30 พ.ย. 2025 เวลา 03:26 • ธุรกิจ

**อุตสาหกรรมโรงแรมไทย ปี 2569 กำลังเดินไปทางไหน? และเราควรเตรียมตัวยังไงบ้าง**

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของเฮียนะครับไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือหน่วยงานใด
ปี 2568–2569 คือช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมโรงแรมไทย “พลิกอีกครั้ง” ไม่ใช่แค่เพราะจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เพราะ พฤติกรรมของแขกที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่โรงแรมหลายแห่งปรับตัวทัน
หลายคนบอกว่า
“ปีหน้าโรงแรมไทยแข่งกันหนัก” แต่ในความจริง บางโรงแรมจะ โตแรงมาก ในขณะที่บางโรงแรมจะ เดินลำบากขึ้นกว่าเดิม
บทความนี้อยากชวนคิด ไม่ใช่ด้วยมุมมองของตัวเลข แต่ด้วย “ความจริงในภาคสนาม” ที่กำลังเกิดขึ้น
1) แขกไม่ได้มองหาโรงแรมที่ดีที่สุด — เขามองหาโรงแรมที่ “ใช้ได้และคุ้มค่า”
หลังยุคโควิด ผู้คนกลับมาเที่ยวจริง แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “วิธีตัดสินใจ”
แขกไม่ได้อยากได้ความหรูหราเพิ่มขึ้น
แต่เขาต้องการ ความสบายใจที่คุ้มค่าเงิน
• โรงแรมราคา 3,000 ที่รู้สึก 3,500 → แขกยอม
• โรงแรมราคา 5,000 แต่รู้สึก 3,000 → แขกไม่กลับมาอีก
ปี 2569 เป็นปีที่คำว่า
Value-for-Money = อาวุธหลักมากกว่า Luxury
แม้แต่โรงแรมหรูยังต้องขาย “ความคุ้มที่สมราคา” มากกว่าความหรูที่ไม่มีตัวตน
2) Oversupply จริง — แต่ไม่ใช่ทุกเมือง ปรากฏการณ์ที่เห็นชัด:
• หัวหิน – พัทยา – เชียงใหม่ → แข่งกันดุ เพราะเปิดใหม่เยอะ
• เขาใหญ่ – เขาหลัก – เกาะพยาม – เกาะหมาก → โตแรงเพราะแขกหนีเมือง
• กรุงเทพฯ → ทำเลที่มีรถไฟฟ้า + ห้างใหม่ = Occupancy ดีขึ้นต่อเนื่อง
ปีหน้าเราจะได้เห็นภาพที่น่าสนใจมากคือ
เมืองที่พักใหม่เยอะ = แข่งราคา
เมืองที่ไม่ค่อยมีของใหม่ = แข่งประสบการณ์
และโรงแรมที่ “รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในเมืองแบบไหน” จะปรับตัวได้เร็วที่สุด
3) แขกอยากได้โรงแรมที่เรียบง่าย แต่ “มีความเป็นตัวเอง”
ยุคนี้โรงแรมทั่วไปเริ่มจะเหมือนกันไปหมด ที่นอน หมอนนุ่ม design หรู
ปี 2569 แขกจะเลือกโรงแรมเพราะ Character ไม่ใช่ Copy–Paste Design ซึ่งต้องมีบริตรที่แขกต้องการจริงๆ จากโรงแรมนั้นๆ แบบที่หาไม่ได้ที่อื่น
• โรงแรมชายทะเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
• รีสอร์ตเล็ก ๆ ที่บริหารแบบอบอุ่น
• Boutique Hotel ที่เล่าเรื่องเมืองได้จริง
• โรงแรมที่ทำ F&B แบบมีบุคลิกชัด
โรงแรมที่ “มีตัวตน” จะชนะโรงแรมที่ “เหมือนใครก็ไม่รู้”
4) ผู้ประกอบการไทยต้องทำใจว่า: ต้นทุนจะสูงขึ้นทุกปี ไม่มีทางย้อนกลับ
ต้นทุนที่พุ่งขึ้นชัดเจนในปีหน้า:
• ค่าแรงขั้นต่ำ
• ค่าดำเนินงานตามมาตรฐานใหม่ ๆ (ความปลอดภัย / สิ่งแวดล้อม)
• ค่าวัตถุดิบอาหาร
• ค่า Utility ที่ไม่เคยลง
ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2569 คือปีที่โรงแรมต้องหาวิธีลดต้นทุนแบบ ฉลาด ไม่ใช่ กดคุณภาพเพราะแขกยุคนี้มองออกหมดว่าโรงแรม “ลดต้นทุนแบบไม่เนียน”
5) ทีมงานในโรงแรมจะเปลี่ยนไป — น้อยลง แต่เก่งขึ้น
แรงงานหายากขึ้น แต่โรงแรมยังต้องรักษามาตรฐานเดิมหรือดีกว่าเดิม
สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ:
• ใช้ระบบ Automation มากขึ้น
• การฝึกบุคลิกและทักษะ “Service Mind” จะเข้มข้นกว่าเดิม
• โรงแรมที่ดูแลพนักงานดี = พนักงานเติบโตและอยู่ยาว
• โรงแรมที่ยังบริหารแบบเก่า = เสียคนเก่งไปเรื่อย ๆ
ปี 2569 จะเป็นปีที่ผู้ประกอบการถามตัวเองว่า
“ถ้าไม่มีคนเพิ่ม…โรงแรมเรายังบริการได้เหมือนเดิมไหม?”
6) แขกต่างชาติยังมา แต่แขกไทยคือฐานจริง
ปีหน้าแขกไทยจะกลายเป็น “ตัวจริง” ที่รักษา Occupancy ในหลายเมือง
สิ่งที่โรงแรมควรคิดคือ แขกไทยไม่ใช่แขกที่ถามว่า ‘มีอะไรให้ฉัน?’ แต่ถามว่า ‘คุ้มไหม?’
โรงแรมที่สร้าง Loyalty กับแขกไทยได้ = แข็งแรงระยะยาว
7) โรงแรมที่จะชนะในปี 2569 มี 3 แบบส่สนตัวมองภาพรวมได้ว่า 3 แบบนี้จะโตชัดเจน:
(1) Lifestyle Boutique ที่มีเอกลักษณ์ ยิ่งเล่าเรื่องตัวเองเก่ง ยิ่งมีฐานลูกค้าประจำเร็ว
(2) Midscale ที่คุ้มค่า + บริการกระชับ + รีวิวดี ยุคนี้ลูกค้าดูรีวิวมากกว่าโปรโมชั่น
(3) Villa/Pool Villa สำหรับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
ตลาดไทย–ต่างชาติชอบมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะ Gen Y ที่เริ่มมีกำลังซื้อจริง
สรุปชวนคิด
ปี 2569 ไม่ใช่ปีที่ “โรงแรมจะยากขึ้น”
แต่เป็นปีที่ “โรงแรมต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น”
ถ้าโรงแรมตอบคำถามนี้ได้
“อะไรคือจุดแข็งที่ไม่มีใครลอกได้?”
ปี 2569 จะเป็นปีที่โตได้แบบมั่นคงและงดงาม
แต่ถ้ายังขายเหมือนเดิม คิดเหมือนเดิม
แขกก็จะ “มองหาโรงแรมอื่นที่เข้าใจเขามากกว่า”
โฆษณา