7 ธ.ค. 2025 เวลา 12:00 • ธุรกิจ

อวสาน TOSHIBA ปิดตำนาน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ทำไมยักษ์ญี่ปุ่นถึงต้องขายกิจการ?

หากย้อนกลับไปเมื่อสักยี่สิบหรือสามสิบปีก่อน ถ้าเราเดินเข้าไปในบ้านของคนไทยสักหลัง หนึ่งในสิ่งที่ต้องเจอวางตระหง่านอยู่กลางบ้านคงหนีไม่พ้นเครื่องใช้ไฟฟ้าสักชิ้นที่มีโลโก้สีแดงสดใส
พร้อมกับประโยคคุ้นหูที่ลอยเข้ามาในหัวทันทีว่า “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”
Toshiba คือชื่อที่เปรียบเสมือนตัวแทนของความเจริญรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น เป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกต่างให้ความไว้วางใจในเรื่องความทนทานและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย…
แต่ใครจะไปเชื่อว่า อาณาจักรที่ดูยิ่งใหญ่และมั่นคงดั่งภูเขาไฟฟูจินี้ กลับต้องพบกับจุดจบที่น่าใจหาย
ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก กลับต้องกลายสภาพเป็นเพียงบริษัทที่ต้องเร่ขายสมบัติเก่าเพื่อต่อลมหายใจ
ก่อนอื่นเราต้องลบภาพจำที่ว่า Toshiba เป็นเพียงคนขายตู้เย็นหรือหม้อหุงข้าวออกไปก่อน เพราะในความเป็นจริงแล้ว เนื้อแท้ของบริษัทแห่งนี้คือ Conglomerate หรือกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 140 ปี
1
พวกเขาไม่ได้แค่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน แต่เป็นผู้สร้างรากฐานสำคัญให้กับโลกเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้
1
ย้อนกลับไปในปี 1985 โลกได้รู้จักกับ T1100 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแล็ปท็อปแบบ Mass Market เครื่องแรกของโลก ที่เปลี่ยนวิถีการทำงานของมนุษย์ออฟฟิศไปตลอดกาล…
1
ยิ่งไปกว่านั้น ชิ้นส่วนสำคัญที่อยู่ในสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ที่เราขาดไม่ได้ในยุคนี้อย่าง NAND Flash Memory ก็ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดยวิศวกรของ Toshiba
1
ด้วยนวัตกรรมระดับเปลี่ยนโลกเหล่านี้ ทำให้ในช่วงที่พีคที่สุด Toshiba คือความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่น เป็นบริษัทระดับ Blue Chip ที่มีความมั่นคงสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว
ดูเหมือนว่าเส้นทางของพวกเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ภายใต้พรมแดงที่ปูไว้อย่างสวยงามนั้น กลับมีขยะก้อนโตถูกซุกซ่อนเอาไว้แบบเงียบ ๆ
1
จุดเริ่มต้นของหายนะอาจไม่ได้เกิดจากคู่แข่งที่เก่งกาจ แต่เกิดจากศัตรูที่มองไม่เห็นซึ่งแฝงตัวอยู่ใน “วัฒนธรรมองค์กร” ของพวกเขาเอง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและการเชื่อฟังคำสั่งผู้นำอย่างเคร่งครัด
เมื่อเบื้องบนสั่งมาว่า “ซ้าย” ลูกน้องก็ต้องหันซ้าย โดยห้ามมีคำถามหรือข้อโต้แย้ง
ในปี 2008 วิกฤตการเงินระดับโลกหรือ Hamburger Crisis ได้พัดถล่มเศรษฐกิจทั่วโลกจนซบเซา บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งต่างเจ็บตัวและยอมรับผลประกอบการที่ติดลบตามความเป็นจริง
แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงของ Toshiba ในเวลานั้น การยอมรับความล้มเหลวดูจะเป็นเรื่องที่เสียศักดิ์ศรีเกินกว่าจะรับได้ พวกเขาจึงเลือกที่จะตั้งเป้าหมายกำไรที่ท้าทายจนแทบจะเป็นไปไม่ได้
คำสั่งนี้ถูกส่งต่อลงมายังระดับปฏิบัติการภายใต้ชื่อเรียกเท่ๆ ว่า “The Challenge”
ฟังดูเหมือนจะเป็นคำปลุกใจให้พนักงานฮึกเหิมและร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรค แต่ในทางปฏิบัติจริง มันคือคำสั่งเผด็จการที่บีบคั้นให้หัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ต้องทำตัวเลขกำไรมาส่งให้ได้ตามเป้า
“ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม” นี่คือสิ่งที่พนักงานระดับล่างได้รับรู้
เมื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงเกินจริงสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทางออกเดียวที่พวกเขาเลือกทำคือการ “ตกแต่งตัวเลขทางบัญชี”
1
วิธีการที่ใช้ไม่ได้ซับซ้อน แต่ทรงพลังในการแหกตาคนทั้งโลก นั่นคือการรับรู้รายได้ล่วงหน้าทั้งที่โปรเจกต์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และการเลื่อนบันทึกค่าใช้จ่ายออกไปในปีถัดไป
เมื่อไตรมาสนี้ตัวเลขดูดี ผู้บริหารก็พอใจ แต่ปัญหาก็ถูกดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนภูเขาน้ำแข็งที่รอวันละลาย
สิ่งที่น่าตกใจคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ปีหรือสองปี แต่ Toshiba โกหกโลกด้วยตัวเลขปลอมๆ ต่อเนื่องยาวนานถึง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2015 ผ่านยุคสมัยของ CEO ถึง 3 คน
1
ตลอดเวลานั้น บริษัทรายงานกำไรเกินจริงไปรวมกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 4 หมื่นล้านบาท…
1
แต่ความลับไม่มีในโลก ในปี 2015 คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
จนนำไปสู่การสอบสวนครั้งใหญ่ และเมื่อความจริงถูกเปิดเผย ภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์ที่สั่งสมมานับร้อยปีก็พังทลายลงในพริบตา
1
ภาพของผู้บริหารระดับสูงที่เรียงแถวกันโค้งคำนับขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชน กลายเป็นภาพจำที่สร้างความสะเทือนใจและทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนหมดสิ้น
ถ้าเปรียบ Toshiba เป็นคน การแต่งบัญชีก็เหมือนกับ “แผลติดเชื้อ” ที่เริ่มลุกลาม แต่สิ่งที่ทำให้คนไข้รายนี้ถึงขั้นโคม่าจนต้องเข้าห้อง ICU จริงๆ กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นั่นคือการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ย้อนกลับไปในปี 2006 ช่วงที่โลกกำลังตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาด Toshiba มองเห็นโอกาสทองในธุรกิจ “พลังงานนิวเคลียร์” พวกเขาเชื่อมั่นอย่างมากว่านี่คืออนาคตที่จะสร้างรายได้มหาศาล
ด้วยความมั่นใจนี้ Toshiba จึงทุ่มเงินก้อนโตกว่า 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ Westinghouse บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
การเดิมพันครั้งนี้สูงกว่ามูลค่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้หลายเท่า แต่ Toshiba ก็ยอมจ่าย เพราะหวังว่าจะได้ครอบครองเทคโนโลยีและส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลก
1
แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับพวกเขาอย่างโหดร้าย…
วันที่ 11 มีนาคม 2011 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิถล่มญี่ปุ่น จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะระเบิด
1
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำลายแค่พื้นที่โดยรอบ แต่ได้ทำลาย “อนาคตของพลังงานนิวเคลียร์” ไปด้วย
ทั่วโลกเกิดความหวาดกลัว รัฐบาลหลายประเทศสั่งชะลอและยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทันที
กฎระเบียบด้านความปลอดภัยถูกยกระดับให้เข้มงวดขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้
Westinghouse ที่ Toshiba ซื้อมาด้วยความหวัง กลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง…
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ประสบปัญหาล่าช้า งบประมาณบานปลาย และขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง แต่แทนที่ Toshiba จะยอมตัดใจขายทิ้งหรือยุติโครงการ พวกเขากลับเลือกที่จะ “ยื้อ”
นี่คือกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Sunk Cost Fallacy หรือการเสียดายต้นทุนจม ยิ่งลงทุนไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถอนตัวยากเท่านั้น Toshiba พยายามถมเงินลงไปเพื่อหวังจะกู้สถานการณ์ แต่ยิ่งดิ้น ปมก็ยิ่งรัดแน่น
จนกระทั่งปี 2017 ฝันร้ายก็กลายเป็นจริง Westinghouse ยื่นขอล้มละลาย ทิ้งหนี้ก้อนมหาศาลให้บริษัทแม่อย่าง Toshiba ต้องรับผิดชอบ
ผลขาดทุนจากการลงทุนครั้งนี้รุนแรงมาก จนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นของ Toshiba ติดลบ หรือพูดง่ายๆ ก็คือบริษัทมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมด สถานะทางการเงินเข้าขั้นล้มละลาย
เมื่อหลังพิงฝาและเจ้าหนี้มายืนรออยู่หน้าประตู ทางเลือกของ Toshiba จึงเหลือเพียงทางเดียว นั่นคือการ “ขายสมบัติกิน” เพื่อหาเงินสดมาใช้หนี้ให้เร็วที่สุด…
ช่วงเวลานั้นเปรียบเสมือนการชำแหละอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ ธุรกิจดีๆ ที่เคยเป็นความภาคภูมิใจถูกเฉือนขายออกไปทีละชิ้น
เริ่มจากธุรกิจเครื่องมือแพทย์ Toshiba Medical Systems ซึ่งทำกำไรได้ดีมาก ถูกขายให้กับ Canon
ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ถูกขายให้กับ Midea Group ยักษ์ใหญ่จากจีน โดยที่ยังได้รับสิทธิ์ให้ใช้ชื่อแบรนด์ Toshiba ต่อไปได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรายังเห็นตู้เย็นยี่ห้อ Toshiba วางขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินที่เราจ่ายไปนั้น ไหลเข้ากระเป๋าบริษัทจีน ไม่ใช่บริษัทญี่ปุ่นอีกต่อไป
1
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับการขายทอดตลาดครั้งนี้ คือการที่ Toshiba จำใจต้องขาย “หัวใจ” ของตัวเองออกไป
นั่นคือธุรกิจ Toshiba Memory ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่เป็นเบอร์สองของโลก และเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ธุรกิจนี้คือเพชรเม็ดงามที่ทำกำไรหล่อเลี้ยงบริษัทมาโดยตลอด
แต่เพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากขายหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจนี้ให้กับกลุ่มทุนที่นำโดย Bain Capital จนกลายมาเป็นบริษัท Kioxia ในปัจจุบัน
การสูญเสียธุรกิจชิปหน่วยความจำ เปรียบเสมือนการตัดแขนขาที่แข็งแรงที่สุดทิ้งไป แม้จะรักษาชีวิตให้รอดตายมาได้ แต่ร่างกายที่เหลืออยู่ก็อ่อนแอและพิการ
หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการเงิน Toshiba ก็ยังต้องเผชิญกับมรสุมความขัดแย้งภายในอย่างต่อเนื่อง
ผู้ถือหุ้นต่างชาติที่เข้ามาถือหุ้นเริ่มมีบทบาทกดดันให้บริษัทปรับโครงสร้างและเรียกร้องผลตอบแทนที่มากขึ้น
ความวุ่นวายในบอร์ดบริหารทำให้ทิศทางของบริษัทสะเปะสะปะ ขาดเสถียรภาพ และไม่สามารถวางแผนระยะยาวเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เลย
Toshiba ตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางธุรกิจอยู่นานหลายปี จนในที่สุด บทสรุปของมหากาพย์นี้ก็มาถึงในช่วงปลายปี 2023
Toshiba ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอจากกลุ่มทุนในประเทศที่ชื่อว่า Japan Industrial Partners หรือ JIP เพื่อเข้าซื้อกิจการทั้งหมดและนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์โตเกียว หรือ Delist
การออกจากตลาดหุ้น หมายถึงการปิดฉากตำนานหุ้น Toshiba ที่มีการซื้อขายกันมายาวนานกว่า 74 ปี หุ้นที่เคยเป็นดั่งเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น วันนี้ไม่มีให้ซื้อขายอีกต่อไป
บริษัทกลับไปสู่สถานะบริษัทส่วนตัว เพื่อหวังว่าจะได้บริหารจัดการภายในอย่างเงียบสงบ แก้ไขปัญหาเรื้อรัง และฟื้นฟูกิจการโดยไม่ต้องรับแรงกดดันจากสายตาของนักลงทุนรายย่อย
เรื่องราวของ Toshiba ให้บทเรียนราคาแพงแก่โลกธุรกิจในหลายมิติ
อย่างแรกคือเรื่องของธรรมาภิบาล การที่วัฒนธรรมองค์กรเน้นการเชื่อฟังคำสั่งมากกว่าความถูกต้อง และการพยายามซุกปัญหาไว้ใต้พรม สุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายทุกอย่าง
ปัญหาทางธุรกิจเปรียบเสมือนบาดแผล ถ้าเรารีบรักษาตั้งแต่ตอนที่เป็นแค่รอยถลอก มันก็หายได้ง่าย แต่ถ้าเราแกล้งทำเป็นไม่เห็นและปล่อยทิ้งไว้ มันจะกลายเป็นเนื้อร้ายที่ต้องตัดทิ้งทั้งอวัยวะ
อย่างที่สองคือเรื่องของการปรับตัวและการยอมรับความผิดพลาด การยึดติดกับความสำเร็จในอดีต หรือการไม่กล้าตัดใจจากธุรกิจที่ไม่มีอนาคต (Sunk Cost) สามารถลากบริษัทที่ยิ่งใหญ่ให้จมดิ่งลงสู่ก้นเหวได้
วันนี้ แม้ชื่อของ Toshiba จะยังคงปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์บางอย่าง และบริษัทยังคงดำเนินกิจการต่อไปภายใต้เจ้าของใหม่
แต่จิตวิญญาณดั้งเดิมของยักษ์ใหญ่แห่งนวัตกรรม ผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับโลก และเจ้าของสโลแกนที่บอกว่าจะ “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” อาจจะเหลือเพียงแค่ในความทรงจำ
และเป็นกรณีศึกษาที่เตือนใจนักธุรกิจรุ่นหลังว่า ในโลกทุนนิยมที่หมุนเร็วใบนี้ ไม่มีใครใหญ่เกินกว่าจะล้ม และไม่มีความสำเร็จใดที่ยั่งยืนค้ำฟ้า หากปราศจากความซื่อสัตย์และการปรับตัวที่ทันท่วงที…
1
References : [reuters, bbc, bloomberg, nikkei, nytimes]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/toshiba-closes-its-legend/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา