Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
29 พ.ย. 2025 เวลา 14:32 • ธุรกิจ
สงครามจอภาพ 20 ปี LG เดิมพันหมดหน้าตัก เบื้องหลังสงคราม OLED ที่ Samsung ต้องยอมแพ้
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2010 หากคุณเดินเข้าไปในห้องประชุมของผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลก แล้วเสนอไอเดียว่าจะผลิตทีวีที่มีราคาเครื่องละ 300,000 บาท คุณคงถูกหัวเราะเยาะจนต้องเดินออกจากห้อง
ในเวลานั้น เทคโนโลยีที่ชื่อว่า OLED ดูเหมือนจะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของนักวิทยาศาสตร์ มันทั้งเปราะบาง ผลิตยาก และมีต้นทุนที่สูงจนน่าใจหาย
ใครกันจะยอมควักเงินเก็บทั้งปีเพื่อซื้อทีวีเพียงเครื่องเดียว
บริษัทชั้นนำแทบทุกแห่งต่างพากันส่ายหน้าและถอยทัพจากสมรภูมินี้ พวกเขามองว่ามันคือทางตันทางธุรกิจที่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน
แต่มีอยู่บริษัทหนึ่งที่คิดต่าง
บริษัทนั้นคือ LG
ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่ถอย แต่ยังเดินหน้าทุ่มหมดหน้าตัก เดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับเทคโนโลยีที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่า “เป็นไปไม่ได้”
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ในวันนี้ LG ไม่เพียงแต่รอดตาย แต่พวกเขากลายเป็นผู้ครอบครองตลาด OLED เกินกว่าครึ่งโลก
และที่ตลกร้ายที่สุดคือ คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Samsung หรือแม้แต่ Sony ก็ยังต้องเดินมาเคาะประตูเพื่อขอซื้อหน้าจอจาก LG ไปใส่ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
เกิดอะไรขึ้นระหว่างทางของการต่อสู้อันยาวนานนี้ อะไรทำให้ LG มองเห็นขุมทรัพย์ในกองเพลิงที่คนอื่นมองข้าม
เพื่อที่จะเข้าใจความเสี่ยงระดับคอขาดบาดตายนี้ เราต้องหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีกสักนิด ไปสู่ช่วงปี 2000
ในยุคนั้น สงครามจอภาพถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจใหญ่ คือ Plasma และ LCD
ใครที่ทันยุคนั้นคงจำได้ดีว่า ทีวี Plasma คือที่สุดของความคมชัด มันให้สีดำที่ลึกและสีสันที่สดใสสมจริง ชนิดที่ LCD เทียบไม่ติด
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ Plasma มีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก คือมันกินไฟมหาศาล ปล่อยความร้อนออกมาจนทำให้ห้องอุณหภูมิสูงขึ้น และที่แย่ที่สุดคือปัญหาหน้าจอไหม้ค้างหากเปิดภาพเดิมซ้ำๆ
ในทางกลับกัน ทีวี LCD แม้จะให้คุณภาพของภาพที่ด้อยกว่า สีดำก็ดูเป็นสีเทาๆ ตุ่นๆ แต่กลับมีข้อดีที่เอาชนะใจตลาดได้ นั่นคือ “ความคุ้มค่า”
LCD ผลิตง่ายกว่า ประหยัดพลังงานกว่า และที่สำคัญคือมีราคาที่ถูกกว่ามาก ในโลกของธุรกิจ สินค้าที่ “ดีพอใช้” ในราคาที่ “จับต้องได้” มักจะเป็นผู้ชนะเสมอ
บริษัทอย่าง Samsung ใช้จังหวะนี้เร่งผลิตแผงหน้าจอ LCD ออกมาจำนวนมหาศาล ยิ่งผลิตเยอะ ต้นทุนต่อหน่วยก็ยิ่งต่ำลง คุณภาพก็ค่อยๆ ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น
ตัวเลขในไตรมาสแรกของปี 2008 ฟ้องทุกอย่าง ในขณะที่ทีวี Plasma ขายได้ 2.8 ล้านเครื่อง ทีวี LCD กลับกวาดเลิดขายไปถึง 21 ล้านเครื่อง
ช่องว่างห่างกันเกือบสิบเท่า เกมดูเหมือนจะจบลงแล้ว LCD กำลังจะครองโลก
และนั่นคือจุดที่ LG ต้องตัดสินใจ
วิศวกรของ LG รู้ดีว่า หากยังคงวิ่งตามคู่แข่งในตลาด LCD พวกเขาก็จะเป็นได้แค่ผู้ตามตลอดกาล พวกเขาจึงเริ่มมองหาทางเลือกที่สาม ทางเลือกที่จะเปลี่ยนกฎของเกมไปตลอดกาล
นั่นคือการกลับมามอง OLED หรือ Organic Light-Emitting Diode
ความพิเศษของมันคือ แต่ละพิกเซลบนหน้าจอสามารถ “กำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง” และสามารถ “ดับแสงลงได้อย่างสมบูรณ์”
ลองจินตนาการถึงความมืดที่มืดสนิทเหมือนหลุมดำ โดยไม่มีแสงไฟลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว นั่นคือสิ่งที่ LCD ไม่มีวันทำได้
1
แต่ทำไมถึงไม่มีใครทำสำเร็จ
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่เจ็บปวด เพราะการผลิตมันยากมหาศาล มันไม่ใช่แค่ความท้าทายทางวิศวกรรมเหมือน LCD แต่มันคือปัญหาทางฟิสิกส์และเคมี
วัสดุอินทรีย์ที่ใช้ทำหน้าจอนั้นบอบบางมาก มันเสื่อมสภาพเร็วกว่า LCD หลายเท่า และกระบวนการผลิตก็มีความสูญเสียมหาศาล
ลองนึกภาพโรงงานที่ผลิตแผงหน้าจอออกมา 100 แผ่น แต่มีเกินกว่า 50 แผ่นที่ต้องถูกโยนทิ้งเป็นขยะ เพราะมีจุดบกพร่องเพียงเล็กน้อย
อัตราผลตอบแทนจากการผลิต หรือ Yield Rate ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำให้ต้นทุนต่อแผ่นพุ่งสูงจนน่าตกใจ การจะทำกำไรจากทีวี OLED หมายความว่าต้องขายในราคาหลักแสน ในขณะที่ทีวี LCD ราคาถูกลงทุกปี
1
ในสายตาของนักธุรกิจทั่วไป OLED คือโครงการวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สินค้าที่จะทำเงินได้
ยกเว้นผู้บริหารของ LG ที่มองเห็นบางอย่าง
พวกเขามองว่า LCD กำลังจะถึงทางตันในแง่ของคุณภาพ ในขณะที่ OLED คืออนาคตที่ไม่มีใครเทียบได้
1
เดือนธันวาคม ปี 2009 LG ตัดสินใจทำสิ่งที่คนทั้งวงการต้องเกาหัว ด้วยการควักเงิน 100 ล้านดอลลาร์ ซื้อพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตร OLED ของ Eastman Kodak
การซื้อครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซื้อกระดาษสิทธิบัตรกว่า 2,200 ใบ แต่มันคือการประกาศสงครามว่า LG จะเอาจริงกับเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่แค่โปรเจกต์เสริม แต่เป็นเดิมพันหลักของบริษัท
แรงกดดันทางการเงินเริ่มถาโถม LG Display ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการวิจัยและสร้างโรงงาน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Samsung กำลังกอบโกยกำไรมหาศาลจากยุคทองของ LCD
นักวิเคราะห์พากันตั้งคำถามว่า ผู้บริโภคจะยอมจ่ายแพงเพื่อคุณภาพของภาพที่ดีขึ้นจริงหรือ
1
ทุกวันที่ผ่านไป LG ต้องเผชิญกับคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม” ในขณะที่คู่แข่งผลิตจอ LCD ได้ดีขึ้นและถูกลงเรื่อยๆ
แล้วทีวี OLED รุ่นแรกของ LG ก็ถือกำเนิดขึ้น
ทีวีขนาด 55 นิ้ว เปิดตัวด้วยราคา 15,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มันแพงขนาดนั้นจริงๆ
สาเหตุที่ราคาพุ่งสูงขนาดนั้น เพราะโรงงานของ LG แทบจะ “เผาเงิน” ในกระบวนการผลิต แผ่นวัสดุขนาดใหญ่ที่ควรจะตัดเป็นทีวีได้หลายเครื่อง ส่วนใหญ่จบลงที่กองขยะเพราะพิกเซลตาย หน้าจอไม่เรียบ และสีเพี้ยน
1
แต่ LG ไม่ยอมถอย…
ในความมืดมนนั้น ทีมวิศวกรได้ค้นพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ พวกเขาพัฒนาเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า “WRGB”
ปกติแล้ว พิกเซลของหน้าจอจะประกอบด้วยสามสีหลักคือ แดง เขียว และน้ำเงิน หรือ RGB แต่สำหรับ OLED สารที่ให้แสงสีน้ำเงินนั้นมีอายุสั้นและเสื่อมสภาพเร็วมาก
LG แก้เกมด้วยการเพิ่ม “พิกเซลสีขาว” เข้าไป แล้วใช้แผ่นกรองสีเพื่อแปลงแสงสีขาวให้เป็นสีต่างๆ
วิธีนี้อาจดูอ้อมโลก แต่ผลลัพธ์ของมันคือ “มหัศจรรย์”
มันช่วยลดต้นทุนการลงทุนในเครื่องจักรลงไปถึงครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดคือทำให้อัตราการผลิตที่ใช้ได้จริงพุ่งสูงขึ้น
ดูเหมือน LG จะเริ่มหายใจได้คล่องขึ้น แต่ปัญหาทางเทคนิคไม่ใช่ศัตรูเพียงคนเดียว
1
เพราะในสนามการค้า คู่แข่งไม่เคยปรานี
Samsung ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในขณะนั้น เริ่มโจมตีจุดอ่อนสำคัญของ OLED นั่นคืออาการ “จอเบิร์น” หรือการที่ภาพนิ่งทิ้งรอยประทับถาวรไว้บนหน้าจอ
ในร้านขายทีวีที่ต้องเปิดโลโก้ช่องหรือภาพเดิมซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน อาการนี้คือหายนะ
Samsung ใช้โอกาสนี้ผลักดันเทคโนโลยี QLED ของตัวเอง โดยชูจุดขายว่า “ไม่มีวันจอเบิร์น” พร้อมกับทำแคมเปญเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า OLED นั้นเปราะบางแค่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้น ในโชว์รูมขายทีวีตามห้างสรรพสินค้าที่มีแสงไฟนีออนสว่างจ้า ทีวี QLED ที่เร่งความสว่างได้สูงกว่า จะดูโดดเด่นสะดุดตาและสีสดกว่า OLED ที่ดูมืดทึมกว่า
สถานการณ์นี้ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เทใจไปทาง Samsung
ในปี 2015 ยอดขาย OLED ทั้งโลกมีเพียง 2.7 ล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตลาดทีวีทั้งหมด
LG พยายามมาหลายปี แต่ผลลัพธ์กลับดูริบหรี่ ตลาดกระแสหลักยังคงเลือกซื้อทีวี LCD ขนาด 50 นิ้วในราคาไม่กี่ร้อยดอลลาร์ แทนที่จะจ่ายหลักหมื่นเพื่อ OLED
ถึงจุดนี้ LG มีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมแพ้และกลับไปผลิต LCD เหมือนเดิม หรือจะเดินหน้าต่อให้สุดทาง
และพวกเขาก็เลือกทางที่ยากที่สุด
LG ตัดสินใจแก้ปัญหากระบวนการผลิตขั้นวิกฤต ด้วยการเปลี่ยนมาใช้วิธี “การระเหย” หรือ Evaporation ในห้องสุญญากาศ เพื่อวางโมเลกุลอินทรีย์ลงบนแผ่นกระจกอย่างแม่นยำ
กระบวนการนี้ละเอียดอ่อนเหมือนงานศิลปะ ฝุ่นเพียงนิดเดียวอาจทำให้หน้าจอพังทั้งแผง
แต่ในที่สุด ความพยายามนับทศวรรษก็สัมฤทธิ์ผล ภายในปี 2016 อัตรา Yield Rate ของ LG พุ่งจาก 50% ขึ้นมาแตะระดับ 80%
นี่คือจุดเปลี่ยนทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ทันใดนั้น ต้นทุนการผลิตก็ลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถทำราคาขายแข่งกับ LCD รุ่นบนๆ ได้
จากนั้น โมเมนตัมก็เริ่มเหวี่ยงกลับ
ในปี 2017 LG เปิดตัวรุ่น C7 ทีวีที่ลบข้อครหาเดิมๆ ได้เกือบหมด ทั้งราคาที่จับต้องได้ ซอฟต์แวร์ที่ฉลาด และคุณภาพของภาพที่ไร้ที่ติ
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่โลกคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนผ่าน Netflix เริ่มลงทุนในภาพยนตร์ความละเอียด 4K วงการเกมคอนโซลเริ่มเน้นกราฟิกที่สมจริง
ผู้คนเริ่มใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น และต้องการประสบการณ์การรับชมที่เหมือนโรงภาพยนตร์
ในห้องนั่งเล่นที่ปิดไฟมืดสนิท เพื่อดูภาพยนตร์เรื่องโปรด สีดำที่ดำสนิทของ OLED คือสิ่งที่ไม่มีเทคโนโลยีใดเทียบได้
1
ในขณะที่ QLED ของคู่แข่ง แม้จะสว่างกว่า แต่ก็ยังมีแสงลอดออกมาในฉากมืด ทำให้สีดำกลายเป็นสีเทา และมีมุมมองการรับชมที่จำกัดกว่า
กลยุทธ์ของ LG เริ่มชัดเจนขึ้น พวกเขาไม่ได้แข่งกับทีวีราคาถูก แต่พวกเขากำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ “ตลาดพรีเมียม”
Samsung พยายามแก้เกมด้วยการอัดงบโฆษณาและดันยอดขาย QLED จนตัวเลขดูเหมือนจะนำห่าง แต่ลึกๆ แล้วพวกเขารู้ดีว่าเทคโนโลยี LCD กำลังมาถึงทางตัน
1
ไม่ว่าจะปรับปรุงแสงไฟพื้นหลังให้ดีแค่ไหน LCD ก็ยังคงเป็น LCD
และแล้วจุดตัดสินก็มาถึงในปี 2020
วิกฤตโรคระบาดทำให้คนทั่วโลกต้องขังตัวอยู่ในบ้าน ทีวีกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดีที่สุด และเมื่อไม่ได้ออกไปไหน ผู้คนจึงยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้ทีวีที่ดีที่สุด
ยอดขาย OLED เติบโตระเบิดเถิดเทิง จาก 3 ล้านเครื่อง ขยับไปสู่ 6.5 ล้านเครื่องในเวลาอันสั้น
กระแสปากต่อปากทำงานอย่างรุนแรง รีวิวจากทั่วโลกยกย่องให้ OLED คือราชันย์แห่งจอภาพ
สุดท้าย ในปี 2023 เหตุการณ์ที่เหมือนบทละครเขียนไว้ก็เกิดขึ้น
Samsung ประกาศอย่างเงียบๆ ว่าจะเริ่มใช้แผงหน้าจอ OLED จาก LG Display สำหรับทีวีรุ่นเรือธงของตัวเอง
นี่คือการยอมจำนนที่ชัดเจนที่สุด
หลังจากต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน หลังจากโจมตีกันด้วยสารพัดวิธี ในที่สุด Samsung ก็ต้องยอมรับว่า OLED คือเทคโนโลยีที่เหนือกว่า และพวกเขาจำเป็นต้องมีมันเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียม
แต่ปัญหาก็คือ พวกเขาเริ่มต้นช้าเกินไป
ในวันนี้ LG Display ครองส่วนแบ่งตลาดทีวี OLED ทั่วโลกเกินกว่า 52%
ไม่ว่าคุณจะซื้อทีวีระดับไฮเอนด์ยี่ห้อไหน ไม่ว่าจะเป็น Sony, Panasonic, Philips หรือแม้แต่ Samsung รุ่นใหม่ มีโอกาสสูงมากที่หน้าจอนั้นจะผลิตออกมาจากโรงงานของ LG
การเดิมพันด้วยเงินแสนล้าน การยอมขาดทุนนานนับปี และการขายโรงงาน LCD ทิ้งเพื่อทุบหม้อข้าวตัวเอง ทั้งหมดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่า
LG ได้สร้าง “กำแพงเมือง” ที่สูงลิ่ว ทั้งในแง่ของสิทธิบัตร ความเชี่ยวชาญในการผลิต และความประหยัดจากขนาด ที่ยากจะมีใครปีนข้ามมาได้ในเร็ววัน
1
คู่แข่งที่เคยเยาะเย้ยว่า OLED เป็นเรื่องเพ้อฝัน วันนี้กลับกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด
เรื่องราวนี้สอนให้เรารู้ว่า ในโลกธุรกิจ การเป็นผู้ตามอาจจะปลอดภัยและทำกำไรได้ง่ายกว่าในระยะสั้น
แต่การจะเป็นผู้นำที่แท้จริง ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ แม้ในวันที่โลกทั้งใบจะบอกว่าคุณคิดผิด
LG Display ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตจอภาพ แต่พวกเขาคือผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับดวงตาของคนทั้งโลก
และสำหรับใครที่กำลังนั่งดูทีวี OLED อยู่ที่บ้านในตอนนี้ ขอให้รู้ว่าความคมชัดที่คุณเห็น แลกมาด้วยความบ้าบิ่นของผู้กล้าเพียงคนเดียว ที่ไม่ยอมแพ้ให้กับคำว่าเป็นไปไม่ได้…
2
References : [Bloomberg, Reuters, TheVerge, CNET, LGDisplay]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/lg-bets-all-their-money/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
การลงทุน
เทคโนโลยี
2 บันทึก
15
1
2
15
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย