8 พ.ย. 2025 เวลา 12:39 • ธุรกิจ

การทรยศครั้งประวัติศาสตร์ จากพันธมิตรสู่ศัตรู เมื่อ Apple เลือก TSMC แทน Samsung

ในฤดูใบไม้ร่วงของปี 2015 มีคนนับล้านกำลังแกะกล่อง iPhone 6S ใหม่เอี่ยม ภายนอกของมันคือความสมบูรณ์แบบของอะลูมิเนียมและกระจกที่ไร้รอยต่อ ซึ่งทุกเครื่องหน้าตาแทบจะเหมือนกันหมด
1
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามนั้น คือการต่อสู้ระดับจุลภาคที่กำลังเกิดขึ้นอย่างดุเดือด
ในโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง สมองซิลิคอน หรือโปรเซสเซอร์ A9 ถูกสร้างขึ้นจากโรงงานในเกาหลีใต้ โดย Samsung คู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Apple
แต่อีกเครื่องหนึ่ง ที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ สมองของมันกลับมาจากผู้ผลิตในไต้หวัน บริษัทที่ชื่อว่า TSMC
ผู้บริโภคอย่างเราไม่มีทางรู้เลย…
แต่การซื้อ iPhone ในปีนั้น ทำให้พวกเขาได้เข้าร่วม “การทดลอง” ครั้งสำคัญขององค์กรที่มีเดิมพันสูงลิบมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์โดยไม่รู้ตัว
มันคือการ “ประชัน” กันอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน เพื่อตอบคำถามเพียงข้อเดียว
ซัพพลายเออร์รายใดของ Apple ที่เหนือกว่ากันแน่?
การทดลองนี้จะมีผู้ชนะที่ชัดเจน และผู้แพ้… ที่หลังจากเป็นพันธมิตรที่ซับซ้อนกันมาหนึ่งทศวรรษ กำลังจะถูกหักหลังครั้งใหญ่
1
และเพื่อที่จะเข้าใจการหักหลังครั้งนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ของพวกเขาก่อน
1
เป็นเวลาหลายปีที่ Apple และ Samsung เป็นสุดยอด “Frenemies” ของโลกเทคโนโลยี คำนี้แทบจะอธิบายความยิ่งใหญ่ของการพึ่งพาอาศัยกัน และความขัดแย้งของทั้งคู่ได้ไม่หมด
ลองนึกภาพตาม พวกเขากำลังทำสงครามกฎหมายกันทั่วโลก เรื่องการออกแบบสมาร์ทโฟน แต่ในขณะเดียวกัน เบื้องหลังพวกเขากลับเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของกันและกัน
2
พันธมิตรนี้เริ่มต้นในปี 2005
ในตอนนั้น Apple ยังเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งฟื้นตัว และ Steve Jobs กำลังเตรียมผลิตภัณฑ์ที่จะเปลี่ยนโลก นั่นคือ iPod Nano และ iPhone ที่ยังเป็นความลับสุดยอด
อุปกรณ์เหล่านี้ไม่สามารถใช้ Hard drives ที่เทอะทะได้ พวกเขาต้องการ Flash memory หรือหน่วยความจำแฟลช จำนวนมหาศาล
ตลาดชิปเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องความผันผวน แต่มีบริษัทหนึ่งที่เป็นยักษ์ใหญ่ นั่นคือ Samsung ซึ่งควบคุมอุปทานเกือบ 50% ของทั้งโลก
สำหรับ Apple อุปทานที่มั่นคงคือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ มีรายงานว่า Steve Jobs กล่าวในตอนนั้นว่า “ใครก็ตามที่ควบคุม Flash จะควบคุมตลาดนี้”
ข้อตกลงจึงเกิดขึ้น ความร่วมมือนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น Samsung กลายเป็นผู้ผลิตแต่เพียงผู้เดียวสำหรับชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุด
นั่นคือ Application processor หรือสมองซิลิคอนที่ Apple ออกแบบเองสำหรับ iPhone และ iPad
นี่คือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างแท้จริง
Apple ที่มี Tim Cook ปรมาจารย์ด้านซัพพลายเชน ต้องการพันธมิตรที่มีทั้งเงินทุนและความเชี่ยวชาญในการสร้างโรงงานผลิตชิป หรือที่เรียกว่า Fabs ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์และทักษะทางเทคนิคขั้นสูง
1
ในทางกลับกัน Samsung ก็ต้องการลูกค้ารายใหญ่ที่รับประกันยอดสั่งซื้อ เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล
1
ในปี 2012 เพียงปีเดียว Samsung ใช้เงินลงทุนสูงถึง 21,000 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าคู่แข่งอย่าง Intel ไปไกล
ยอดสั่งซื้อมหาศาลของ Apple ช่วยลดความเสี่ยงให้ Samsung ทำให้พวกเขากล้าสร้าง Fabs ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ด้วยความมั่นใจว่าสายการผลิตจะไม่ว่างงาน
แต่ความร่วมมือนี้มี “ข้อบกพร่องร้ายแรง” ซ่อนอยู่
Samsung ไม่ได้เป็นแค่ซัพพลายเออร์ แต่กำลังกลายเป็นคู่แข่งที่อันตรายที่สุดของ Apple อย่างรวดเร็ว
1
ในฐานะผู้ผลิตโปรเซสเซอร์ A-series แต่เพียงผู้เดียว Samsung มีข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดของ Apple
พวกเขารู้แผนงานผลิตภัณฑ์ หรือ Product roadmap รู้การคาดการณ์ยอดขาย
พวกเขารู้แน่ชัดว่า Apple ต้องการชิปกี่ล้านชิ้น เทคโนโลยีใหม่อะไรกำลังจะมา และ Apple คิดว่าตลาดสมาร์ทโฟนจะใหญ่แค่ไหน
นักวิเคราะห์คนหนึ่งกล่าวว่า ตำแหน่งนี้ช่วยให้ Samsung “มองเห็นว่าทิศทางของอุตสาหกรรมมือถือกำลังจะไปทางไหน” ทำให้ได้เปรียบอย่างมหาศาลในการทุ่มเงินให้กับแผนกมือถือของตัวเอง
นี่ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงทางทฤษฎี
หลังจากที่ Samsung ออกมาปฏิเสธความสำเร็จของ iPhone ในช่วงต้นปี 2010 โดยบอกว่ามันเป็นแค่ “ความตื่นเต้นของพวกคลั่งไคล้ Apple”
แต่ในทางลับ หัวหน้าฝ่ายมือถือของ Samsung กลับส่งอีเมลบอกพนักงานในทิศทางตรงกันข้าม “การเกิดขึ้นของ iPhone หมายความว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนวิธีการของเราแล้ว”
ต่อมาในปีนั้น Samsung ก็ได้เปิดตัว Galaxy S
โทรศัพท์ Android รุ่นนี้ มีรูปลักษณ์และความรู้สึกที่คล้ายกับ iPhone มากเสียจนส่งคลื่นกระแทกไปถึง Cupertino
1
แน่นอนว่า Steve Jobs โกรธมาก
1
บริษัทที่เขากำลังจ่ายเงินหลายพันล้าน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุด กลับกำลังใช้ข้อมูลที่ได้จากความสัมพันธ์นั้น มา “โคลน” ผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการที่สุดของเขา
ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นด้วยกลยุทธ์ของ Apple เอง ในปี 2010 Apple ได้เปิดตัวชิป A4 ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์ตัวแรกที่ออกแบบเองทั้งหมดภายในบริษัท
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ โปรเซสเซอร์ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่หาซื้อจากใครก็ได้อีกต่อไป มันคือ “สูตรลับ” ของ Apple เป็นทรัพย์สินทางปัญญาหลักที่ทำให้ iPhone มีประสิทธิภาพที่เป็นเอกลักษณ์
1
การมอบหมายการผลิตเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์นี้ให้กับคู่แข่งโดยตรง จึงเป็นมากกว่าความเสี่ยงทางธุรกิจ มันคือ “ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่”
โครงสร้างซัพพลายเชนของ Apple ไม่ใช่แค่ช่องโหว่ แต่มันกำลังติดอาวุธให้กับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของตัวเอง
ในเดือนเมษายน 2011 สงครามเย็นก็ร้อนระอุ Apple ยื่นฟ้องคดีละเมิดสิทธิบัตรครั้งใหญ่ต่อ Samsung ในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่ายักษ์ใหญ่เกาหลี “ลอกเลียนแบบ” การออกแบบและอินเทอร์เฟซของ iPhone
1
นี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระดับโลก มีคดีฟ้องร้องมากกว่า 50 คดีใน 10 ประเทศ
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ในเดือนสิงหาคม 2012 คณะลูกขุนสหรัฐฯ สั่งให้ Samsung จ่ายค่าเสียหายให้ Apple กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์
คดีความเหล่านี้ได้ตีแผ่ความย้อนแย้งที่ไม่อาจดำเนินต่อไปได้
Apple กำลังฟ้องร้องคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของตนเป็นเงินหลายพันล้าน ในขณะเดียวกันก็ต้องเขียนเช็กจ่ายเงินให้พวกเขาอีกหลายพันล้าน เพื่อผลิตหัวใจของ iPhone
ภายใน Apple เอง การตัดสินใจฟ้องก็เป็นที่ถกเถียง มีรายงานว่า Tim Cook ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการทางกฎหมาย เพราะรู้ดีว่า Apple พึ่งพา Samsung มากแค่ไหน
แต่ความอดทนของ Steve Jobs หมดลงแล้ว สถานการณ์นี้ไม่สามารถไปต่อได้ Apple ต้องหาทางออก
พวกเขาต้องการพันธมิตรใหม่ ที่สามารถเทียบเคียงเทคโนโลยีและขนาดของ Samsung ได้ แต่ปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ร้ายแรง พวกเขาต้องการ “แผนการหลบหนี”
เพื่อทำความเข้าใจเส้นทางหลบหนีนี้ เราต้องเข้าใจภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม Semiconductor กันก่อน
1
การผลิตชิปมี 2 โมเดลธุรกิจหลัก
หนึ่งคือ IDMs หรือ Integrated Device Manufacturers บริษัทอย่าง Intel และ Samsung คือพวกนี้ พวกเขาออกแบบชิปของตัวเอง และผลิตในโรงงาน Fabs ของตัวเอง ควบคุมทั้งกระบวนการ
สองคือ Pure Play Foundry หรือโรงหล่อชิปแบบรับจ้างผลิตอย่างเดียว ซึ่งบุกเบิกโดยบริษัทชื่อ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC
โรงหล่อชิปแบบ Pure Play ทำสิ่งเดียว คือผลิตชิปที่บริษัทอื่นออกแบบ พวกเขาคือผู้ผลิตตามสัญญา โมเดลธุรกิจทั้งหมดสร้างขึ้นบนความไว้วางใจและความเป็นกลาง
พวกเขาไม่ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่เคยแข่งขันกับลูกค้า
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก สำหรับบริษัทอย่าง Apple ที่การออกแบบชิปกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่าที่สุด โรงหล่อชิปแบบ Pure Play จึงเปรียบเสมือน “Safe Zone”
การเป็นพันธมิตรกับ TSMC จะเป็นแค่พันธมิตร ไม่ใช่ Frenemy ความเสี่ยงที่คู่แข่งจะล่วงรู้การออกแบบก็จะหายไป
1
มีเรื่องเล่าว่า Tim Cook เคยบอกกับ Morris Chang ผู้ก่อตั้ง TSMC เมื่อพูดถึงดีลกับ Intel ว่า “Intel แค่ไม่รู้วิธีที่จะเป็น Foundry” พวกเขาขาดวัฒนธรรมที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นหัวใจของ TSMC
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันเป็นกลยุทธ์ที่วางแผนมาหลายปี และไม่ได้เริ่มที่ A9 แต่เริ่มที่ชิป A8 ในปี 2014
สำหรับ iPhone 6 นั้น Apple ได้เดินเกมครั้งสำคัญเพื่อทำลายการผูกขาดของ Samsung โดยมอบคำสั่งซื้อโปรเซสเซอร์ A8 ส่วนใหญ่ให้กับ TSMC
1
นี่คือภารกิจครั้งใหญ่และเป็นความเสี่ยงที่คำนวณไว้แล้ว การย้ายการออกแบบชิปที่ซับซ้อนไปสู่ผู้ผลิตรายใหม่และกระบวนการผลิตใหม่ หรือ Process node ที่ 20nm ซึ่งล้ำสมัยในตอนนั้น เป็นเรื่องที่ยากและแพงมหาศาล
มันต้องใช้ความร่วมมือหลายปีและการลงทุนมหาศาลจากทั้งสองบริษัท มีรายงานว่า TSMC ต้องทุ่มเทโรงงานแห่งใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับปริมาณมหาศาลของ Apple
การเปิดตัว iPhone 6 จึงเปรียบเสมือนการทดสอบ Stress test ครั้งใหญ่ในโลกความจริง
Apple ต้องการรู้ว่า TSMC ไม่เพียงแค่มีเทคโนโลยี แต่ยังสามารถดำเนินการผลิตในระดับ Scale และ Speed ที่การเปิดตัว iPhone ต้องการได้หรือไม่
2
TSMC ผ่านการทดสอบอย่างฉลุย ชิป A8 ที่มีทรานซิสเตอร์ 2 พันล้านตัว ประสบความสำเร็จ
การเปิดตัว iPhone 6 พิสูจน์แล้วว่า TSMC เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้แทน Samsung มันคือกระสุนเตือน การซ้อมใหญ่จบลงแล้ว
และเวทีก็พร้อมสำหรับการแสดงหลัก… การแข่งขันแบบตัวต่อตัว
ในเดือนกันยายน 2015 พร้อมกับการเปิดตัว iPhone 6S นั้น Apple ทำในสิ่งที่ไ่ม่เคยทำมาก่อน
พวกเขาสั่งชิป A9 โดยแบ่งครึ่งตรงกลาง หรือ Dual sourcing จากทั้ง Samsung และ TSMC
นี่ไม่ใช่แค่การประกันอุปทาน แต่มันคือการ “ประชัน” กันอย่างจงใจ ต่อหน้าสาธารณชน ระหว่างสองโรงหล่อชิปที่ล้ำที่สุดในโลก
การต่อสู้ครั้งนี้น่าสนใจมาก ชิป A9 ของ Samsung ถูกสร้างบนกระบวนการ 14nm FinFET ที่ใหม่เอี่ยมและเหนือกว่าในทางทฤษฎี
ส่วนของ TSMC ถูกสร้างบนกระบวนการ 16nm FinFET
เราต้องมาขยายความคำศัพท์เหล่านี้ Process node ที่วัดเป็นนาโนเมตร หรือ nm คือคำทางการตลาดที่บอกขนาดทรานซิสเตอร์ ยิ่งเลขน้อยอย่าง 14nm หมายความว่าอัดทรานซิสเตอร์ได้มากขึ้น ซึ่งควรจะแรงกว่าและประหยัดไฟกว่า
1
ส่วน FinFET คือสถาปัตยกรรมทรานซิสเตอร์ 3 มิติ ที่ปฏิวัติวงการ ช่วยควบคุมกระแสไฟและลดการรั่วไหลของพลังงานได้ดีกว่าแบบ 2 มิติเดิมๆ
ดังนั้น “บนหน้ากระดาษ” Samsung มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน 14nm ควรจะดีกว่า 16nm
2
แต่ความจริงไม่ได้ถูกค้นพบในห้องแล็บของ Apple มันถูกค้นพบบนอินเทอร์เน็ต
ไม่นานหลัง iPhone 6s เปิดตัว ผู้ใช้ในฟอรัมอย่าง Reddit และ MacRumors เริ่มสังเกตเห็นเรื่องแปลกๆ
พวกเขาใช้แอป Benchmark และพบว่า iPhone ที่หน้าตาเหมือนกัน กลับรายงานรหัสฮาร์ดแวร์ต่างกัน เผยให้เห็นการมีอยู่ของสองโปรเซสเซอร์
1
วงการเทคโนโลยีตื่นตัวทันที บริษัทชำแหละชิ้นส่วนอย่าง Chipworks ผ่าเครื่องและยืนยันการค้นพบนี้
ชิป A9 ของ Samsung มีขนาดเล็กกว่าของ TSMC จริงตามคาด คือ 96 ตารางมิลลิเมตร เทียบกับ 104.5 ตารางมิลลิเมตร
ขนาดที่เล็กกว่าคือข้อได้เปรียบในการผลิต เพราะหมายความว่าได้ชิปมากขึ้นจาก Silicon wafer แผ่นเดียว ซึ่งช่วยลดต้นทุน
แต่แล้ว… การทดสอบประสิทธิภาพก็มาถึง และผลลัพธ์ก็น่าตกตะลึง
ในการทดสอบ Benchmark ที่หลากหลาย รูปแบบที่ชัดเจนก็ปรากฏขึ้น
เมื่อต้องประมวลผล CPU หนักๆ ต่อเนื่อง iPhone ที่ใช้ชิปของ TSMC กลับมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในการทดสอบบางรายการ ความแตกต่างนั้นน่าทึ่งมาก คือนานกว่าเครื่องที่ใช้ชิป Samsung ถึง 2 ชั่วโมง
การทดสอบเพิ่มเติมยังพบว่าชิป TSMC ทำงานได้เย็นกว่าภายใต้ภาระงาน ซึ่งบ่งชี้ถึงการจัดการความร้อนที่เหนือกว่า
ข้อได้เปรียบ “บนหน้ากระดาษ” พลิกกลับโดยสิ้นเชิงใน “โลกความจริง”
ชิป 16nm ของ TSMC ที่ควรจะด้อยกว่าและใหญ่กว่า กลับทำงานได้ดีกว่าชิป 14nm ที่เล็กกว่าและล้ำหน้ากว่าของ Samsung
ปรากฏการณ์ “Chipgate” จึงถือกำเนิดขึ้น
ผลลัพธ์นี้เผยความจริงที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการผลิตชิป ปรากฏว่า “ตัวเลขนาโนเมตร” เป็นเครื่องมือการตลาดมากกว่าตัววัดคุณภาพที่แม่นยำ
1
Samsung อาจจะ “รีบ” ไปสู่ 14nm แต่กระบวนการ 16nm ของ TSMC นั้น “มีประสิทธิภาพ” มากกว่า ได้รับการปรับจูนมาดีกว่า และ “รั่ว” น้อยกว่า
มันสูญเสียพลังงานไปเป็นความร้อนน้อยกว่า ส่งผลให้ชิปประหยัดพลังงานกว่า แม้ทรานซิสเตอร์จะใหญ่กว่าก็ตาม
1
Samsung ชนะการแข่งขันด้านการตลาด แต่ TSMC ชนะการวิ่งมาราธอนด้านวิศวกรรม
เมื่อเรื่อง Chipgate ระเบิดบนโลกออนไลน์ สร้างกระแสว่ามี “iPhone เครื่องดี” (TSMC) และ “iPhone เครื่องห่วย” (Samsung) Apple ก็ถูกบีบให้ต้องตอบสนอง
1
บริษัทออกแถลงการณ์อย่างระมัดระวัง โดยลดความสำคัญของการค้นพบนี้
1
Apple อ้างว่าการทดสอบสังเคราะห์ที่รันงานหนักต่อเนื่อง ไม่ได้สะท้อนการใช้งานจริง และข้อมูลภายในของบริษัทพบว่าแบตเตอรี่ต่างกันแค่ 2-3% เท่านั้น
2
แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว การรับรู้ของสาธารณะได้ถูกตัดสินไปแล้ว
และเบื้องหลัง… Apple ก็มีข้อมูลเชิงประจักษ์กองเท่าภูเขาที่ผ่านการตรวจสอบโดยสาธารณะแล้ว
การปล่อยสองเวอร์ชันออกสู่ตลาด Apple ได้ใช้ลูกค้าหลายล้านคนของตนเป็นทีมประกันคุณภาพ หรือ QA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เสียงโวยวายของสาธารณชน เป็นเพียงต้นทุนในการได้มาซึ่งข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า… ใครดีกว่ากันแน่
ข้อพิสูจน์นั้น ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ผลกระทบจาก Chipgate นั้นรวดเร็วและเด็ดขาด
ในเดือนกันยายน 2016 เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone 7 โปรเซสเซอร์ภายใน A10 Fusion มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว
1
Apple “ตัด” Samsung ออกจากเกมโดยสิ้นเชิง และมอบสัญญาสั่งผลิต 100% ให้กับ TSMC
การตัดสินใจแบบ “ผู้ชนะกินรวบ” นี้ ไม่ได้มาจากแค่ข้อมูลประสิทธิภาพของ A9 เท่านั้น TSMC ยังมีไพ่ตายอีกใบ เป็นหมัดน็อกทางเทคโนโลยีที่ Samsung ไม่มีทางสู้ได้
นั่นคือเทคโนโลยีการบรรจุ หรือ Packaging แบบใหม่ที่ปฏิวัติวงการชื่อว่า INFO หรือ Integrated Fan-Out
1
ตามปกติ โปรเซสเซอร์จะถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรย่อย หรือ Substrate ก่อนจะวางบนแผงวงจรหลัก เทคโนโลยี INFO นี้กำจัดแผ่น Substrate นั้นทิ้งไป ทำให้สามารถเชื่อมต่อชิปได้โดยตรง
1
สิ่งนี้ทำให้ TSMC สามารถซ้อนโปรเซสเซอร์ A10 และ DRAM หรือหน่วยความจำ เข้าด้วยกันในแพ็กเกจเดียวที่บางกว่ามาก
ผลลัพธ์คือ ความหนาลดลง 20% ความเร็วเพิ่มขึ้น 20% และระบายความร้อนดีขึ้น 10%
สำหรับ Apple ที่หมกมุ่นกับการทำให้ iPhone บางลงและแรงขึ้น INFO คือตัวเปลี่ยนเกม
1
Samsung ไม่มีเทคโนโลยีที่เทียบเคียงได้ซึ่งพร้อมสำหรับการผลิตจำนวนมากในตอนนั้น
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม Semiconductor นั้นสั่นสะเทือน
สำหรับ TSMC การได้ผลิตชิป A10 ทั้งหมด และสัญญาผู้ผลิตแต่เพียงผู้เดียวสำหรับ A11, A12 และรุ่นต่อๆ มา คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ตอกย้ำสถานะผู้นำที่ไม่มีใครโต้แย้งได้
ตัวเลขเป็นเครื่องยืนยันเรื่องราว ในไตรมาสที่สี่ของปี 2024 ส่วนแบ่งตลาดโรงหล่อชิปทั่วโลกของ TSMC พุ่งไปถึง 67.1%
ในขณะที่ส่วนแบ่งของ Samsung ลดลงเหลือเพียง 8.1% และในไตรมาสแรกของปี 2025 ช่องว่างก็ยิ่งถ่างออกเป็น 67.6% ต่อ 7.7%
ธุรกิจของ Apple กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนความยิ่งใหญ่ของ TSMC ให้เงินทุนมหาศาลสำหรับ R&D เพื่อก้าวล้ำนำหน้าอยู่เสมอ
1
สำหรับ Samsung การสูญเสียครั้งนี้คือหายนะต่อความทะเยอทะยานในธุรกิจโรงหล่อชิป
ไม่เพียงแต่เสียลูกค้ารายใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดไป แต่ยังพ่ายแพ้ในด้านเทคโนโลยีอย่างโจ่งแจ้ง
ผลกระทบครั้งนั้นบีบให้ Samsung ต้องรื้อกลยุทธ์ใหม่ ถึงขั้นพิจารณาแยกธุรกิจ Foundry ออกมาเป็นบริษัทใหม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจกลับคืนมา
ราชาองค์ใหม่แห่งวงการโรงหล่อชิป… ได้รับการสวมมงกุฎแล้ว…
และพิธีราชาภิเษกครั้งนี้… ก็ได้รับการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงจาก Apple นั่นเองครับผม
References : [anandtech, macrumors, arstechnica, bloomberg, techinsights]
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
1
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา