30 พ.ย. 2025 เวลา 11:36 • ประวัติศาสตร์

เมื่อ “ตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild family)“ ที่รวยล้นฟ้า ถูกองค์สุลต่านปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

หลายคนน่าจะรู้จัก “ตระกูลรอธส์ไชลด์ (Rothschild family)“ เป็นอย่างดี
ตระกูลนี้เป็นตระกูลที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลมหาศาล แม้แต่ปัจจุบัน เรื่องราวของตระกูลนี้ก็ยังคงถูกพูดถึงเรื่อยๆ
และบทความนี้ ผมจะเล่าเกร็ดเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับตระกูลนี้ให้ฟังครับ
ในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ตระกูลรอธส์ไชลด์ได้ก้าวจากความยิ่งใหญ่ในย่านชาวยิวของเมืองแฟรงก์เฟิร์ต กลายเป็นกลุ่มตระกูลผู้ทรงอิทธิพลด้านการเงิน การธนาคารชั้นนำระดับโลก มีสาขาของธนาคารในเมืองสำคัญต่างๆ เช่น ลอนดอน ปารีส เวียนนา แฟรงก์เฟิร์ต และเนเปิลส์ ซึ่งไม่ใช่แค่ธนาคารเท่านั้น แต่ตระกูลรอธส์ไชลด์ยังมีอิทธิพลในทางการเมืองอีกด้วย
กษัตริย์ จักรพรรดิ และรัฐบาลต่างๆ ต่างก็พึ่งพาแหล่งทรัพยากรมหาศาลของตระกูลรอธส์ไชลด์ ทั้งในช่วงสงครามและช่วงสันติ
เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 19 อิทธิพลของตระกูลรอธส์ไชลด์ได้แผ่ขยายไปไกลนอกขอบเขตยุโรป มีการลงทุนอย่างหนักในกิจการรถไฟ การทำเหมือง และการจัดการหนี้ของรัฐบาล
1
นอกจากนั้น ตระกูลรอธส์ไชลด์ยงหันไปสนใจ “จักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire)” ซึ่งเป็นรัฐที่กำลังเสื่อมอำนาจแต่ยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ อีกทั้งยังคงเป็นผู้ครอบครองเยรูซาเลม เมกกะ และคอนสแตนติโนเปิล
สาเหตุที่ตระกูลรอธส์ไชลด์สนใจจักรวรรดิออตโตมัน หลักๆ นั้นมีสองข้อ
1.หนี้และการเงิน
2
จักรวรรดิออตโตมันประสบปัญหาทางการเงินมานาน และมักจะกู้ยืมเงินจากธนาคารในยุโรป และตระกูลรอธส์ไชลด์ก็ได้กลายเป็นผู้ปล่อยกู้รายสำคัญ โดยจัดหาเงินทุนที่จำเป็นเพื่อช่วยพยุงจักรวรรดิออตโตมันไว้
2.ปัญหาปาเลสไตน์
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 “บารอนเอ็ดมันด์ เจมส์ เดอ รอธส์ไชลด์ (Baron Edmond James de Rothschild)” หนึ่งในสมาชิกตระกูลรอธส์ไชลด์ ได้ลงทุนในการตั้งถิ่นฐานเกษตรกรรมของชาวยิวในปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของออตโตมัน
นี่ทำให้ตระกูลรอธส์ไชลด์อยู่ในฐานะที่สามารถช่วยเหลือผู้นำชาวยิวที่ต้องการจะปักหลักดำรงมาตุภูมิในปาเลสไตน์ ซึ่งต่อมาได้แสวงหาการสนับสนุนจากนานาชาติเพื่อจัดตั้งมาตุภูมิของชาวยิว
บารอนเอ็ดมันด์ เจมส์ เดอ รอธส์ไชลด์ (Baron Edmond James de Rothschild)
เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับ “สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 (Sultan Abdul Hamid II)” สุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมัน ผู้ครองราชย์ในช่วงปีค.ศ.1876–1909 (พ.ศ.2419-2452)
สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 ทรงเป็นผู้ปกครองที่ระมัดระวัง ทรงตระหนักถึงปัญหาทางการเงินที่จักรวรรดิของพระองค์กำลังเผชิญ และความสนใจของยุโรปที่เพิ่มขึ้นในปาเลสไตน์
1
ตามบันทึกต่างๆ จากแหล่งข้อมูลของออตโตมันและอาหรับ ผู้นำฝ่ายยิวซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสมาชิกบางคนของตระกูลรอธส์ไชลด์ ได้เข้าเฝ้าสุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 พร้อมข้อเสนอ
1.พวกเขาจะชำระหนี้ต่างประเทศก้อนใหญ่ของจักรวรรดิออตโตมันให้หมดทุกบาททุกสตางค์
2.พวกเขาจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในจักรวรรดิออตโตมันให้ ทำให้จักรวรรดิออตโตมันเจริญและรุ่งเรือง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 (Sultan Abdul Hamid II)
แต่ข้อแลกเปลี่ยนที่ขอคือ ต้องอนุญาตให้มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวยิวขนาดใหญ่ในปาเลสไตน์
แต่จากบันทึกนั้น สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 ได้ทรงปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างเด็ดขาด คำตอบของพระองค์คือ
“ข้าพเจ้าขายดินแดนปาเลสไตน์แม้เพียงกำมือเดียวไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นของข้าพเจ้า แต่มันเป็นของชาวมุสลิมทุกคน จักรวรรดิไม่ใช่ของข้าพเจ้า แต่มันเป็นของปวงชนของข้าพเจ้า”
2
การปฏิเสธครั้งนี้ทำให้สุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 แตกต่างจากผู้ปกครองยุโรปหลายคนที่มักจะยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเงิน ซึ่งแม้ว่าอิทธิพลของตระกูลรอธส์ไชลด์จะเป็นที่เลื่องลือทั่วยุโรป แต่พวกเขาต้องเผชิญกับองค์สุลต่านที่ไม่ยอมประนีประนอมในประเด็นปาเลสไตน์
เรื่องราวนี้แสดงถึงการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ระหว่างอำนาจทางการเงิน และอธิปไตยของชาติ
ทำไมเรื่องราวนี้จึงยังคงมีความสำคัญ?
เหตุการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าจะถูกปรุงแต่งหรือถูกต้องสมบูรณ์ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเน้นย้ำถึงหลายประเด็น
1
1.อิทธิพลระดับโลกของตระกูลรอธส์ไชลด์ ซึ่งมีความสามารถในการให้เงินทุนแก่จักรพรรดิและสนับสนุนรัฐบาลต่างๆ ได้
2.จุดยืนที่ไม่ยอมอ่อนข้อของสุลต่านอับดุล ฮามิดที่ 2 ซึ่งแม้จะปกครองจักรวรรดิที่อ่อนแอ แต่ก็จะไม่ยินยอมขายปาเลสไตน์
3.ช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นจุดที่การเงิน จักรวรรดิ และการแสวงหามาตุภูมิมาบรรจบกัน
อาจจะสรุปได้ว่า ตระกูลรอธส์ไชลด์ได้เปลี่ยนแปลงการเงินของยุโรปอย่างไม่มีตระกูลใดเทียบได้ แต่ในจักรวรรดิออตโตมัน พวกเขาได้พบกับสุลต่านที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ต่อต้านอำนาจเงินของพวกเขา
การปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นที่เลื่องลือ ไม่เพียงแค่ในฐานะของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะตำนาน และเป็นเครื่องเตือนใจถึงขีดจำกัดของความมั่งคั่งเมื่อเผชิญหน้ากับหลักการและอธิปไตย
1
โฆษณา