Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Mind-Body Story Lab
•
ติดตาม
9 ธ.ค. 2025 เวลา 07:49 • ปรัชญา
EP.2 วันที่หมอเริ่มสงสัยว่า “เสียงหัวใจ” กำลังพูดถึงอะไรกันแน่
คลื่นหัวใจบนกระดาษ กับเรื่องเล่าที่ไม่ได้อยู่ในผลตรวจ
ผมเริ่มต้นอาชีพแพทย์เหมือนแพทย์ทั่วไปส่วนใหญ่
ใช้เวลาหลายปีเรียนรู้โครงสร้างร่างกาย กลไกของโรค การอ่านผลเลือด ฟิล์มเอ็กซเรย์ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ในตำรา
หัวใจถูกอธิบายเป็น “ปั๊ม” (pump) ขนาดเท่ากำปั้น
สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) เป็นกราฟที่บอกการนำไฟฟ้าในกล้ามเนื้อหัวใจ
เราถูกฝึกให้มองหาสัญญาณของ:
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial ischemia)
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia)
- ภาวะนำไฟฟ้าผิดปกติ (conduction block)
นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและสำคัญในฐานะแพทย์
เพราะถ้าพลาดโรครุนแรง เราอาจพลาด “ชีวิต” ไปเลย
แต่ตลอดหลายปีในห้องตรวจ
ผมเริ่มพบว่านอกเหนือจาก “โรค”
หัวใจของคนไข้ยังบอก “เรื่องราวบางอย่าง” ที่ไม่ได้เขียนอยู่บนผลตรวจ
และเรื่องราวเหล่านั้น
มักไม่ถูกพูดถึงในห้องเรียนแพทย์
***
## คนไข้ที่ผลตรวจ “ปกติ” แทบทุกอย่าง แต่บอกว่า “ผมแปลกๆ ครับหมอ”
ภาพแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด:
คนไข้เดินเข้ามา
เจ้าหน้าที่พาไปวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดชีพจร
บางรายถูกส่งไปทำ EKG 12 leads ก่อน
เครื่องทำงานเสร็จ ปริ๊นกระดาษออกมาเป็นแผ่นยาวๆ
พับใส่แฟ้ม แล้วทั้งหมดจึงถูกส่งมาถึงโต๊ะผม
ตอนผมเปิดแฟ้มดูผลครั้งแรก
- ความดัน: อยู่ในเกณฑ์
- ชีพจร: อาจจะเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นอันตราย
- EKG: ไม่มีสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ไม่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
ไม่มี block แปลกๆ ที่ต้องรีบส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง
ถ้าดูแต่ “กระดาษผลตรวจ”
เรามีเหตุผลจะบอกได้ว่า
“ทุกอย่างดูโอเคในระดับหนึ่งครับ”
แต่ทันทีที่คนไข้นั่งลงตรงหน้า
สีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของเขา
กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่ง
“ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยง่ายครับหมอ
ตอนเช้าตื่นมาไม่ค่อยสดชื่น
นอนไปแล้วก็ยังรู้สึกเหมือนไม่ได้พัก
บางทีก็ใจสั่นๆ หายใจไม่สุด
ผมเลยเริ่มกลัวว่าหัวใจจะมีปัญหา”
ถ้าคุณเป็นหมอ คุณคงคุ้นกับภาพนี้ดี
เราตรวจร่างกายซ้ำอีกครั้ง
ฟังหัวใจ ฟังปอด ดูอาการทั่วๆ ไป
ทุกอย่างก็ยัง “ไม่พบความผิดปกติชัดเจน”
ในตำรา เราเรียกอาการเหล่านี้ว่า
non-specific symptoms – อาการที่เฉพาะเจาะจงกับโรคใดโรคหนึ่งไม่ได้ชัด
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า “ความทุกข์ของคนๆ นี้ไม่มีอยู่จริง”
ผมเริ่มคุยกับเขาต่อ
ไม่ใช่ในระหว่างทำ EKG
แต่ในช่วงเวลาหลังจากที่เราทั้งคู่ “รู้แล้ว” ว่า ผลตรวจไม่ได้บ่งบอกโรคร้ายแรงเฉียบพลันอะไร
“ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้างครับ?”
ผมถามกว้างๆ แทนที่จะถามแค่เรื่องอาการกาย
เขานิ่งไปสักพัก
เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเล่าอะไรให้หมอฟังได้แค่ไหน
“ก็…งานเยอะขึ้นครับ
รับผิดชอบมากขึ้น
กลับบ้านดึกบ่อย
ที่บ้าน พ่อก็สุขภาพไม่ค่อยดี
ผมต้องช่วยดูแล แล้วก็ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย
จริงๆ มันก็ยังไหวนะครับหมอ
แต่บางทีผมก็เผลอคิดว่า…ถ้าวันหนึ่งผมล้มลงไปจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้านบ้าง”
คนนอกอาจฟังแล้วรู้สึกว่า “ก็ดูเหมือนคนทำงานทั่วไป”
แต่ในฐานะแพทย์ที่ได้ยินเรื่องแบบนี้มาหลายสิบ หลายร้อยครั้ง
ผมรู้สึกชัดเจนว่า
**หัวใจของเขากำลังแบกมากกว่าที่ตัวเลขบนกระดาษเล่าให้เราฟัง**
ชีพจรที่ผมคลำได้
แม้จะไม่ได้ผิดปกติจนน่าตกใจ
แต่ก็มีจังหวะ “ไวต่อความคิดและความรู้สึก” ของเขา
สีหน้าเขาเปลี่ยนเล็กน้อยทุกครั้งที่พูดถึงพ่อของเขา
เสียงเขาเบาลงตอนพูดถึง “ค่าใช้จ่าย”
ประโยคที่เขาพูดว่า
“จริงๆ ก็ยังไหวนะครับหมอ”
มาพร้อมกับดวงตาที่บอกว่า “ผมไม่แน่ใจเลยว่ามันจะยังไหวไปได้นานแค่ไหน”
ในเชิงโรคหัวใจ
ผมมีหน้าที่บอกเขาว่า
“วันนี้ยังไม่พบสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจ
แต่เราจะติดตามกันต่อ ถ้ามีอาการเปลี่ยนไป ให้รีบมาพบ”
ในเชิง “หัวใจของมนุษย์”
ผมกลับรู้สึกว่า
ผมกำลังนั่งอยู่ต่อหน้า
ใครบางคนที่ “ใกล้หมดแรงทางใจ” มากขึ้นทุกที
แม้ผลตรวจจะปกติอยู่ก็ตาม
***
## ระหว่าง “ไม่เป็นอะไรมาก” กับ “ฉันกำลังไม่ไหวแล้ว”
เคสแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปีละครั้ง
แต่มาเรื่อยๆ แทบทุกสัปดาห์
ผู้หญิงวัยทำงาน
ผู้ชายวัยกลางคน
เจ้าของกิจการ
แม่บ้าน
คนวัยเกษียณที่ยังต้องดูแลคนอื่น
- ปวดหัวเรื้อรัง
- นอนไม่ค่อยหลับ
- แน่นหน้าอกเป็นครั้งคราว
- ใจสั่นตอนกลางคืน
- เหนื่อยล้าแบบที่อธิบายไม่ถูก
ตรวจเลือดแล้ว
ค่าไทรอยด์ปกติ
น้ำตาลไขมันอยู่ในเกณฑ์
การทำงานของตับ ไต ยังพอใช้ได้
ตรวจหัวใจแล้ว
EKG ไม่มีภาวะเฉียบพลัน
ตรวจร่างกายทั่วไป ก็ไม่เจออะไรผิดปกติร้ายแรง
ในภาษาแพทย์
เรามักบอกว่า “ยังไม่พบความผิดปกติทางกายที่ชัดเจน”
หรือ “อาจเป็นอาการจากความเครียด พักผ่อนน้อย ลองปรับการใช้ชีวิตดูก่อน”
คำพูดเหล่านี้
ไม่ผิดในเชิงวิชาชีพ
แต่ในฐานะหมอที่ฟังเรื่องเล่าชีวิตคนไข้มามากขึ้นเรื่อยๆ
ผมเริ่มรู้สึกว่า
**มันยังไม่พอ**
มันไม่พอสำหรับอธิบายความจริงที่ว่า
- คนที่ “ไม่ได้ป่วยหนัก” ในสายตาแพทย์
อาจกำลัง “ป่วยหนัก” ในชีวิตจริงของเขา
- คนที่ “ตรวจอะไรไม่เจอ”
อาจกำลังใช้หัวใจและระบบประสาทตัวเองแบกภาระทางอารมณ์ไว้มหาศาล
- คนที่ตั้งใจเปลี่ยนชีวิต ทั้งเรื่องสุขภาพ ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องการเงิน
แต่ทำไม่ได้สักที
ไม่ได้แปลว่าเขา “ไม่พยายามมากพอ”
แต่อาจเพราะระบบประสาทและหัวใจของเขาติดอยู่ในโหมด “เอาตัวรอด” ตลอดเวลา
ความสงสัยเหล่านี้
พาผมไปไกลกว่าห้องตรวจปกติ
ผมเริ่มสนใจ Mind–Body connection (การเชื่อมโยงระหว่างจิตใจกับร่างกาย)
อย่างจริงจัง
เริ่มอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ ความเครียดเรื้อรัง การตอบสนองของหัวใจต่ออารมณ์
และเริ่มเห็นความจริงข้อหนึ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า
ร่างกายของเรา
ไม่ได้ตอบสนองแค่ “โรค”
แต่มันตอบสนองต่อ “ชีวิตทั้งชีวิต” ของเรา
***
## จากความเหนื่อยของร่างกาย สู่คำถามเรื่อง “ชีวิตแบบไหนที่เราอยากใช้จริงๆ”
เมื่อเราคุยกับคนไข้นานพอ
เรื่องราวมักไหลมาถึงจุดหนึ่งที่เหมือนกันมากอย่างน่าประหลาด
“หมอครับ…
ผมก็อยากให้หายปวดหัวนะครับ
แต่บางทีมันก็รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ไหวแล้ว”
“หมอคะ…
หนูอยากหลับให้มันสนิทสักคืนก็จริง
แต่ก็แอบกังวลอยู่ตลอดว่าช่วงนี้อะไรๆ มันหนักกว่าที่เคย”
“หมอ…
ผมอยากให้หายแน่นหน้าอกแหละครับ
แต่อดคิดไม่ได้ว่ามันคงไม่ใช่แค่เรื่องร่างกายอย่างเดียว”
คำถามเหล่านี้
ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ด้วยการสั่งยาเม็ดเดียว
และก็ไม่ใช่คำถามที่ตอบด้วยคำว่า “คิดบวกเข้าไว้” ได้ง่ายๆ เหมือนกัน
มันคือคำถามเกี่ยวกับ
- ความหมายของการมีชีวิต
- ความรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเลือกชีวิตตัวเองแค่ไหน
- ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว
- ความรู้สึกปลอดภัย หรือไม่ปลอดภัยในโลกใบนี้
- และแน่นอน…รวมถึงความสัมพันธ์กับ “เงินและความมั่งคั่ง”
ผมเริ่มเห็นว่า
ถ้าเราพูดถึงสุขภาพ โดยไม่แตะ “มิติเรื่องคุณภาพชีวิตและความมั่งคั่งจากภายใน” เลย
มันก็เหมือนเราพูดถึงหัวใจ แต่ทำเป็นมองไม่เห็นว่ามันต้องสูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงทั้งร่างกาย
แต่ในขณะเดียวกัน
ผมก็ไม่อยากให้หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจาก “เทคนิคจัดการความมั่งคั่งภายนอก”
เพราะนั่นไม่ใช่จุดตั้งต้นของงานที่ผมทำ
และไม่ใช่ตัวตนของผมในฐานะแพทย์
ผมจึงเลือกจะเริ่มจาก
**หัวใจ–ร่างกาย–จิตใจ**
ก่อนจะค่อยๆ พาคุณไปเห็นว่า
ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งและการเงิน
ในแบบที่ “สมเหตุสมผล” และ “ซื่อตรงต่อความเป็นมนุษย์” ได้อย่างไร
***
## Quantum Psychology, HRV และ “ผู้สังเกตในตัวเรา”
ระหว่างที่ผมค้นคว้าเรื่อง Mind–Body connection
ผมได้เจอกับสองแนวคิดที่ช่วย “ต่อภาพ” ให้ชัดขึ้น
แนวคิดแรกมาจากโลกของฟิสิกส์ควอนตัม
แต่ถูกนำมาใช้ในโลกของจิตวิทยา
ในชื่อที่เรียกกันโดยรวมว่า **Quantum Psychology**
มันไม่ได้หมายความว่า
ความรู้สึกของเราคืออนุภาคควอนตัม
แต่เป็นการหยิบ “ไอเดียสำคัญจากฟิสิกส์ควอนตัม”
มาช่วยอธิบายโลกภายในของจิตใจ เช่น:
**Superposition (ภาวะซ้อนทับของความเป็นไปได้หลายแบบ)**
เหมือนที่ในแต่ละช่วงชีวิต
เรามี “ตัวเราในหลายเวอร์ชัน” ซ้อนทับกันอยู่
ตัวเราที่ทนไปเรื่อยๆ
ตัวเราที่กล้าพูดความจริง
ตัวเราที่เริ่มออกแบบชีวิตใหม่
จนกว่าจะถึงจุดที่เรา “เลือก” เดินเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง
**Observer effect (ผลของผู้สังเกต)**
เหมือนสภาวะที่เราใช้มองโลกและตัวเอง
ขณะตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต
ถ้าเรามองจากความกลัว โลกทั้งใบจะเต็มไปด้วยภัยอันตราย
ถ้าเรามองจากความนิ่งและความไว้ใจในตัวเอง เราจะเห็นทางเลือกที่ต่างออกไป
**Quantum jump (การกระโดดเปลี่ยนสภาวะ)**
คือวันที่คนคนหนึ่ง “หักเลี้ยวชีวิต” อย่างชัดเจน ว่าจะไม่กลับไปใช้วิธีเดิมที่ทำให้ตัวเองเจ็บซ้ำๆ อีกต่อไป
จากเดิมที่เคยหนีปัญหา เลี่ยงไม่มอง ไม่พูดถึง ก็เริ่มยอมรับความจริงและกล้าเผชิญหน้ากับมัน
การเปลี่ยนแบบนี้ไม่ใช่การปรับเล็กๆ วันละนิดเหมือนกราฟค่อยๆ ขึ้นทีละ 1%
แต่มันเหมือนมีสวิตช์บางอย่างในใจถูกกด “คลิก” เปลี่ยนขั้ว ในช่วงขณะสำคัญของชีวิต
"การเชื่อมโยงระหว่างฟิสิกส์ควอนตัมและสภาวะจิตใจ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตัวตนและการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน"
แนวคิดที่สองมาจากฝั่งชีววิทยาและประสาทวิทยา
คือ **Heart Rate Variability (HRV – ความแปรผันของจังหวะการเต้นหัวใจ)**
งานวิจัยจำนวนมากเริ่มแสดงให้เห็นว่า
- หัวใจของเราจะไม่เต้นในจังหวะเท่ากันเป๊ะๆ ทุกครั้ง
- ความแปรผันของช่วงเวลา R–R interval ระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง
สะท้อนสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ
- HRV ที่ “ยืดหยุ่นดี” มักสัมพันธ์กับความสามารถในการรับมือความเครียด
ฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า
และรักษาสมดุลของอารมณ์ได้ดีกว่า
ถ้าเรามองคนคนหนึ่ง
ผ่านกรอบของ Quantum Psychology
เราจะเห็นว่า “ชีวิตเขามีหลายความเป็นไปได้”
ขึ้นกับสภาวะที่เขาใช้มองตัวเองและโลกในขณะตัดสินใจ
ถ้าเรามองคนเดียวกัน
ผ่านเลนส์ของ HRV และระบบประสาท
เราจะเห็น “ความยืดหยุ่นของหัวใจและระบบประสาท”
ว่าพร้อมรับแรงกระแทกของชีวิตมากน้อยแค่ไหน
เมื่อสองภาพนี้มาซ้อนกัน
ผมเริ่มเห็นว่า
สภาวะภายในของเรา – ทั้งจิตใจ ระบบประสาท และหัวใจ
ไม่ได้เป็นแค่ “พื้นหลัง” ของชีวิต
แต่มันคือ “ผู้สังเกตภายใน”
ที่มีส่วนอย่างมากต่อการเลือกเส้นทางชีวิตที่เราเดิน
ทั้งในเรื่องสุขภาพ ความสัมพันธ์ การงาน
และท้ายที่สุด เรื่องความมั่งคั่งและการเงิน
นี่คือสิ่งที่ผมจะเรียกในเล่มนี้ว่า **Quantum HRV**
***
## ซีรีส์นี้ เขียนถึงหัวใจของคุณ ก่อนจะพูดถึงตัวเลขใดๆ
ผมอยากบอกให้ชัดตั้งแต่ภาคนำว่า
ข้อความในซีรีส์เล่มนี้ไม่ใช่
- คู่มือรวยเร็ว
- คู่มือคิดบวกแล้วทุกอย่างจะดีเอง
- หรือคู่มือใช้ “พลังลึกลับ” เพื่อเรียกเงิน
ซีรีส์นี้ คือการชวนคุณกลับมาดู
- หัวใจและร่างกายที่กำลังแบกชีวิตของคุณอยู่ตอนนี้
- จิตใจและความเชื่อที่คุณมีต่อตัวเองและโลก
- เจตจำนงค์ที่แท้จริงของคุณต่อชีวิตที่คุณอยากใช้
- และทั้งหมดนี้เชื่อมกับเรื่อง “ความมั่งคั่งและการเงิน”
ในแบบที่ไม่หักล้างความเป็นวิทยาศาสตร์
และไม่ปฏิเสธความลึกซึ้งของโลกภายใน
เราจะเริ่มจาก “หัวใจที่เหนื่อยล้า”
จากนั้นจะค่อยๆ สำรวจ
- ภาษาของร่างกาย
- จักรวาลในจิตใจ
- ระบบประสาทและ HRV
- การตั้งเจตจำนงค์จากหัวใจที่นิ่งขึ้น
- และท้ายที่สุด
การออกแบบชีวิตและความมั่งคั่งจากภายใน
ผ่านห้องทดลอง 21 วันที่คุณเป็นทั้ง “หมอ” และ “คนไข้” ของตัวเอง
ผมไม่อยากให้คุณเชื่อเพราะผมเป็นหมอ
และไม่อยากให้คุณเชื่อเพราะคำว่า “ควอนตัม” ฟังดูเท่
ผมอยากให้คุณลองใช้แนวคิดนี้
เป็น “ห้องทดลองเล่มหนึ่งในชีวิต”
ลองฟังหัวใจตัวเองมากขึ้นสักหน่อย
ลองสังเกตจังหวะที่มันเต้นแรง
ลองสังเกตจังหวะที่มันนิ่งลง
ลองสังเกตว่าคุณตัดสินใจเรื่องสำคัญตอนหัวใจอยู่ในสภาวะแบบไหน
แล้วให้คุณเป็นคนตอบตัวเองว่า
การเดินทางครั้งนี้คุ้มค่ากับหัวใจของคุณหรือไม่
ถ้าตอนนี้คุณยังรู้สึกเหนื่อย
ยังมีความกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน
ยังรู้สึกว่าชีวิต “น่าจะดีกว่านี้ได้”
นั่นแปลว่า
หัวใจของคุณยังอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ในภาคถัดไป
เราจะเริ่มจากการฟัง “ภาษาของร่างกาย” ให้ชัดขึ้น
ฟังเสียงที่บอกว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว”
ก่อนที่มันจะต้องกลายเป็นโรคที่มองเห็นในผลตรวจ
ถ้าคุณพร้อม
เรามาเริ่มฟังหัวใจและร่างกายของคุณไปด้วยกันนะครับ
ปรัชญา
จิตวิทยา
แนวคิด
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Quantum HRV : เจตจำนงค์ หัวใจ และจิตวิทยาความมั่งคั่ง – วิทยาศาสตร์ของการพลิกชีวิต และการเงินจากภายใน –
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย