets ที่ดำเนินเรื่องราวในกรุงปรากแห่งสาธารณรัฐเช็ก
พระเอกยังคงเป็นโรเบิร์ต แลงดอนเหมือนเดิม (พูดแล้วก็นึกถึงหน้าทอม แฮงค์ขึ้นมาทันทีเพราะแสดงหนังจากนิยาย Dan Brown หลายเรื่อง)
1
ส่วนนางเอกรอบนี้ชื่อ Katherine Solomon ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึก (Noetic scientist) ที่มองว่าจิตสำนึก - หรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณ - ไม่ได้อยู่ในร่างกายคน (non-local models of consciousness) แต่เป็น "จิตสำนึกสากล" (universal consciousness) ที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง สมองของคนเราเป็นเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นเข้ากับจิตสำนึกนี้ได้เท่านั้นเอง
หัวข้อที่ Noetic scientist ศึกษาก็เช่นเรื่อง โทรจิต (telepathy) และการหยั่งรู้ล่วงหน้า (precognition) ซึ่งจากมุมคนไทยก็อาจจะมองว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือเป็น pseudoscience รึเปล่า
3
ในบทที่ 72 มีบทสนทนาของแลงดอนและแคทเธอรินที่ผมชอบมาก โดยแคทเธอรินรู้ตัวดีว่าวงการที่เธออยู่นั้นมี replication crisis นั่นคือพอมีการทำงานวิจัยแล้วได้ผลทดลองแบบหนึ่ง แต่พอนักวิจัยกลุ่มอื่นลองทำการทดลองเดิมอีกครั้ง กลับไม่อาจได้ผลลัพธ์แบบเดิม
1
พอเป็นการทดลองที่ไม่อาจทำซ้ำได้ นักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึกที่ทำการทดลองเหล่านี้จึงถูกสังคมตั้งคำถามว่ากุเรื่องขึ้นมาหรือดัดแปลงผลการทดลองหรือไม่ คุณกำลังหลอกลวงประชาชนอยู่รึเปล่า
1
จากนี้ไปคือบทสนทนาบางส่วนของแลงดอนและแคทเธอรินครับ
2
แคทเธอริน: ถ้านักกีฬาโอลิมปิกคนหนึ่งสร้างสถิติโลกขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังไม่มีใครทำเหมือนกับนักกีฬาคนนั้นได้ เรากลับไม่เคยสงสัยว่ากล้องโทรทัศน์หลอกตาเรา หรือผู้ชมเกิดอาการประสาทหลอนไปเอง เราก็แค่มองว่ามันเป็นผลงานที่สุดยอดเท่านั้น เพียงเพราะเราไม่สามารถทำสิ่งเดียวกันซ้ำได้อีก ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักหน่อย
3
แลงดอน: ก็ฟังดูยุติธรรมดี แต่นั่นมันโลกกีฬา สิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งการทำซ้ำได้ (repeatability) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ
1
แคทเธอริน: ใช่ และฉันก็เห็นด้วยว่าความสามารถในการทำซ้ำได้เป็นภาระที่สมเหตุสมผลสำหรับการทดลองระดับ macro แต่โลกควอนตัมไม่ได้ทำงานอย่างนั้นสักหน่อย นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระดับควอนตัมเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ - เอาที่จริงแล้ว "ความไม่แน่นอน" นี่แหละคือคุณลักษณะของโลกควอนตัมที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด
1
แลงดอน: ก็จริง
แคทเธอริน: โลกควอนตัมคือโลกของความไม่แน่นอน — ทั้งความผันผวนของควอนตัม (quantum fluctuations), การลอดอุโมงค์ควอนตัม (quantum tunneling) ความโกลาหล (chaos), ภาวะซ้อนทับ (superpositions), และทวิภาวะ (dualities) พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะกฎฟิสิกส์แบบดั้งเดิมไม่อาจใช้ได้กับโลกนี้
1
แลงดอน: โอเค แล้วเรื่องจิตสำนึกล่ะ?
แคทเธอริน: จิตสำนึกไม่ได้เป็นอวัยวะที่จับต้องได้ในร่างกายของเรา มันดำรงอยู่ในขอบเขตของโลกควอนตัม จึงเป็นเรื่องยากเกินที่จะคาดเดาหรือทำซ้ำ (extremely difficult to observe with any predictability or repeatability.) คุณสามารถใช้จิตสำนึกสังเกตลูกบอลที่กระดอนอยู่ได้ แต่เมื่อคุณใช้จิตสำนึกเพื่อสังเกตจิตสำนึกของตัวเองมันย่อมจะวนหลูปไม่รู้จบ เหมือนการพยายามดูว่าตาของตัวเองสีอะไรโดยไม่มองกระจก แม้ว่าคุณจะฉลาดหรือพยายามแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางรู้
4
-----
ผมชอบมุมมองของแคทเธอรินเพราะมันชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ - อย่างน้อยก็เป็นจุดอ่อนของฟิสิกส์แบบนิวตัน (Newtonian physics) ที่เราคุ้นเคยกันว่าโลกและจักรวาลนี้นั้นสามารถจับใส่สมการได้ และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าอะไรจริงหรือไม่ เราก็ต้องทำซ้ำๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร้ข้อกังขา
ด้วยกรอบความเชื่อแบบนี้ หลายคนจึงคิดว่าเรื่องของจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ได้ให้คุณค่าหรือน้ำหนักมากมายนัก
แต่พอแคทเธอรินชี้ให้เห็น (ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้) ว่าถ้าเรื่องของจิตใจ จิตสำนึก หรือจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของโลกควอนตัม การเรียกร้องให้ "เอามาพิสูจน์และทำซ้ำ" ก็เหมือนกับการพยายามเอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน
-----
Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยทวีตไว้ว่า
"A lot of financial debates are just people with different time horizons talking over each other."
พอแต่ละคนใช้เลนส์ไม่เหมือนกัน มันก็เลยถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ
เวลาที่เราเห็นใครมีความคิดความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา เรามักจะด่วนสรุปว่าเพราะเขาจิตใจไม่ดี หรือเพราะเขาไม่ฉลาด ซึ่งการด่วนสรุปแบบนี้ก็ดูไม่ฉลาดเท่าไหร่เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนใจแคบ ขาดความเมตตา และตัดโอกาสที่เราจะเข้าใจคนอื่นและเข้าใจโลกได้มากกว่านี้
1
ผมจึงคิดว่าเราควรทำตัวเหมือนอาจารย์เสกสรรค์และ Charlie Munger ที่เป็นนักสะสมเลนส์หรือ mental models ที่หลากหลาย เพื่อจะได้มีความสามารถในการมองเรื่องเดียวกันจากหลายมุม และเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมเพื่อบรรลุสิ่งที่เราประสงค์
เหมือนที่หลวงปู่ชาเคยกล่าวไว้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
ที่มันไม่เมคเซนส์ อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอครับ
โฆษณา