22 พ.ย. 2025 เวลา 07:13 • ปรัชญา

Islamic Philosophy from its Origin to the Present: Philosophy in the Land of Prophecy

หนังสือของ Seyyed Hossein Nasr เรื่อง "Islamic Philosophy from its Origin to the Present: Philosophy in the Land of Prophecy" เป็นทั้งงานเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของความคิดอิสลาม และในขณะเดียวกันก็เป็นงานที่ออกมาโต้แย้งมุมมองของนักวิชาการที่มักเข้าใจปรัชญาอิสลามแบบเดิม ๆ แทนที่ Nasr จะเล่าเรื่องตามเส้นตรงจาก “กรีก → โลกอิสลาม → อิบนุ รุชด์ (Averroes) → จบ” เขากลับพยายามล้มกรอบ “รุ่งเรือง–เสื่อมถอย–สิ้นสุด” ที่มักถูกใช้ในการอธิบายอารยธรรมอิสลาม
Nasr ยืนยันว่าปรัชญาอิสลามไม่ได้เป็นเพียงบทหนึ่งของยุคกลางที่จบลงไปแล้วเมื่อสิ้นยุคอะเวอร์รอซในอัลอันดะลุส แต่เป็น “ประเพณีทางความคิดที่ยังมีชีวิต” ที่ต่อเนื่องจากยุคต้นของอิสลามมาจนถึงอิหร่านและโลกเปอร์เซียในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จึงทั้งเป็นความพยายามฟื้น “แผนที่ทางความคิด” ที่ถูกลืม และเป็นการยืนยันว่าปรัชญาอิสลามยังมีพลังและความหมายในโลกสมัยใหม่
แก่นสำคัญที่สุดของหนังสืออยู่ที่แนวคิดว่า ปรัชญาอิสลามคือ “ปรัชญาในแผ่นดินแห่งวะฮีย์ (วิวรณ์) และการเป็นศาสนทูต” ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ บนปก แต่เป็นหัวใจของทั้งเล่ม Nasr มองว่าการคิดเชิงปรัชญาในอิสลามเกิดขึ้นในสังคมที่ “วะฮีย์” (การประทานโองการจากพระเจ้า) และ “การเป็นศาสนทูต” (prophecy) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชีวิตและมุมมองต่อโลกของผู้คน
คำถาม วิธีคิด และเป้าหมายของนักปรัชญาจึงถูกหล่อหลอมโดยอัลกุรอาน โดยแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด และโดยความเชื่อเรื่องโลกหน้า ด้วยเหตุนี้ Nasr จึงเห็นว่าปรัชญาอิสลามไม่ควรถูกมองเป็นเหตุผลนิยมแบบฆราวาส (โลกวิสัย) ที่แค่หยิบเครื่องมือจากกรีกมาใช้ แต่ควรมองในฐานะหนึ่งในสายธารของ “ปรัชญานิรันดร์” (philosophia perennis) ที่ตั้งอยู่บนโลกทัศน์แบบมีวิวรณ์ แม้จะใช้ตรรกะและภาษาวิชาการซับซ้อนเพียงใด จุดหมายลึก ๆ ก็ยังวนกลับไปที่พระเจ้า การเป็นศาสนทูต และความหมายของชีวิตหลังความตาย
อีกจุดแข็งสำคัญของหนังสือ คือการที่ Nasr ขยับ “จุดศูนย์กลาง” ของประวัติศาสตร์ปรัชญาอิสลามใหม่ เขาไม่ได้จบเรื่องเล่าไว้ที่แบกแดดหรือกอร์โดบาในสเปนเหมือนตำราเดิม ๆ แต่ชี้ให้เห็นว่า หลังยุคมองโกล อิหร่านและดินแดนโลกเปอร์เซียอย่างชีราซ อิศฟะฮาน เตหะราน และแถบเอเชียกลางร่วมถึงอาเซอร์ไบจาน กลายเป็นเวทีหลักของการสร้างสรรค์ความคิดเชิงปรัชญา
ในภูมิภาคเหล่านี้ นักปรัชญายุคหลังอิบนุ ซีนา (Avicenna) ไม่ได้แค่ท่องตามตำราเก่า แต่ผสมผสานแนวคิดของอิบนุ ซีนา แนวคิดแบบ “แสงสว่าง” ของซุฮ์ราวารดี (Shihāb al-Dīn Yaḥyā al-Suhrawardī) และความคิดเชิงจิตวิญญาณของซูฟีเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นระบบใหม่ที่กลมกลืน จุดสูงสุดของกระบวนการนี้คือผลงานของมุลละ ศ็อดเราะ (Mulla Sadra) ที่เสนอ “ปรัชญาเชิงเทววิทยาอันสูงส่ง” (al-ḥikma al-mutaʿāliyya) ซึ่งรวมทั้งทฤษฎีเรื่องความจริงสูงสุด การตีความอัลกุรอาน และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน
การให้ความสำคัญกับสายความคิดเปอร์เซีย/อิหร่านเหล่านี้สะท้อนเจตนาของ Nasr อย่างชัดเจนว่า เขาต้องการชี้ว่า “ยุครุ่งเรือง” ของปรัชญาอิสลามไม่ได้จบไปในยุคคลาสสิก แต่ยังดำเนินต่อในสำนักต่าง ๆ ของอิหร่านยุคหลัง และสำนักเหล่านี้ควรถูกถือว่าเป็น “ศูนย์กลาง” ของเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ชายขอบของประวัติศาสตร์
ในด้านเนื้อหาปรัชญา Nasr ใช้ประเด็นเรื่อง “การดำรงอยู่” มาเป็นตัวอย่างสำคัญ เขาอธิบายว่าการแยกความต่างระหว่าง “การมีอยู่จริง” (wujūd) กับ “สภาวะหรือแก่นแท้ของสิ่งนั้น” (māhiyya) กลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการคิดเชิงปรัชญาในโลกอิสลามยุคหลัง นักปรัชญาหลายยุคร่วมถกเถียงเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ในงานของมุลละ ศ็อดเราะ แนวคิดเรื่อง “ให้การดำรงอยู่มาก่อนแก่นแท้” ถูกขยายความอย่างชัดเจน การดำรงอยู่ถูกมองว่าเป็นสิ่งพื้นฐาน มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว และมีระดับชั้นแตกต่างกัน สิ่งต่าง ๆ ในโลกจึงถูกมองว่าเป็นระดับความเข้มข้นที่ต่างกันของความจริงหนึ่งเดียว ภาพแบบนี้ไม่เหมือนทั้งแนวคิดของอริสโตเติล และไม่เหมือนแนวคิดแบบฆราวาสในยุคใหม่
มุมมองเรื่อง “การดำรงอยู่” นี้เชื่อมโยงกับความเข้าใจเรื่อง “ความรู้” ในหนังสืออย่างใกล้ชิด Nasr ชี้ว่าปรัชญาอิสลามไม่ได้มองความรู้เป็นแค่การใช้เหตุผลคิดเป็นขั้นตอน แต่เชื่อมโยงทั้งเหตุผล ปัญญาที่ลึกซึ้ง และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน
เขาย้ำว่าตามมุมมองของนักปรัชญามุสลิมจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากซูฟี “ความรู้แท้จริง” ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราคิดได้ในหัว แต่เป็นความรู้ที่ทำให้ใจ “มองเห็น” ความจริง ผ่านการชำระจิตใจและวินัยในการปฏิบัติทางศาสนา การโต้แย้งเชิงเหตุผลจึงไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย แต่เป็นเครื่องมือพาเราไปสู่จุดที่ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เหมือนเข้าใจกันได้จริง ๆ
จากมุมนี้ ปรัชญาอิสลามจึงออกมาท้าทายความคิดแบบสมัยใหม่ที่ชอบแยก “ปรัชญาเชิงเหตุผล” ออกจาก “เรื่องศาสนาหรือความลึกลับ” Nasr เสนอให้เรามองว่า การให้เหตุผล การหยั่งเห็นความจริง และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ไม่ได้แยกกันอยู่ แต่เป็นเส้นเดียวกันที่ต่อเนื่องกัน
แนวคิดเรื่องการบูรณาการนี้ยังเห็นชัดในส่วนที่ Nasr พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญา (falsafa) เทววิทยา (kalām) และซูฟี เขาไม่เห็นว่าทั้งสามอย่างนี้เป็นคนละโลกกัน หากแต่เป็นส่วนต่าง ๆ ของ “ประเพณีทางความคิดของอิสลาม” เพียงชุดเดียว
ในประวัติศาสตร์จริง นักเทววิทยาหลายคนใช้วิธีคิดแบบปรัชญา นักปรัชญาจับประเด็นว่าด้วยพระเจ้า ศรัทธา และหลักศาสนา ส่วนเชคซูฟีก็อธิบายประสบการณ์ด้านในของตนด้วยภาษาที่หยิบยืมจากแนวคิดปรัชญา โดยเฉพาะในสำนักเปอร์เซียยุคหลัง เรามักเห็นคนคนเดียวที่มีบทบาทเป็นทั้งนักเทววิทยา นักปรัชญา และผู้นำทางจิตวิญญาณในเวลาเดียวกัน
สำหรับ Nasr ภาพ “สามเหลี่ยม” ระหว่างปรัชญา เทววิทยา และซูฟีนี้ เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจโครงสร้างจริงของความคิดอิสลาม มันช่วยให้เราไม่ติดกับการแบ่งสาขาแบบแข็ง ๆ ของโลกวิชาการสมัยใหม่ ที่ชอบแยกทุกอย่างออกจากกันอย่างเด็ดขาด
อีกส่วนที่น่าสนใจคือการที่หนังสือเล่มนี้ “คืนพื้นที่” ให้กับบุคคลและภูมิภาคที่เคยถูกมองว่าชายขอบ Nasr หยิบเอานักคิดอย่างอุมัร ค็อยยาม (Omar Khayyam) ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะกวี มากกว่าจะเป็นนักปรัชญา มาพูดถึงในฐานะนักคิดอย่างจริงจัง
เขายังให้ความสำคัญกับสำนักชิราซ สำนักเตหะราน และเมืองต่าง ๆ ในโลกเปอร์เซียที่แทบไม่ถูกพูดถึงในตำราตะวันตกกระแสหลัก เมื่อ Nasr นำบุคคลและพื้นที่เหล่านี้กลับมาอยู่ในเรื่องเล่า แผนที่ของประวัติศาสตร์ปรัชญาอิสลามก็ยิ่งชัดขึ้น และทำให้เราเห็นด้วยว่า ที่ผ่านมาใครถูกทำให้โดดเด่น และใครถูกทำให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
1
สิ่งที่เคยถูกวางไว้ตรงขอบนอกของเรื่องเล่า กลับกลายเป็นแหล่งของความคิดสำคัญที่ทำให้กรอบ “เคยรุ่งเรืองแล้วก็เสื่อม” ดูเรียบง่ายเกินไป หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้แค่เติมชื่อใหม่ ๆ ลงไปในรายชื่อปรัชญาอิสลามเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นว่าเรื่องเล่าประวัติศาสตร์เองมีมุมมองและอคติแฝงอยู่
จากจุดนี้ หนังสือก็เชื่อมเข้าสู่คำวิจารณ์ตรง ๆ ต่อวิธีที่โลกตะวันตกเล่าเรื่องปรัชญาอิสลาม Nasr ชี้ว่านักวิชาการตะวันตกสายเดิม ๆ มักเล่าแบบลดทอน โดยทำให้ปรัชญาอิสลามกลายเป็นแค่ทางผ่านจากกรีกไปยุโรปยุคกลาง
เขายังชี้ด้วยว่า เรื่องเล่าแบบนี้มักเมินเฉยต่อพัฒนาการหลังอิบนุ ซีนา โดยเฉพาะสายคิดในหมู่ชีอะฮ์และในอิหร่าน และชอบใช้กรอบคิดแบบฆราวาสที่แยกศาสนาออกจากปรัชญาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งไม่ตรงกับวิธีที่มุสลิมเองเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธาและเหตุผล
Nasr จึงเสนอว่าถึงเวลาต้อง “เขียนเรื่องเล่าใหม่” เกี่ยวกับปรัชญาอิสลาม โดยเล่าจากมุมมองของอารยธรรมอิสลามเอง ที่มองว่าวิวรณ์และการเป็นศาสนทูตเป็นส่วนหนึ่งของความจริง ไม่ใช่แค่ความเชื่อส่วนตัว แน่นอนว่าท่าทีแบบนี้ทำให้หนังสือมีน้ำเสียงโต้แย้งในบางตอน
แต่อีกด้านหนึ่ง น้ำเสียงโต้แย้งนี้ก็ทำให้งานชิ้นนี้น่าอ่านและชวนคิด เพราะมันบังคับให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนว่า กรอบที่เราใช้มอง “ประวัติศาสตร์ปรัชญา” นั้นเป็นกลางจริงหรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วถูกกำหนดด้วยมุมมองจากฝั่งตะวันตกเป็นหลัก
ตอนท้ายของหนังสือ Nasr เน้นว่าปรัชญาอิสลามที่เขาเล่า ไม่ได้สำคัญแค่ในฐานะเรื่องในอดีต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโลกปัจจุบัน เขาเสนอว่าปรัชญาอิสลาม โดยเฉพาะส่วนที่พูดถึงความจริงสูงสุดและวิวรณ์ สามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับโลกที่ยึดแนวคิดฆราวาสอย่างเดียว เชื่อแต่วิทยาศาสตร์เชิงตัวเลข หรือประกาศว่า “มนุษย์เดินเลยยุคอภิปรัชญามาแล้ว”
ในโลกที่ผู้คนสับสนเรื่องความหมายของชีวิต ความรู้แตกเป็นส่วน ๆ และวิทยาศาสตร์มักถูกตัดขาดจากคำถามเรื่องคุณค่าและจิตวิญญาณ Nasr เห็นว่าปรัชญาอิสลามสามารถช่วยเชื่อมเรื่องความจริง จริยธรรม และชีวิตด้านในของมนุษย์กลับเข้าหากันได้อีกครั้ง แม้ผู้อ่านจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับจุดยืนเชิงศาสนาแบบดั้งเดิมของเขา ข้อเสนอนี้ก็ยังถือว่าเป็นความพยายามที่กล้าท้าทายต่อวิธีคิดกระแสหลักในยุคใหม่
โดยรวมแล้ว *Islamic Philosophy from its Origin to the Present* เป็นหนังสือที่ทั้งเข้มข้นและลึกในเชิงเนื้อหา บางส่วนอาจอ่านยากอยู่บ้าง แต่ก็ให้ภาพของปรัชญาอิสลามที่แตกต่างจากสิ่งที่มักพบในตำราทั่วไป Nasr ไม่ได้เขียนจากมุมคนนอก แต่เขียนในฐานะ “คนใน” ของประเพณีนี้อย่างแท้จริง
เขาพร้อมจะปกป้องปรัชญาอิสลามในฐานะโครงการทางความคิดที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องในพิพิธภัณฑ์ความรู้ จุดแข็งนี้เองทำให้งานของเขาทั้งทรงพลังและมีความเอนเอียงไปพร้อมกัน ผู้อ่านบางคนอาจอยากเห็นการโต้ตอบกับปรัชญาตะวันตกสายอื่น ๆ มากกว่านี้ แต่ในฐานะหนังสือที่ช่วย “แก้กรอบ” เรื่องเล่าที่ทำให้ปรัชญาอิสลามกลายเป็นแค่ตัวกลางระหว่างกรีกกับยุโรป และในฐานะงานที่ชวนให้เราคิดใหม่ว่าปรัชญาในโลกที่มีวะฮีย์เป็นศูนย์กลางจะมีหน้าตาอย่างไร หนังสือเล่มนี้ถือว่าสำคัญและน่าอ่านอย่างยิ่ง
โฆษณา