6 พ.ย. เวลา 02:20 • ข่าวรอบโลก

สหรัฐฯ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

นิติการุณย์
มิ่งรุจิราลัย
 
องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (Organization of the Petroleum Exporting Countries) หรือโอเปก
เป็นองค์กรระหว่างประเทศของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน 1960
โอเปกมี 5 สมาชิกผู้ก่อตั้งคืออิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา
เป็นผู้กำหนดโควตาการผลิตน้ำมันดิบของประเทศสมาชิก
และมีอิทธิพลอย่างมากต่ออุปทานและราคาน้ำมันในตลาดโลก
ปัจจุบันโอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศคือ
อิหร่าน (1960) อิรัก (1960) คูเวต (1960) ซาอุดีอาระเบีย (1960) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1967) แอลจีเรีย (1969)
ลิเบีย (1962) ไนจีเรีย (1971) กาบอง (2016) อิเควทอเรียลกินี (2017) สาธารณรัฐคองโก (2018) และเวเนซุเอลา (1960)
12 ประเทศสมาชิกโอเปกผลิตน้ำมันดิบได้เฉลี่ยประมาณ 27-28 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาร์เรลต่อปี
มีส่วนแบ่งในตลาดโลกประมาณร้อยละ 35-40 ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบรวมทั่วโลก
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก303.22 พันล้านบาร์เรล (ค.ศ.2024)
แต่การผลิตจริงถูกจำกัดอย่างมาก เนื่องจากถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ และปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
แม้ว่าจะมีข้อจำกัดมากมายแต่เวเนซุเอลาก็สามารถผลิตน้ำมันได้มากถึง 8.9 แสนถึง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อูโก ชาเบซ อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนที่ 45 (1999-2013) เป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่คนยากจน
และเป็นที่รู้จักจากการดำเนินนโยบายสังคมนิคมแบบศตวรรษที่ 21 หรือที่เรียกว่าชาบิสโม
เน้นการปฏิรูปที่ดิน กระจายความมั่งคั่งจากน้ำมัน และต่อต้านจักรวรรดินิยมสหรัฐ
สหรัฐพยายามโค่นล้มชาเบซมายาวนาน มีความพยายามรัฐประหาร เมื่อ ค.ศ.2002 แต่ไม่สำเร็จ
แถมยังถูกต่อต้านจากมวลชนผู้สนับสนุนชาเบซอย่างรุนแรง
เมื่อชาเบซถึงแก่อสัญกรรม นิโคลัส มาดูโร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้รักษาการประธานาธิบดี
และชนะการเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2013 สืบทอดอำนาจต่อจากชาเบซ
สหรัฐและพันธมิตรหลายประเทศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของมาดูโร
จากนั้น สหรัฐก็เดินหน้าคว่ำบาตรชุดใหญ่ต่อเวเนซุเอลา โดยมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ
รวมทั้งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมาดูโร
ปิดกั้นการเข้าถึงระบบการเงินโลก เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง
ขณะที่ผมเขียนเปิดฟ้าส่องโลกรับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพอยู่นี้ รายงานของวอชิงตันโพสต์บอกว่า
เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐ 8 ลำ เรือปฏิบัติการพิเศษ 1 ลำ และเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ลำหนึ่ง เข้าประจำการอยู่ในแคริบเบียนแล้ว
แถมด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ที่คาดว่าจะเดินทางมาพร้อมกับเรือทหารอีก 3 ลำในสัปดาห์หน้า
2
รวมแล้วจะมีบุคลากรทางทหารทั้งสิ้นกว่า 4 พันนาย
นี่ยังไม่รวมกับฝูงบินรบ F-35 ที่เข้าไปประจำการที่ฐานทัพสหรัฐแห่งหนึ่งในปอร์โตริโกด้วย
รัฐบาลสหรัฐตั้งข้อกล่าวหาทางอาญาต่อมาดูโรและบุคคลใกล้ชิดว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การฟอกเงิน และการก่อการร้ายค้ายาเสพติด
โดยบอกว่าเวเนซุเอลาเป็นฐานที่มั่นของผู้ค้ายาเสพติดและกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ
ก่อนหน้านั้น สหรัฐโจมตีเรือ 10 กว่าลำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นของกลุ่มลักลอบขนยาเสพติด
ซึ่งมาดูโรก็โจมตีสหรัฐกลับว่า สหรัฐกำลังสร้างสถานการณ์สงคราม
ทำให้ภูมิภาคนี้ตึงเครียด เพราะมีความเสี่ยงที่จะบานปลายขยายเป็นสงครามได้ในอนาคต
สหรัฐมีนโยบายเก่าแก่ที่เรียกว่า Monroe Doctrine ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการว่า
‘ทวีปอเมริกาทั้งซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในลาตินอเมริกา’
สหรัฐไม่ต้องการให้มีระบอบการปกครองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐ ซึ่งต่อต้านลัทธิทุนนิยมและนโยบายต่างประเทศสหรัฐ ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของตน
เป้าหมายของสหรัฐคือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของเวเนซุเอลาให้สำเร็จ
เพราะหากสำเร็จ สหรัฐก็ถือว่ายิงปืนนัดเดียวตกมาหลายฝูง
ได้ทั้งกำจัดผู้นำที่เป็นศัตรูกับสหรัฐมายาวนาน รวมทั้งลดทอนอิทธิพลจีน-รัสเซียในภูมิภาค
ที่สำคัญที่สุดคือ การที่สหรัฐจะได้เข้ามาควบคุม
และมีอิทธิพลเหนือแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเวเนซุเอลาได้สะดวกโยธิน.
โฆษณา