ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นชัดเจนเมื่อ AT&T ต้องการรวบรวมอำนาจกลับมาเป็นของตนเอง พวกเขาต้องการให้ทุกคนใช้ System V เพื่อที่จะได้เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
บริษัทอย่าง IBM และ Hewlett-Packard เลือกที่จะอยู่ข้าง System V ของ AT&T ในขณะที่บริษัทหน้าใหม่อย่าง Sun Microsystems เลือกที่จะนำ BSD ไปพัฒนาต่อเป็นระบบปฏิบัติการของตัวเอง
ฝั่งหนึ่งคือ Unix International ที่นำโดย AT&T และ Sun
ส่วนอีกฝั่งคือ OSF ที่นำโดย IBM, DEC และ HP ต่างฝ่ายต่างสาดโคลนเข้าหากันและพยายามสร้างมาตรฐานของตัวเอง
แต่ปัญหาของ OSF คือการทำงานแบบคณะกรรมการ เมื่อเสือสองตัวอย่าง IBM และ DEC มาอยู่ถ้ำเดียวกัน การตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างล่าช้าและเต็มไปด้วยการเมืองภายใน ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจึงขาดทิศทางที่ชัดเจนและไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้จริง
ในขณะที่ยักษ์ใหญ่กำลังทำสงครามกันอย่างดุเดือด อีกด้านหนึ่งก็เกิดคดีความที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เมื่อ AT&T ตัดสินใจฟ้องร้องบริษัท BSDi และมหาวิทยาลัย California ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โค้ดของ Unix
ความล่าช้าและความแตกแยกในโลกของ Unix เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ให้กับศัตรูตัวจริงที่ซุ่มรออยู่เงียบๆ บริษัท Microsoft ของ Bill Gates มองเห็นโอกาสนี้และส่ง “Windows NT” เข้าสู่ตลาดในปี 1993
Windows NT นำเสนอฟีเจอร์ระดับองค์กรที่คล้ายคลึงกับ Unix แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้งานง่าย และมีการตลาดที่แข็งแกร่ง สนับสนุนโดย Microsoft
การมาของ Windows NT ทำให้สงครามระหว่างค่าย Unix ดูไร้สาระไปในทันที…
เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก เหล่าสมาชิกของ OSF และ Unix International จึงจำใจต้องยุติสงครามและหันมาจับมือกันภายใต้กลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “COSE” เพื่อสร้างมาตรฐานร่วมกัน… แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ตลาดส่วนใหญ่เริ่มเทใจไปให้กับ Microsoft
Linus นำผลงานของเขาไปผสมผสานกับเครื่องมือจากโครงการ GNU ของ Richard Stallman จนเกิดเป็นระบบปฏิบัติการใหม่ที่ชื่อว่า “Linux”
1
สิ่งที่ทำให้ Linux แตกต่างคือความเป็นระบบเปิดอย่างแท้จริง และมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งคอยดูแลทิศทางการพัฒนา
Linux เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในช่วงที่ BSD หายไปจากตลาด ด้วยความที่เป็นของฟรีและเปิดเผยซอร์สโค้ด นักพัฒนาทั่วโลกจึงระดมกำลังกันช่วยปรับปรุงและแก้ไขบั๊กอย่างรวดเร็ว ทำให้ Linux เติบโตขึ้นมาเป็นระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ