Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ฟุ้งไปเรื่อย
•
ติดตาม
30 ต.ค. 2025 เวลา 15:21 • หนังสือ
กลั่นอรรถ กรองอักษร (1)
ธรรมชาติมนุษย์ใน ‘ริษยา’ ของ จุลลดา ภักดีภูมินทร์
ด้วยความที่ช่วงนี้อยู่ว่างๆ (พูดง่ายๆ คือตกงาน) เราเลยตั้งภารกิจพิชิตกองดองขึ้นมาเป็นชาเลนจ์ให้ตัวเอง โดยทดลองทำเบื้องต้น 5 สัปดาห์จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ละสัปดาห์ต้องอ่านหนังสือให้จบ 1 เรื่องแล้วเขียนรีวิว สำหรับสัปดาห์แรกเราเลือกนิยาย เพราะคิดว่าน่าจะเข็นตัวเองที่ติดมือถือสุดๆ ให้อ่านจบได้ภายใน 2 วัน และเรื่องนั้นคือ ‘ริษยา’ ของจุลลดา ภักดีภูมินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือที่เราซื้อมาช่วงนี้พอดี
เท่าที่หาข้อมูล นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2514 และจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขียนมาในเนื้อเรื่อง เช่น ย่านบางกะปิกลายเป็นเขตที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้หญิงขับรถไม่ใช่เรื่องแปลก หรือการเห่อวัฒนธรรมอเมริกา ก็พอจะบอกได้ว่าเนื้อเรื่องเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พอประมาณ คาดว่าอยู่ในยุคปี 251X ไม่ไกลจากปีพิมพ์แรกเท่าไรนัก เท่ากับว่าผ่านมาร่วม 60 ปีแล้ว
หากจะใช้สายตาคนปัจจุบันมองการกระทำของตัวละครก็คงจะขัดอกขัดใจไม่น้อย แต่หากอ่านด้วยความเข้าใจบริบทสังคมวัฒนธรรมในยุคนั้น ก็จะพบว่าใจความสำคัญที่ผู้เขียนสื่อสารผ่านนิยายเรื่องนี้ไม่ล้าสมัยแม้แต่นิดเดียว
รีวิวถัดจากนี้เปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน โปรดพิจารณาก่อนอ่าน
แน่นอนว่านิยายชื่อริษยา ย่อมมีตัวละครที่เต็มไปด้วยความริษยาอาฆาตเป็นตัวขับเคลื่อนพล็อต ตัวละครที่ว่าก็คือหม่อมชุลี รามพงศ์ ณ อยุธยา หญิงสูงวัยผู้มีชาติกำเนิดสูง พ่อเป็นเจ้าพระยา แม่เป็นหม่อมเจ้า หม่อมชุลีเกิดในยุคที่ยังมีเส้นแบ่งระหว่างเจ้ากับไพร่อย่างชัดเจน จึงรับไม่ได้ที่ชวนชื่น น้องสาวแท้ๆ ลักลอบคบหาและหนีตามลูกเจ๊กซึ่งเป็นน้องชายของหนึ่งในเมียน้อยเจ้าคุณพ่อไป ถึงกับให้พ่อแม่ตัดขาดกับน้องสาวแบบไม่เผาผี
แต่ความอุตสาหะทำให้สามีของชวนชื่นได้ดิบได้ดีกลายเป็นเศรษฐี มีลูกชายหญิงพรั่งพร้อม ครอบครัวอบอุ่นน่ารัก ขณะที่ตัวหม่อมชุลีแต่งงานไปกับหม่อมเจ้าชายพระองค์หนึ่งก็กดข่มสวามีจนชีวิตคู่ไม่มีความสุข จนสุดท้ายสวามีผูกคอตายเพื่อหนีจากเธอ ยิ่งรู้ว่าชวนชื่นน้องสาวผู้ประพฤติผิดขนบธรรมเนียมของตัวเองได้ดีมีสุข หม่อมชุลีก็ยิ่งคั่งแค้นจนอยากหาทางทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดสมกับความเลวทรามที่เคยทำไว้ (ตามความคิดเบี้ยวๆ ของหม่อมชุลี)
เนื้อเรื่องเปิดฉากด้วยการที่ ม.ร.ว. หริพันธุ์ ลูกชายคนเดียวของหม่อมชุลีเรียนจบจากประเทศอังกฤษกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วไปเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ที่ชนนี ลูกสาวของชวนชื่นเป็นนิสิตอยู่ สาวๆ ในกลุ่มชนนีพากันกรี๊ดกร๊าดอาจารย์หนุ่มหล่อแถมยังมีเชื้อเจ้า เมื่อหริพันธุ์ไม่สบายจนขาดสอนจึงพากันไปเยี่ยมที่วังอโยธยาซึ่งหม่อมชุลีครอบครองอยู่ เป็นเหตุให้หม่อมชุลีได้พบกับชนนีหลานสาวเป็นครั้งแรก ได้เห็นว่าลูกของน้องสาวที่ตัวเองเกลียดชังเติบโตมาอย่างสดใสงดงามแค่ไหน
หลังจากนั้นไม่นานหม่อมชุลีก็ขอให้ท่านหญิงนวลน้าสาวออกหน้าเป็นเถ้าแก่สู่ขอชนนีให้หริพันธุ์ ชวนชื่นเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะผสานรอยร้าวระหว่างพี่น้อง ประกอบกับเห็นว่าชนนีลูกสาวตัวเองก็มีท่าทางพึงใจในตัวหริพันธุ์ จึงตอบตกลงให้ทั้งคู่แต่งงานกัน โดยหารู้ไม่ว่ากำลังส่งลูกสาวเข้าประตูนรกที่แม่ผัวตัวร้ายลับมีดรออยู่ แถมหริพันธุ์ยังมีเมียเก็บลับๆ อยู่ในวังอโยธยาก่อนแล้ว นั่นคืออบสวาท หลานสาวห่างๆ ของหม่อมชุลี อดีตพี่เลี้ยงที่กลายมาเป็นชู้รักของเขาตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม
นอกจากคู่ของหริพันธุ์กับชนนี ยังมีคู่ของชนกกับวรรศิกาอีกคู่ (ชนกเป็นพี่ชายชนนี ส่วนวรรศิกาเป็นน้องสาวต่างแม่ของหริพันธุ์) หากจะยึดขนบคู่ที่ลงเอยกันช้ากว่าเป็นคู่หลัก คู่หลังนี้เข้าใจกันช้ากว่าคู่ของหริพันธุ์กับชนนีด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเนื้อเรื่องมีความริษยาของหม่อมชุลีเป็นแกนกลาง เราจึงถือว่าคู่หริพันธุ์กับชนนีเป็นคู่หลัก เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่อยากสปอยล์มาก เอาเป็นว่าตอนจบ happy ending ทั้งสองคู่
เรื่องย่อข้างบนบางคนอ่านแล้วในหัวอาจเต็มไปด้วยคำว่าเอ๊ะ แต่อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเกิดในช่วงปี 251x เป็นยุคที่ยังมองว่าลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกันไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง และผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคนั้นได้เห็นโลกไม่มาก มีทางเลือกชีวิตไม่เยอะนัก ทั้งชนนีและวรรศิกาเห็นหริพันธุ์กับชนกแค่ครั้งสองครั้ง ได้คุยกันแค่ประโยคสองประโยค ก็ประทับใจในตัวฝ่ายชายจนอยากเป็นคู่ชีวิตแล้ว คนรอบตัวก็ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก
เพราะผู้หญิงดีๆ ในยุคนั้นต้องมี ‘ผู้ปกครอง’ เมื่อพ้นจากการปกครองของพ่อแม่ก็ต้องไปอยู่ใต้ปกครองของสามีแทน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่ตัวละครหญิงในเรื่องและในนวนิยายร่วมสมัยส่วนใหญ่จะพยายามทำตัวให้ถูกใจฝ่ายชายและเอาชนะใจสามีหรือแม่สามีด้วย ‘ความดี’ อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในละครโทรทัศน์สมัยก่อน
ตัวละครหนุ่มสาวทั้งสองคู่ เราอยากจะเรียกว่าตัวเอกมากกว่าพระเอกและนางเอก คิดว่าผู้เขียนก็ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น ดูจากที่ย้ำในเรื่องหลายครั้งหลายคราว่าแม้หริพันธุ์จะหล่อเหล่าสง่างามแค่ไหน แต่ความจริงแล้วเป็นผู้ชายอ่อนแอโลเลผิดกับภาพลักษณ์พระเอกภายนอกโดยสิ้นเชิง ต้องชื่นชมผู้เขียนที่ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ให้ตัวละครทุกตัวอย่างเต็มเปี่ยมเท่าเทียมกัน
แม้คนอ่านจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกเขาเหล่านั้น แต่เมื่อมองลึกลงไปยังสาเหตุของการกระทำและภูมิหลังของตัวละครก็พอเข้าใจได้ ความอ่อนแอ ความเห็นแก่ตัว ความปากไวไม่ถนอมน้ำใจคนของตัวละครแต่ละตัวล้วนมีที่มา
กระทั่งหม่อมชุลีที่ถูกวางคาแรคเตอร์ไว้ค่อนข้างสุดโต่ง ก็ยังเป็นภาพสะท้อนของผู้รากมากดียุคเก่าบางส่วนที่ยึดมั่นถือมั่นในความสูงส่งของสายเลือด ไร้ความยืดหยุ่น ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ยอมให้ตัวเองก้าวตามโลก ขณะที่ท่านหญิงนวลน้าสาวเป็นถึงหม่อมเจ้าหญิงกลับไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ชื่นชมหลานเขยที่สร้างตัวได้จากความอุตสาหพยายามแม้ไม่ใช่ผู้ลากมากดี ตระหนักว่าการยึดถือความสูงส่งทางสายเลือดไว้อย่างเหนียวแน่นในโลกที่หมุนไปข้างหน้าเรื่อยๆ มีแต่จะหนักเปล่า
ตรงข้ามกับท่านหญิงนวล หม่อมชุลียึดสิ่งเหล่านั้นไว้ไม่ยอมปล่อย ประกอบกับมีบุคลิกแบบ narcissistic personality disorder ขั้นรุนแรง คือเป็นโรคหลงตัวเองสุดขั้ว ทุกอย่างที่ตัวเองทำถูกต้องดีงามหมด ชอบใช้อำนาจกดข่มคนรอบข้างไว้ใต้การควบคุม ให้โลกของทุกคนหมุนรอบตัวหม่อมชุลีเท่านั้น
สุดท้ายนอกจากจะขังตัวเองไว้ในโลกแคบๆ ที่มีแต่ความคิดลบแล้ว เด็กที่ถูกหม่อมชุลีเลี้ยงดูมา คือ อบสวาท หริพันธุ์ และวรรศิกา ก็อยู่ในโลกแคบๆ ที่มีหม่อมชุลีเป็นจุดศูนย์กลางเช่นกัน แต่ละคนจึงเติบโตมาอย่างดำมืด ไม่รู้จักสังคม เก็บกด ไม่มั่นใจในตัวเอง หริพันธุ์ยังดีหน่อยตรงที่เป็นผู้ชาย ถึงยังไงเมื่อเติบโตขึ้นก็ยังได้เห็นโลกได้เจอสังคมในที่ทำงาน แต่อบสวาทกับวรรศิกานั้นเมื่อก้าวเท้าออกมาใช้ชีวิตนอกวังอโยธยาก็ถึงกับต้องนับหนึ่งใหม่กันเลยทีเดียว
คนมีบุคลิกแบบปิดกั้นตัวเองอย่างหม่อมชุลียังพบเห็นได้ทั่วไปในสังคมยุคปัจจุบัน รวมไปถึงในฐานะพ่อแม่ที่หลงตัวเอง คิดว่าลูกเป็นสมบัติที่ตัวเองจะบงการให้ทำอะไรก็ได้ เพียงแต่อาจอยู่ในรูปแบบที่ไม่สุดโต่งรุนแรงเท่า และเด็กที่ขาดความมั่นใจในตัวเองก็ยังเป็นผลผลิตจากการเลี้ยงดูดังกล่าว โชคดีที่หริพันธุ์ได้ก้าวออกจากโลกแคบๆ ถอยออกมามองในมุมกว้าง ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น แยกแยะผิดชอบชั่วดี จนสุดท้ายเลือกทางเดินที่มอบอิสรภาพให้ชีวิตตัวเองได้
ทั้งนี้ขอชื่นชมผู้เขียน ทั้งที่เขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่เกือบ 60 ปีก่อน แต่สาระสำคัญที่ท่านส่งผ่านมากับเนื้อเรื่องนั้นสอดคล้องกับความรู้ทางจิตวิทยาที่เผยแพร่กันในปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์ยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน และท่านผู้เขียนเข้าใจธรรมชาตินั้นอย่างลึกซึ้งถ่องแท้
นิยายเรื่องนี้เดินเรื่องกระชับรวดเร็ว ความจริงยังมีรายละเอียดที่พูดถึงได้อีก แต่เกรงว่าจะยาวไป จึงขอยกมาแค่การวางตัวละครที่เราค่อนข้างประทับใจ เสียดายนิดหน่อยตามประสาคอนิยายตรงที่หม่อมชุลีตายง่ายตายดายเหลือเกิน บทจะตายก็ตาย แต่อย่างที่บอกว่าทั้งเนื้อเรื่องและตัวละครค่อนข้างสมจริง คนเลวในชีวิตจริงก็ไม่ได้ตายทรมานให้สมกับความเลวนักหรอก ประสาอะไรกับหม่อมชุลีที่ไม่เข้าขั้นเลว เพียงแต่ร้ายและ toxic จนไม่มีใครทนอยู่ด้วยได้(นอกจากไร้ทางไป)เท่านั้นแหละ
ไม่ทราบว่าตัวนิยายยังมีมือ 1 ขายอยู่หรือไม่ ที่เราได้มาเป็นหนังสือมือ 2 ตีพิมพ์ปี 2521 การจัดพิมพ์อ่านไม่สบายตานัก แนะนำว่าถ้าใครอยากหาอ่านและไม่มีมือ 1 ขาย หาฉบับตีพิมพ์ปีหลังๆ มาอ่านน่าจะดีกว่า
หนังสือ
นิยาย
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย