20 พ.ย. 2025 เวลา 12:39 • สิ่งแวดล้อม
สะพานพระราม 9

⭐ ตอนที่ 3/3 — ถ้าเราทำ FBC–SEA เต็มรูปแบบ ประเทศไทยจะได้อะไรกลับคืน?

หัวข้อครอบคลุม:
(6) ผลลัพธ์ที่ประเทศจะได้จาก FBC–SEA
สรุปแนวทางตัดสินใจเรื่องเขื่อนในลุ่มน้ำยมอย่างมีข้อมูลรองรับ
ตอนที่ 3 — เมื่อเรามองทั้งลุ่มน้ำพร้อมกัน คำตอบจะไม่ใช่ “สร้างหรือไม่สร้าง” แต่เป็น “ออกแบบระบบอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด”
ผมขอสรุปว่า หากประเทศไทยทำกระบวนการ SEA–FBC ในลุ่มน้ำยม–น่าน–เจ้าพระยาตอนบนอย่างถูกต้องและครบถ้วน เราจะได้เครื่องมือสำคัญกลับมาหลายอย่าง
1) แผนที่ความเสี่ยง–ความสำคัญของพื้นที่ (F1–F6)
เราจะรู้ว่า
ป่าต้นน้ำตรงไหนต้องปกป้อง
ทุ่งรับน้ำตรงไหนต้องคงพื้นที่
ชุมชนไหนต้องย้ายออกจากความเสี่ยง
เมืองไหนต้องมีมาตรการเร่งด่วน
โครงสร้างน้ำไหนทำงานเป็นคอขวด
ทั้งหมดนี้ช่วยให้ “การลงทุนด้านน้ำ” แม่นยำยิ่งขึ้น
2) ตารางเปรียบเทียบผลดี–ผลเสียรายทางเลือก (scenario table)
นี่คือหัวใจที่ทำให้การตัดสินใจ “โปร่งใส”
เราจะเห็นชัดว่า
ถ้ามีเขื่อน → น้ำลดเท่าไร สูญเสียป่าเท่าไร ใครได้–ใครเสีย
ถ้าไม่มีเขื่อน → ต้องเสริมทุ่งเท่าไร เสี่ยงเมืองไหนเพิ่มขึ้น
ถ้าเป็นแบบผสม → ค่าใช้จ่ายและประโยชน์จากแต่ละมาตรการเป็นอย่างไร
3) แผนงาน Portfolio ที่เลือกส่วนผสมที่ดีที่สุด
แทนที่จะเลือก “เขื่อนใช่หรือไม่ใช่” เราจะได้
ชุดมาตรการหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน
เช่น
อ่างกลาง
ฟื้นทุ่งน้ำหลาก
คลองผันน้ำ
กติกาเดินเครื่องแบบข้ามลุ่มน้ำ
ระบบเตือนภัย
การชดเชยที่เป็นธรรม
นี่คือ “การบริหารความเสี่ยง” ไม่ใช่แค่ “การสร้างโครงสร้าง”
4) ระบบตัดสินใจเชิงหลักฐาน (Evidence-based)
เมื่อมีข้อมูลเชิงพื้นที่–สิ่งแวดล้อม–สังคม–เศรษฐกิจครบ
รัฐบาลจะสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ว่า
ทำไมเลือกนโยบายนี้
และทำไมไม่เลือกอีกทางหนึ่ง
ส่งผลให้การตัดสินใจเรื่องน้ำของไทย “แข็งแรงกว่าเดิมมาก”
5) บทสรุประดับประเทศ: ถามใหม่ให้ถูกคำถาม
สุดท้าย การถามว่า
“ควรมีเขื่อนใหญ่ในลุ่มน้ำยมไหม?”
ไม่ใช่คำถามที่ถูกที่สุด
คำถามที่ถูกกว่า คือ
“ถ้าเราต้องการลดความเสี่ยงน้ำท่วม–น้ำแล้งทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เราควรใช้ ชุดมาตรการแบบไหน ที่ให้ผลดีที่สุด โดยไม่สร้างปัญหาใหม่?”
และการตอบคำถามนี้ ต้องใช้ SEA–FBC
เพราะลุ่มน้ำเป็น “ระบบเดียว”
ไม่ใช่เส้นน้ำ 4 สายที่แยกจากกัน
โฆษณา