2 ธ.ค. 2025 เวลา 14:00 • ธุรกิจ

ไปบวชจนเห็นทางธรรม เลยออกมาเปิด ‘Plantae’ จากคนขายปุ๋ย สู่โปรตีนเจ้าตลาด

จากบริษัทปุ๋ยใกล้เจ๊ง สู่โปรตีนแพลนต์เบส 400 ล้าน คุยกับ “พอท-มิตรดนัย” และ “พีท-พันดนัย” สองพี่น้องเจ้าของ “Plantae” คิดทำแพลนต์เบส เพราะได้ไปบวชจนเห็นทางช่วยชีวิตสัตว์โลก แม้คู่แข่งเยอะแต่ยังโตต่อได้เพราะลูกค้าเชื่อใจ ตั้งเป้าอยากเป็นแบรนด์ที่คนไทยภูมิใจ พาโปรตีนแพลนต์เบสไประดับภูมิภาค เล็งประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นที่แรกๆ
1
พูดคำว่า “แพลนต์เบส” หรือโปรตีนจากพืชในปัจจุบันก็คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ รู้จักกันแพร่หลาย มีให้เลือกตามชั้นวางสินค้าหลายสิบแบรนด์ แต่ถ้าย้อนกลับไปสัก 4-5 ปีก่อนหน้านี้ ตลาดแพลนต์เบสแทบจะเป็น “นิช มาร์เก็ต” เฉพาะกลุ่มมากๆ จนแทบจะไม่มีใครบุกตลาดนี้จริงๆ จังๆ เพราะนั่นเท่ากับว่า แบรนด์ต้องเข้าเปิดน่านน้ำด้วยตัวเอง ไม่มีพิมพ์เขียวให้เห็นทิศทางลมด้วยซ้ำไป
แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น “พอท-มิตรดนัย สถาวรมณี” และ “พีท-พันดนัย สถาวรมณี” ตั้งใจปักธงทำแบรนด์แพลนต์เบส ด้วยเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ แต่ทรงพลัง “อยากช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลก” และ “ทำธุรกิจที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์” คือสิ่งที่ทั้งคู่บอกกับเรา และหากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น “พอท” และ “พีท” ไม่ได้ตั้งต้นด้วยแพชชันแบบนี้ตั้งแต่เรียนจบ แต่เกิดจากการที่ทั้งคู่มีโอกาสเข้าไปอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ห่มผ้าเหลืองศึกษาธรรมะที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กระทั่งตัดสินใจเปิดธุรกิจทำโปรตีนจากพืช
“พอท” และ “พีท” มีแบคกราวนด์จากครอบครัวนักธุรกิจ ที่บ้านเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีคุณแม่ที่แพชชันเรื่องออแกนิกสุดๆ ตัวพอร์ตซึ่งเป็นพี่ชายคนโตเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา ที่สหรัฐอเมริกา ส่วนพีทผู้เป็นน้องจบด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งคู่อายุห่างกัน 3 ปี “พอท” จึงต้องกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้านก่อน ตอนนั้นเขาทำหน้าที่คล้ายๆ เซลล์ขายปุ๋ย นำปุ๋ยของที่บ้านไปเสนอขายให้เกษตรกร แต่ทำไปสักพักก็เริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่า ในที่สุดธุรกิจปุ๋ยคงไปไม่รอดแน่
ขณะที่ “พอท” หัวหมุนกับการประคองธุรกิจที่บ้าน “พีท” ที่เรียนจบตามมาติดๆ วางแผนไปเยือนที่ประเทศอินเดียราว 3 เดือน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทันที เพราะหลังกลับจากทริปอินเดีย “พีท” ตัดสินใจบวชพระที่วัดป่าในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
หลังจากคนน้องบวชไปได้สักพัก ก็เป็นจังหวะที่ “พอท” มีโอกาสขับรถขึ้นเหนือไปคุยงานใกล้ๆ กับวัดดังกล่าว เขาเล่าว่า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์มากๆ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า น้องชายบวชอยู่ แต่พอนึกขึ้นได้จึงใช้เวลาช่วงเย็นหลังเสร็จธุรแวะเข้าไปหาพระพีทที่วัด ไม่นานหลังจากนั้นก็ตัดสินใจบวชด้วยอีกคน
“เหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนเรารู้อยู่แล้วว่า ไม่รอดแน่ๆ ผมเป็นคริสต์ก็จะถูกสอนว่า มีอะไรให้ขอพระเจ้า เราก็จะไปขอที่โบสถ์ ขอให้รอด แต่สุดท้ายมันก็กลับมาทำให้ผมอินศาสนาพุทธในหลักการที่ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน และเรื่องกฏแห่งกรรม ถ้าอยากให้เกิดกรรมดีก็ให้ทำดี ผมก็เลยไปหาเขาที่วัดตอนกำลังจะมืด เป็นจุดสำคัญ ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เราคงหาท่าอื่นในการหาเงิน และคงทำงานด้วยกันไม่ได้ด้วย เพราะที่ผ่านมาก็มีบ้างที่เห็นไม่ตรงกัน แต่ทุกครั้งก็จะมีเรื่องนี้ที่ทำให้เรากลับมาคิดว่า เราคุยกันได้เสมอ”
โรงงานปุ๋ยปิดตัว ทั้งคู่มุ่งหน้าศึกษาพระธรรม จนถึงวันที่สึกออกมาใช้ชีวิตทางโลกอีกครั้ง ธุรกิจแรกที่ทำไม่ใช่โปรตีนจากพืช แต่เป็นท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชื่อ “CORO Field” ที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
ปัจจุบัน “CORO Field” ไม่ได้เปิดทำการแล้ว แต่หัวเชื้อที่ได้มาจากการทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรครั้งนั้น คือทั้งคู่ได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเอง การเกษตรเป็นธุรกิจที่มีความหมาย ไม่ได้สร้างเม็ดเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วภายใต้การทำเกษตรมีอะไรที่ยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในวงกว้างอีกหรือไม่ จนไปเจอกับ “แพลนต์เบส” ที่ทั้งคู่เห็นตรงกันว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมาย
สองพี่น้องเริ่มจากความเชื่อว่า แพลนต์เบสเป็นของดีมีประโยชน์ ก่อนจะมาเป็นโปรตีนผงทดลองมาแล้วหลากหลายโปรดักต์ ยุคนั้นโปรตีนผงยังเป็นของกินยาก รสชาติไม่อร่อย เป็น “Pain Point” ที่พอทและพีทจับสัญญาณได้ สิ่งที่ทั้งสองคนให้ความสำคัญในตอนนั้นจึงยังไม่ใช่การทำการตลาด แต่เป็นขั้นตอน R&D เพื่อทลายกำแพงเรื่องรสชาติ
พัฒนาอยู่นาน ปรับสูตรมากถึง 80 รอบ กินเวลานานเป็นปี จนถึงวันที่ได้รสชาติที่ใช่ ตัดสินใจนำไปวางขายที่กูร์เม่ต์มาร์เก็ตเป็นแห่งแรก เริ่มมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อปากต่อปาก ช่วงนั้นเป็น “Magic Moment” ของแบรนด์ก็ว่าได้ จากเดือนแรกที่มียอดขายเพียง 3,000 บาท ผ่านไปเพียง 9 เดือนโปรตีนผงของสองพี่น้องสถาวรมณีเติบโตขึ้นอีก 300 เท่า สื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่า โปรตีนจากพืชก็อร่อยได้ ไม่ออกกำลังก็กินได้
โฆษณา