22 พ.ย. 2025 เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

UNIX WARS มหากาพย์สงคราม OS ที่เปลี่ยนโลก (และกำเนิด Linux)

โลกเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ดูเหมือนจะถูกยึดครองโดยระบบปฏิบัติการเพียงไม่กี่เจ้า หากเป็นสมาร์ตโฟนก็มีเพียง iOS และ Android หรือหากเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็หนีไม่พ้น Windows และ macOS มันดูเป็นโลกที่สงบสุขและมีผู้ชนะที่ชัดเจน
แต่หากย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันคือยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความโกลาหล การช่วงชิงอำนาจ และสงครามที่ไม่ได้ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ใช้บรรทัดของโค้ดคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่น
นี่คือเรื่องราวของ “Unix Wars” สงครามระบบปฏิบัติการที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไอที ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นบทเรียนราคาแพงมูลค่ามหาศาลของยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า “AT&T”
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการเติบโตแบบธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดคิด…
ภายในปี 1984 มีระบบคอมพิวเตอร์กว่าหนึ่งแสนเครื่องทั่วโลกที่รันด้วยระบบปฏิบัติการ Unix ตั้งแต่ไมโครโปรเซสเซอร์ขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องเมนเฟรมขนาดมหึมา
Unix ถือกำเนิดขึ้นในห้องทดลอง “Bell Labs” ของ AT&T แต่ด้วยความบังเอิญทางประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายผูกขาดทางการค้า ทำให้ AT&T ไม่สามารถทำธุรกิจคอมพิวเตอร์ได้ในช่วงแรก
พวกเขาจึงทำได้เพียงแจกจ่าย Unix ให้กับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ นำไปใช้กันแบบฟรีๆ
การแจกฟรีนี้เองที่เปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ชั้นดี…
Unix ได้เข้าไปฝังรากลึกในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ กลายเป็นภาษามาตรฐานที่วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ใช้สื่อสารกัน มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครคอยควบคุมทิศทาง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ยักษ์หลับอย่าง AT&T ก็ตื่นขึ้นจากการแตกบริษัท หรือ The Breakup ในปี 1983 ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกฟ้องร้องเรื่องการผูกขาดธุรกิจโทรศัพท์
เหตุการณ์นี้ทำให้ข้อตกลงเดิมที่ห้ามพวกเขาทำธุรกิจคอมพิวเตอร์สิ้นสุดลง…
ทันใดนั้น ผู้บริหารของ AT&T ก็มองเห็นโอกาสทองที่ซ่อนอยู่ในมือ Unix ที่เคยเป็นของแจกฟรี บัดนี้สามารถกลายเป็นสินค้าทำเงินมหาศาล
พวกเขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนเครื่องมือทางวิศวกรรมอันยอดเยี่ยมนี้ ให้กลายเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
ความพยายามในการเปลี่ยนแปลง Unix จากโปรเจกต์วิจัยสู่สินค้าเชิงพาณิชย์ เริ่มต้นด้วยการออกใบอนุญาตที่มีราคาแพงลิบลิ่ว สำหรับเครื่องแรกต้องจ่ายถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเครื่องถัดไปอีกเครื่องละ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ
แต่ถึงราคาจะสูงแค่ไหน ผู้คนก็ยอมจ่ายเพราะ Unix ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีตลาดรองรับที่แข็งแกร่ง
แต่ปัญหาคือ ตลาดของ Unix ในตอนนั้นไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว มันเกิดการแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ…
เนื่องจากในช่วงที่ AT&T ปล่อยจอย โปรแกรมเมอร์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะที่ “Berkeley” ได้นำโค้ดไปพัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “BSD”
BSD กลายเป็นขวัญใจของเหล่านักศึกษาและวิศวกรรม เพราะมันมาพร้อมกับฟีเจอร์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ในขณะที่ AT&T พยายามผลักดันเวอร์ชันของตัวเองที่ชื่อว่า “System V” ให้เป็นมาตรฐานกลาง
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นชัดเจนเมื่อ AT&T ต้องการรวบรวมอำนาจกลับมาเป็นของตนเอง พวกเขาต้องการให้ทุกคนใช้ System V เพื่อที่จะได้เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชุมชนนักพัฒนาที่คุ้นเคยกับความอิสระของ BSD…
สงครามระยะแรกจึงเป็นการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมสองขั้ว ฝั่งหนึ่งคือ AT&T ที่ถูกมองว่าเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่หิวเงิน ส่วนอีกฝั่งคือกลุ่ม BSD จาก Berkeley ที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มกบฏนอกคอกที่รักในเสรีภาพทางวิชาการ
ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นต้องตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องเลือกว่าจะสนับสนุนฝ่ายไหน
บริษัทอย่าง IBM และ Hewlett-Packard เลือกที่จะอยู่ข้าง System V ของ AT&T ในขณะที่บริษัทหน้าใหม่อย่าง Sun Microsystems เลือกที่จะนำ BSD ไปพัฒนาต่อเป็นระบบปฏิบัติการของตัวเอง
ผลลัพธ์ที่ได้คือความวุ่นวายของผู้ใช้งาน แอปพลิเคชันที่เขียนขึ้นสำหรับ Unix เวอร์ชันหนึ่ง ไม่สามารถนำไปรันบนอีกเวอร์ชันหนึ่งได้ แม้ว่าไส้ในของมันจะเหมือนกันถึง 90% ก็ตาม
ความเข้ากันไม่ได้นี้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตของวงการ
AT&T พยายามแก้เกมด้วยการกระโดดลงมาทำธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองในปี 1984 โดยหวังใช้ Unix เป็นจุดขาย แต่พวกเขากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
คอมพิวเตอร์ของ AT&T ใช้งานยากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และไม่มีซอฟต์แวร์รองรับมากพอ
ความล้มเหลวในธุรกิจคอมพิวเตอร์ทำให้ AT&T ขาดทุนย่อยยับ…
พวกเขาตระหนักว่าลำพังตัวเองคงไม่สามารถรวมตลาดให้เป็นหนึ่งเดียวได้ จึงตัดสินใจหันหน้าไปหาพันธมิตร และพันธมิตรที่พวกเขาเลือกจับมือด้วยก็คือ “Sun Microsystems”
ในปี 1987 การประกาศจับมือกันระหว่าง AT&T และ Sun สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ ยักษ์ใหญ่เจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมมือกับผู้ขาย Unix รายใหญ่ที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานเดียว
แต่สำหรับคู่แข่งรายอื่น นี่ไม่ใช่ข่าวดี แต่มันคือสัญญาณอันตราย…
บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่อย่าง DEC, IBM และ Hewlett-Packard ต่างตื่นตระหนก พวกเขามองว่าการรวมตัวนี้จะทำให้ Sun ได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างไม่ยุติธรรม หากมาตรฐานใหม่ของ Unix ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดบนชิป SPARC ของ Sun คู่แข่งรายอื่นก็แทบจะหมดทางสู้
ความหวาดกลัวทำให้คู่รักคู่แค้นอย่าง IBM และ DEC ยอมวางทิฐิลงและหันมาจับมือกัน
พวกเขารวมตัวกับบริษัทอื่นๆ ก่อตั้งกลุ่มที่เรียกว่า “Open Software Foundation” หรือ “OSF” เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ Unix ทางเลือกใหม่ที่ไม่ขึ้นตรงกับ AT&T
ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นการแบ่งขั้วอำนาจอย่างชัดเจน…
ฝั่งหนึ่งคือ Unix International ที่นำโดย AT&T และ Sun
ส่วนอีกฝั่งคือ OSF ที่นำโดย IBM, DEC และ HP ต่างฝ่ายต่างสาดโคลนเข้าหากันและพยายามสร้างมาตรฐานของตัวเอง
แต่ปัญหาของ OSF คือการทำงานแบบคณะกรรมการ เมื่อเสือสองตัวอย่าง IBM และ DEC มาอยู่ถ้ำเดียวกัน การตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยการเมืองภายใน ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจึงขาดทิศทางที่ชัดเจนและไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้จริง
ในขณะที่ยักษ์ใหญ่กำลังทำสงครามกันอย่างดุเดือด อีกด้านหนึ่งก็เกิดคดีความที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เมื่อ AT&T ตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท BSDi และมหาวิทยาลัย California ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โค้ดของ Unix
การฟ้องร้องนี้ลากยาวอยู่หลายปีและสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว นักพัฒนาไม่กล้าแตะต้องโค้ดของ BSD เพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย
ส่งผลให้การพัฒนา Unix สายพันธุ์ที่เปิดกว้างที่สุดต้องหยุดชะงักลงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ความล่าช้าและความแตกแยกในโลกของ Unix เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ให้กับศัตรูตัวจริงที่ซุ่มรออยู่เงียบๆ บริษัท Microsoft ของ Bill Gates มองเห็นโอกาสนี้และส่ง “Windows NT” เข้าสู่ตลาดในปี 1993
Windows NT นำเสนอฟีเจอร์ระดับองค์กรที่คล้ายคลึงกับ Unix แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้งานง่าย และมีการตลาดที่แข็งแกร่ง สนับสนุนโดย Microsoft
การมาของ Windows NT ทำให้สงครามระหว่างค่าย Unix ดูไร้สาระไปในทันที…
เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก เหล่าสมาชิกของ OSF และ Unix International จึงจำใจต้องยุติสงครามและหันมาจับมือกันภายใต้กลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “COSE” เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกัน… แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ตลาดส่วนใหญ่เริ่มเทใจไปให้กับ Microsoft
อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายยังมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น ในระหว่างที่ BSD กำลังติดหล่มคดีความ และ Unix ค่ายใหญ่กำลังทะเลาะกัน เด็กหนุ่มนักศึกษาชาวฟินแลนด์ชื่อ Linus Torvalds ได้เริ่มเขียนเคอร์เนลของระบบปฏิบัติการขึ้นมาเล่นๆ
Linus นำผลงานของเขาไปผสมผสานกับเครื่องมือจากโครงการ GNU ของ Richard Stallman จนเกิดเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่ชื่อว่า “Linux”
1
สิ่งที่ทำให้ Linux แตกต่างคือความเป็นระบบเปิดอย่างแท้จริง และมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งคอยดูแลทิศทางการพัฒนา
Linux เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในช่วงที่ BSD หายไปจากตลาด ด้วยความที่เป็นของฟรีและเปิดเผยซอร์สโค้ด นักพัฒนาทั่วโลกจึงระดมกำลังกันช่วยปรับปรุงและแก้ไขบั๊กอย่างรวดเร็ว ทำให้ Linux เติบโตขึ้นมาเป็นระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
ในที่สุด สงคราม Unix ก็จบลงโดยไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในหมู่คู่ขัดแย้งเดิม AT&T ขายธุรกิจ Unix ทิ้งให้กับ Novell และถอยทัพกลับไปทำธุรกิจโทรคมนาคมที่ตนถนัด ทิ้งไว้เพียงตำนานบทเรียนธุรกิจราคาแพง
AT&T อาจจะรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของ Unix และสมควรได้รับผลตอบแทนจากมัน แต่พวกเขาลืมไปว่ามูลค่าที่แท้จริงของแพลตฟอร์มไม่ได้อยู่ที่ตัวโค้ด แต่อยู่ที่ชุมชนผู้ใช้งานและนักพัฒนาที่ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา
เมื่อ AT&T พยายามจะผูกขาดและรีดไถมูลค่าจากชุมชนมากเกินไป ผู้คนก็พร้อมที่จะหนีไปหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
เหมือนที่ Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า แพลตฟอร์มจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมูลค่าที่ทุกคนได้รับรวมกัน มีมากกว่ามูลค่าของบริษัทที่สร้างมันขึ้นมา
1
แม้สงครามจะจบลงไปนานแล้ว แต่ DNA ของ Unix ก็ยังคงอยู่รอบตัวเรา macOS และ iOS ที่เราใช้กันทุกวันนี้ก็สืบเชื้อสายมาจาก BSD ในขณะที่ Android และระบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ของโลกก็รันอยู่บน Linux
หากวันนั้น AT&T เลือกที่จะเปิดกว้างและบริหารจัดการชุมชนอย่างชาญฉลาดกว่านี้ โลกไอทีในปัจจุบันอาจมีหน้าตาที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และคำว่า Unix อาจจะเป็นชื่อที่คุ้นหูคนทั่วไปมากกว่าคำว่า Windows หรือ macOS ก็เป็นได้
สงครามครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ในโลกของเทคโนโลยี การพยายามควบคุมทุกอย่างไว้อาจไม่ใช่หนทางสู่ชัยชนะเสมอไป บางครั้งการปล่อยให้สิ่งต่างๆ เติบโตอย่างอิสระ และสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือ อาจสร้างมูลค่าได้มหาศาลกว่าการครอบครองไว้เพียงผู้เดียว
เหมือนกับที่ Linux พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของชุมชนที่ร่วมมือกัน สามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลได้อย่างราบคาบ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีโลกมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม
References : [computerhistory, wikipedia, arstechnica, techspot]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/unix-wars/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา