10 ธ.ค. 2025 เวลา 04:23 • ธุรกิจ

Strategic thinking ในยุคแห่งความสำเร็จรูป

เมื่อเร็ว ๆ นี้เห็นคุณหมอท่านหนึ่งเล่าว่า คนไข้ส่วนใหญ่มาหาโดยบอกเลยว่าจะทำอะไร Botox, Filler, Hifu, Ulthera ตำแหน่งไหน เหมือนเลือกเมนูสำเร็จรูป ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรเริ่มจากการวินิจฉัยก่อนว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร” และวิธีที่เลือกให้ผลที่ต้องการจริงไหม
เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน…
สื่อในโซเชียลทุกวันนี้โชว์ผลลัพธ์ในเชิงให้ความรู้(แต่ไม่หมด)เยอะ ลูกค้าเลยคิดว่าวิธีของคนอื่นใช้กับตัวเองได้เหมือนกัน
ธุรกิจเสริมความงามลงทุนซื้อเครื่องมือมาแพง ก็ต้องหาทางใช้เครื่องให้คุ้มทุนก่อนจะล้าสมัย เซลล์ทำยอดตามนั้น เลยกลายเป็นเริ่มจาก solution มากกว่าที่จะวินิจฉัยจากสาเหตุของปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะไม่จำเป็นต้องทำหัตถการด้วยเครื่องราคาแพงก็ได้
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในวงการความงาม
งานดีไซน์ และงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็เป็นเหมือนกัน
ใน social media ก็โชว์รูปแบบความสวยงามและ lifestyle ดี ๆ ประกอบกับเครื่องมือออกแบบที่ใช้ง่ายขึ้น ภาพ reference เยอะ เลยทำให้มองข้ามไปว่างาน design จริง ๆ ต้องเริ่มจากโจทย์ปัญหาและหา solution ที่เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่การเลียนแบบ styling
เริ่มจากตรงนี้ สุดท้ายคุณจะใช้เครื่องมือใด ๆ หรือ AI ให้ทำออกมาให้ก็ได้
แต่คุณต้อง “คิด“ ก่อน
การกระโจนไปยังผลลัพธ์ที่มี reference อยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มจาก โครงสร้างของปัญหา และ goal ทำให้บางครั้งก็ไป copy คนอื่นโดยไม่รู้ว่ามันผิด
บางคนวิจารณ์ว่าเมืองไทยไม่มีนักนวัตกรรม หรือนักออกแบบที่เก่ง ๆ ทำได้แค่งานออกแบบผิวเผิน งานกึ่งหัตถกรรม เช่น อุปกรณ์สปา ผ้าพันคอ กล่องของชำร่วย ถาดรองสบู่ เครื่องหอม ฯลฯ
จริง ๆ แล้วนักคิด นักออกแบบ หรือทีมที่ทำงานแบบ strategic thinking ยังมีอยู่เยอะในไทย แต่โจทย์ที่เข้ามาหามักเป็นโจทย์ที่เริ่มจาก solution เพราะเร็ว ง่าย เจ้าของทุนชอบเลือก ref เอง และคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามี process นี้ด้วย
สุดท้ายแล้วงานคุณภาพในทุกวงการก็ยังมีอยู่เสมอ แต่ผู้บริโภคอย่างเราต้องดูให้ออก เช็คให้เป็นว่าแบบไหนคือกระบวนการคุณภาพจริง ยอมลงทุนนิด ยั่งยืนกว่าในระยะยาวแน่นอน
เป็นกำลังใจให้ทุกคน ❤️
โฆษณา