4 พ.ย. 2025 เวลา 02:12

"สัญญาณเตือนจากปลายปี: ทำไมไทยต้องเร่งปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง"

🚨 ปรากฏการณ์ "พฤศจิกายนเปียก" สัญญาณเตือนที่ไม่อาจมองข้าม
ขณะที่ประเทศควรจะเริ่มสัมผัสความหนาวเย็นของต้นฤดูแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันกลับกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนและรุนแรงยิ่งขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝนที่ตกหนักผิดปกติจนทำให้เกิด น้ำรอระบาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ระบายได้ช้า หรือปริมาณน้ำในเขื่อนหลักอย่าง เขื่อนภูมิพล ที่เต็มความจุเกือบ 100% ตั้งแต่ปลายปี ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการต้องระบายน้ำฉุกเฉินและซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วมท้ายน้ำ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล แต่คือ "Small Signal" ที่กำลังบ่งชี้ถึงความเร่งด่วนในการปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย
💸 งบประมาณที่ทุ่มไปกับการ "เยียวยา" VS การ "ป้องกัน"
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับวงจรซ้ำซากของภัยพิบัติ "น้ำท่วม-น้ำแล้ง" สลับกันอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และ เยียวยา ผู้ประสบภัย
รายการงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (โดยประมาณ) และ บทสรุปการใช้งบประมาณ
งบกลางเพื่อเยียวยาภัยพิบัติ (น้ำท่วม-น้ำแล้ง) ในแต่ละปีงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องอนุมัติ งบกลาง (รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน) เพื่อแก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติ ปีละประมาณ 40,000 – 50,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไปกับการเยียวยาน้ำท่วมน้ำแล้ง
ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าในช่วง 5 ปีของ ครม. ชุดหนึ่ง มีการจัดงบอุ้มเกษตรกรและแก้ภัยพิบัติรวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งภัยพิบัติหลักคือน้ำท่วม-น้ำแล้ง)
งบประมาณส่วนนี้เป็นการ เผาผลาญ ไปกับการชดเชยความเสียหายหลังเกิดเหตุการณ์แล้ว ทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงินไป ลงทุนเชิงโครงสร้าง
งบประมาณบริหารจัดการน้ำรายปี มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีงบประมาณ 2567-2568 งบประมาณที่จัดสรรเพื่อการบริหารจัดการน้ำ (รวมทุกแผนงาน) พุ่งทะลุปีละกว่า 1 แสนล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2567 มีการเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำวงเงินกว่า 3.3 แสนล้านบาท ในภาพรวม
งบประมาณเริ่มมุ่งไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่หากไม่สามารถลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้ดีพอ รัฐอาจต้อง กู้เงินเพิ่ม มาใช้ในการเยียวยาซ้ำซาก
การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการเยียวยาภายหลังความเสียหาย ชี้ให้เห็นว่า โมเดลการบริหารจัดการน้ำของประเทศยังคงเป็นแบบ "ตั้งรับ" มากกว่า "ป้องกัน" ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
⚙️ ปฏิรูปสู่การจัดการน้ำแบบองค์รวมและยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจากวงจร "ท่วม-แล้ง-เยียวยา" ประเทศไทยจำเป็นต้องหันมาลงทุนและสร้างความเข้มแข็งใน 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. การจัดการน้ำต้นทุนและน้ำท่วม (Smart Water Management) การพร่องน้ำล่วงหน้า: พัฒนาระบบพยากรณ์น้ำและอากาศให้มีความแม่นยำสูง เพื่อให้สามารถ ปรับแผนการเก็บกักและระบายน้ำ ออกจากเขื่อนหลักได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ ก่อนที่พายุจะเข้า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: เร่งรัดการปรับปรุงและก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมถาวร อาทิ อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก/กลาง, แก้มลิง, คลองผันน้ำ และ อุโมงค์ระบายน้ำในเขตเมือง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่สูงเกินกว่าปกติ
2. การบริหารจัดการน้ำในเมือง (Sponge City Concept) ปัญหาน้ำรอระบายในเมืองหลวงต้องถูกแก้ไขด้วยแนวคิดที่ผสมผสาน โครงสร้างแบบแข็ง (ท่อระบายน้ำ, อุโมงค์) กับ โครงสร้างแบบอ่อน (การเพิ่มพื้นที่สีเขียว, การทำทางน้ำซึมผ่าน, การออกแบบอาคารที่กักเก็บน้ำฝนได้) เพื่อให้เมืองสามารถ ดูดซับ และ ชะลอ น้ำได้ด้วยตนเอง
3. เอกภาพทางข้อมูลและเทคโนโลยี
ผลักดันการใช้ ระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติแบบเรียลไทม์ (Real-time National Water Data Platform) ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การตัดสินใจของทุกหน่วยงาน (ตั้งแต่กรมชลประทาน กฟผ. จนถึง กทม.) สอดประสานและเป็นเอกภาพ ไม่เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ขัดแย้งกัน
สรุป: การลงทุนที่ชาญฉลาด
สัญญาณเตือนจาก "พฤศจิกายนเปียก" ในปีนี้ คือเสียงเรียกร้องให้ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างเด็ดขาด จากการใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาทไปกับการ เยียวยา ในแต่ละปี มาเป็นการ ลงทุนในระบบป้องกัน ที่จะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว เพราะการจัดการน้ำที่ดี คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน
โฆษณา