Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
2 พ.ย. 2025 เวลา 10:52 • ธุรกิจ
🧩 "Corporate Startup Illusion”
เมื่อองค์กรใหญ่ “ทำทีเหมือนเปลี่ยน” แต่จริงๆ แล้วไม่เคยขยับเลย
ทำไม Corporate Innovation ส่วนใหญ่ถึงกลายเป็นเครื่องมือการตลาด มากกว่ากลไกการเรียนรู้จริง?
“องค์กรใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดงบฯ แต่เพราะยังไม่กล้ารื้อความเชื่อเดิมที่เคยทำให้ตัวเองใหญ่?”
====
💥 Corporate Start-up ที่แค่ทำให้มีภาพว่ามี แต่ไม่เกิดจริง?
องค์กรยุคใหม่ต่างแข่งขันกันประกาศว่ากำลัง “Transform สู่ Start-up Mindset” เช่น มี Hackathon ทุกไตรมาส, ตั้ง Innovation Hub สุดเท่, และจัด Workshop Design Thinking จนกลายเป็นแฟชั่นทางธุรกิจ เป็นต้น
แต่คำถามคือ…มีสักกี่องค์กรที่ เปลี่ยนจริง?
* เพราะสิ่งที่เรามักเห็นคือ องค์กรที่ “Perform” ว่ากำลังเปลี่ยน มากกว่าองค์กรที่ “Transform” จริงๆ
* Co-working space สวยๆ ล้ำๆ ไม่ใช่คำตอบ หากระบบคิดยังเป็นแบบเดิม และนวัตกรรมไม่เคยไปไกลกว่า press release หน้าเว็บไซต์ เป็นต้น
* หลายองค์กรสร้างทีม Innovation ขึ้นมาราวกับสร้าง “ห้องทดลองในตึกใหญ่” แต่แท้จริงแล้วมันกลายเป็นห้องโชว์ที่เต็มไปด้วยคำว่า “เร็ว” บนกระดาน แต่ข้างในกลับช้าอย่างกับระบบราชการยุคอนาล็อก
* และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ องค์กรเหล่านี้มักพอใจแค่ “ภาพ” ว่ามีทีม Start-up มากกว่าการสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ไอเดียเดินได้เองโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟจากเวที Demo Day
====
🧬 1. DNA ที่ไม่เคยเปลี่ยน ย่อมไม่ให้กำเนิดสิ่งใหม่
* Corporate = Efficiency → เน้นความถูกต้อง การอนุมัติ และความมั่นคง
* Startup = Discovery → เน้นการทดลอง เรียนรู้ และปรับตัวอย่างรวดเร็ว
* องค์กรใหญ่สร้างทีม Startup แต่ยังใช้ “Mindset เดิม — ระบบเดิม — KPI เดิม" = สิ่งที่ได้ก็แค่ “ทีมเดิมในห้องใหม่”
“Corporate สร้างระบบให้คนไม่พลาด แต่ Startup สร้างระบบให้คนกล้าพลาดแล้วเรียนรู้”
* การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “สวมหมวกใหม่” แต่ต้องยอมเปลี่ยน “สมอง” ที่อยู่ใต้หมวกนั้นด้วย
* เพราะนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากห้องใหม่ แต่มันเกิดจากวิธีคิดใหม่ที่กล้าเผชิญความไม่แน่นอนด้วยความอยากรู้ ไม่ใช่ความกลัว
====
💸 2. เงินเดือนเดิม = แรงจูงใจเดิม = ผลลัพธ์เดิม
* อย่าหวังให้พนักงานคิดแบบผู้ประกอบการ หากยังได้รับค่าตอบแทนแบบพนักงานประจำ
* ไม่มี equity ไม่มี reward สำหรับ “การกล้า” และไม่มี consequence สำหรับ “การไม่โต”
สุดท้าย คนเก่งกลายเป็นเพียงนักแสดงในบท “สตาร์ทอัพในองค์กรใหญ่”
* เพราะในระบบที่ทุกอย่าง “ปลอดภัยเกินไป” ไม่มีใครอยากเสี่ยง แม้จะรู้ว่าการไม่เสี่ยงคือการเสี่ยงที่สุดในระยะยาว
* องค์กรที่อยากสร้างคนแบบ Start-up ต้องให้ “แรงจูงใจแบบผู้ร่วมก่อตั้ง” ไม่ใช่ “แรงจูงใจแบบพนักงาน”
* นั่นหมายถึงการให้ Ownership จริง ทั้งในแง่ของผลงาน ความคิด และผลตอบแทนที่สะท้อนความเสี่ยงที่พวกเขาแบกรับ
Startup ไม่ได้เร็วเพราะอยากเร็ว แต่มันเร็วเพราะ "ถ้าช้า มันตาย"
====
⚙️ 3. ระบบที่ยัง “อนุมัติ” มากกว่า “อนุญาต”
Corporate Startup ส่วนใหญ่ยังติดหล่มระบบราชการในคราบนวัตกรรม เช่น
* ต้องขออนุมัติงบหลายชั้น (มีหลายคณะกรรมการมากรองการใช้เงิน แม้กระทั่งเงินไม่กี่หมื่นบาทเพื่อทดลอง เป็นต้น)
* ใช้ระบบจัดซื้อเดิม
* ทำ ROI Report ก่อนเริ่มทดลอง เป็นต้น
“Startup จริงใช้เวลา 1 วันในการทดลอง
แต่ Corporate ใช้เวลา 3 เดือนในการอนุมัติให้เริ่ม…”
“ความเร็ว” ไม่ได้หายไปเพราะทีมไม่เก่ง แต่เพราะระบบยังไม่ปล่อยให้ลอง
* และเมื่อระบบอนุมัติยังเป็น “ระบบควบคุมความเสี่ยง” มากกว่า “ระบบส่งเสริมการเรียนรู้”
* นวัตกรรมก็ไม่ต่างจากการวิ่งมาราธอนที่ต้องรอคนอนุญาตทุกก้าวว่าจะวิ่งได้หรือไม่?”
องค์กรที่เข้าใจจริงจะสร้างระบบที่ “อนุญาตให้ผิดได้” ภายใต้กรอบงบประมาณและความปลอดภัยที่กำหนด ไม่ใช่ระบบที่ “ต้องรอให้ถูกก่อนถึงจะเริ่มได้”
====
⚡ 4. Sandbox ที่ถูกขีดเส้นด้วยกฎเก่า
องค์กรชอบพูดว่า “มีพื้นที่ทดลอง” (Sandbox) แต่ Sandbox ที่ว่ากลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด เช่น
* ต้องใช้ vendor Lists ที่ฝ่ายจัดซื้ออนุมัติแล้วเท่านั้น, รายงานผ่าน ERP เดิมให้บัญชีตรวจหลักฐานให้ครบแบบ Corporate, และต้องรายงานการใช้เงินให้บัญชีฯ ตรวจงบทุกก้าว
* Sandbox แบบนี้ไม่ต่างจาก “สนามเด็กเล่นที่ห้ามเปื้อนดิน” ดูปลอดภัยแต่ไร้การเรียนรู้จริง
* ในโลกจริง Sandbox ต้องหมายถึงพื้นที่ที่ “ผิดได้ ล้มได้ ลองได้” โดยไม่ถูกลงโทษ
“เพราะถ้าทุกครั้งที่ลองผิดแล้วโดนตำหนิ ไม่มีใครอยากลองอะไรใหม่เลย”
Sandbox ที่ดีต้องไม่ใช่แค่พื้นที่ทดลอง แต่เป็นระบบที่สอนให้ทีมรู้จักลุกเมื่อพลาด
====
🧠 5. การตัดสินใจที่ติดอยู่ในอดีต
มักเอาผู้บริหารยุคเก่ามาเป็นโค้ช หรือผู้อนุมัติ และมักใช้ประสบการณ์จากธุรกิจเดิมมาตัดสินโลกใหม่ เช่น
* “ตลาดนี้เล็กเกินไป”
* “ไม่เข้ากับแบรนด์เราหรอก”
* “รอข้อมูลเพิ่มก่อนดีไหม?”
* “ไปทดสอบโน่น/นี่/นั่น ให้เห็นก่อน” เป็นต้น
ในขณะที่ Founder ตัวจริงจะพูดว่า “ตลาดเล็ก แปลว่ายังไม่มีใครทำ รีบลองก่อนดีกว่า”
“นี่คือความต่างระหว่าง คนที่กลัวเสีย กับ คนที่กลัวไม่โต”
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมสตาร์ทอัพที่ล้ม 9 ครั้งยังมีโอกาสสำเร็จในครั้งที่ 10 แต่ Corporate ที่กลัวพลาดเพียงครั้งเดียว กลับหยุดพัฒนาไปตลอดกาล
====
🧭 6. ผู้นำที่ควบคุมมากกว่าโค้ช
* ใน Startup ผู้นำคือ “Coach” ที่เปิดพื้นที่ให้ทีมได้ลองและเรียนรู้
* แต่ใน Corporate ผู้นำยังเป็น “Controller” ที่กลัวความผิดพลาดมากกว่ากลัวความล้าหลัง
องค์กรที่อยากเห็นนวัตกรรมจริง ต้องเริ่มจากผู้นำที่กล้ายอมรับว่า “ผิดก็ได้ ขอแค่เรียนรู้เร็วกว่าเดิม”
เพราะในโลกของนวัตกรรม ผู้นำที่ดีที่สุดไม่ใช่คนที่ตอบได้ทุกคำถาม แต่คือคนที่ “สร้างสภาพแวดล้อมที่คนกล้าถามคำถามใหม่ๆ”
====
🧩 7. มักบอกว่า Prototype ดีนะ แต่ไม่เคยโตจริง?
* หลายโปรเจกต์ Corporate Startup สวยหรูใน Demo Day แต่ไม่มี “Day 2” เพราะไม่มีเจ้าภาพในธุรกิจหลัก ไม่มีงบปีต่อ และไม่มีแผน Integration ที่ชัดเจน
* Prototype ใน Corporate Start-up เลยกลายเป็นของโชว์ใน slide มากกว่าของใช้ในตลาดจริง
* การจะ Scale จริง ต้องเริ่มจากการวางระบบ “ต่อเนื่อง” ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่รอให้ Demo เสร็จแล้วค่อยคิดว่าจะไปต่อยังไง
“Prototype ที่ดีไม่ได้จบที่การนำเสนอ แต่ต้องต่อยอดได้ในระบบจริง”
====
🔁 จะ “รอดจริง” ไม่ใช่แค่ “ดูรอด” ได้อย่างไร?
1️⃣ สร้างหน่วยนวัตกรรมอิสระ (Independent Entity)
* ให้ทีมคิดและตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องรอไฟเขียวจากระบบหลักมีงบของตัวเอง
* และ KPI ที่ชัดว่ามุ่งวัด “การเรียนรู้” ไม่ใช่ “รายได้ชั่วคราว”
2️⃣ เปลี่ยน KPI จากผลลัพธ์ → การเรียนรู้
* วัดผลจาก “จำนวนสมมติฐานที่พิสูจน์ได้” มากกว่า “ยอดขายระยะสั้น”
* เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ไวสำคัญกว่ากำไรเร็ว
3️⃣ พิสูจน์ด้วยการสร้างพันธมิตรจริง ไม่ใช่แค่โพสต์ PR
* องค์กรใหญ่ให้ทุนและเครือข่าย ส่วนทีมเล็กให้ความเร็วและความกล้า ไม่ใช่การร่วมมือเพื่อถ่ายรูป
* แต่เพื่อ “เชื่อมระบบความคิด” ระหว่างคนที่กลัวเสียกับคนที่กล้าลอง
4️⃣ เปลี่ยนภาวะผู้นำจาก Approval → Empowerment
* อย่าถามว่า “ได้อนุมัติหรือยัง” แต่ให้ถามว่า “ได้เรียนรู้อะไรจากรอบก่อน”
* และให้รางวัลกับ “การเรียนรู้ที่แท้จริง” มากกว่าความสำเร็จปลอม ๆ บน PowerPoint
* “คนเก่า” จงเป็นผู้สนับสนุน…”ชี้แนะ” แนวทาง…ไม่ใช่คนฟันธง หรือมาชี้นำ...
====
✨ ดังนั้น นวัตกรรมที่แท้ ไม่ต้อง “โชว์” แต่ต้อง “ใช้ได้”
จริงๆ Corporate Startup ในไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะคนไม่เก่ง แต่เพราะองค์กรไม่กล้า “เปลี่ยนสิ่งที่เคยทำให้สำเร็จ”
การยึดติดกับระบบเดิมคือการปฏิเสธการเติบโตที่แท้จริง
“องค์กรที่กลัวพลาด จะไม่มีวันค้นพบสิ่งใหม่”
“องค์กรที่กล้าเรียนรู้ จะอยู่รอดในโลกที่ไม่มีสูตรสำเร็จ”
ในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าระบบอนุมัติ การยอมให้ทีมได้ลองก่อนถูก อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดขององค์กรยุคนี้ เพราะอนาคตไม่ได้เป็นขององค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นขององค์กรที่ “เรียนรู้ไวที่สุด”
และถ้าไม่ทำจริงคำว่า “Corporate Start-up” ก็แค่การ PR เพื่อให้องค์กรนั้นดูเหมือนมี Innovation ก็เท่านั้นเลย!
#วันละเรื่องสองเรื่อง #CorporateInnovation #StartupMindset #Leadership #TransformationWithSubstance #RelearnToSurvive
วัฒนธรรมองค์กร
ธุรกิจ
สตาร์ทอัพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย