9 พ.ย. 2025 เวลา 09:13

Shifting the Burden กับ บทเรียนจากการจัดการน้ำท่วมน้ำแล้งของรัฐบาลไทย

“Shifting the Burden” เป็นหนึ่งในแบบแผนระบบ Systems Archetypes ที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของระบบที่ซับซ้อน ซึ่งอธิบายถึงการเลือกใช้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า Symptomatic Solution เพื่อบรรเทาอาการของปัญหาอย่างรวดเร็ว
แทนที่จะมุ่งเน้นที่ วิธีแก้ปัญหาพื้นฐานที่ยั่งยืน Fundamental Solution ผลที่ตามมาคือ อาการของปัญหาอาจดีขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาว วิธีแก้เฉพาะหน้ากลับสร้าง ผลข้างเคียง Side Effect ที่ทำให้การแก้ปัญหารากเหง้าทำได้ยากขึ้น หรือ ต้องพึ่งพาวิธีแก้เฉพาะหน้านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็น การเสพติดการช่วยเหลือ เป็นวงจรการพึ่งพาที่บั่นทอนความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
การจัดการน้ำของไทย: วงจรแห่งการเยียวยา
กรณีการจัดการปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งของรัฐบาลไทย มักตกอยู่ในวงจรของ Shifting the Burden อย่างชัดเจน เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม หรือน้ำแล้งครั้งใหญ่ การตอบสนองหลักของภาครัฐ มักมุ่งไปที่การ "เยียวยา" และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็น Symptomatic Solution อาทิเช่น
• มาตรการเยียวยาภัยพิบัติ: การจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย การแจกถุงยังชีพ การจัดหาถังเก็บน้ำ การขุดเจาะบ่อบาดาลชั่วคราว หรือการใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อระบายน้ำอย่างเร่งด่วน
• การใช้จ่ายงบประมาณก้อนใหญ่: งบประมาณมหาศาลถูกทุ่มเทไปกับการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยในแต่ละปี ซึ่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันที ทำให้แรงกดดันจากสาธารณะ Problem Symptom ลดลง
ขณะเดียวกันก็สร้างให้เกิด ผลข้างเคียง Side Effects ที่ถ่วงการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน
การเยียวยาที่เร่งด่วนเหล่านี้ แม้จำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็สร้าง ผลข้างเคียง ที่ทำให้การผลักดันการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนทำได้ยากขึ้น ดังนี้
• การลดแรงจูงใจในการแก้พื้นฐาน: เมื่ออาการของปัญหาทุเลาลงอย่างรวดเร็วจากมาตรการเยียวยา (ลูป B: Balancing Loop, Symptomatic Solution) แรงกดดัน ที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการน้ำที่ซับซ้อน และต้องใช้เวลาจึงลดลง
• การพึ่งพาและความคาดหวัง: ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเริ่มคาดหวัง และพึ่งพิงการช่วยเหลือเยียวยา จากส่วนกลางทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ทำให้ขาดแรงจูงใจในการปรับตัว และพัฒนามาตรการป้องกันตนเองในระยะยาว - เกิดการเสพติดความช่วยเหลือ หรือ Addiction ในโครงสร้างที่รุนแรงขึ้นของ Shifting the Burden
ทำให้ละเลยโครงการ โครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน: งบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปเพื่อการแก้ไขและเยียวยา ทำให้ขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจริงจังใน Fundamental Solution เช่น:
• การวางผังการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม: โดยเฉพาะในพื้นที่รับน้ำ
• การปรับปรุงระบบชลประทาน และอ่างเก็บน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด: เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และกระจายน้ำเดิม มากกว่าการสร้างใหม่ทั้งหมด
• การฟื้นฟูระบบนิเวศ: เช่น การสร้างแก้มลิงธรรมชาติ การบริหารจัดการป่าต้นน้ำ
วงจรนี้ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับ ภาระ Burden ในการเยียวยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในทุกฤดูน้ำหลาก และภัยแล้ง โดยที่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การจัดการระบบน้ำทั้งประเทศได้อย่างบูรณาการและยั่งยืนอย่างแท้จริง
ทางออก: มุ่งสู่การแก้ปัญหาพื้นฐาน Fundamental Solution
การจะหลุดพ้นจากกับดัก “Shifting the Burden” ได้นั้น ภาครัฐ และสังคมต้องให้ความสำคัญ และผลักดัน วิธีแก้ปัญหาพื้นฐาน ที่ต้องใช้ความพยายามสูงในระยะแรก แต่จะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว เช่น
• เปลี่ยนโฟกัสจากการ "จัดการอุปทาน" สู่ "การจัดการความต้องการ": เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ Water Use Efficiency ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างประหยัด แทนที่จะมุ่งแต่การสร้างแหล่งน้ำใหม่
• การบูรณาการข้อมูลและการวางแผน: จัดทำแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำแบบครบวงจรในระดับลุ่มน้ำ River Basin Management โดยใช้ข้อมูลสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ทันสมัย
• การสร้างภูมิคุ้มกันในชุมชน: ส่งเสริมให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาการช่วยเหลือจากส่วนกลาง
การเปลี่ยนจากการ "แก้ปลายเหตุ" มาสู่การ "วางระบบ" ที่ยั่งยืน อาจไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย หรือรวดเร็ว แต่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางน้ำอย่างแท้จริง และหลุดพ้นจากวงจรภัยพิบัติซ้ำซากได้ในที่สุด
#SmallSignal
#สัญญาณเตือนเล็กๆ
#SystemsThinking
#การคิดเชิงระบบ
#shiftingtheburden
โฆษณา