10 ธ.ค. 2025 เวลา 16:17 • ความคิดเห็น

วันแรกครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของผม ก็ประมาณนี้แหละ

เชื่อไหมครับ ว่าหลังจากที่ผมส่งใบสมัครงาน จากนั้นก็เดินทางมาสัมภาษณ์ที่เมืองกรุง แล้วได้ตำแหน่งงานใน ‘The Hospital’ ผมก็คิดขึ้นมาในใจเลยว่า ‘แหม แบบนี้คงต้องถวายไข่ต้ม 100 ฟองให้สิ่งศักด์สิทธ์เสียหน่อย’ เพราะกรุณาเชื่อผมอีกทีเถอะครับ ว่าถ้าเราสามารถพูดถึง ‘The Hospital’ ด้วยชื่อจริงๆ ของที่นี่ได้ น้อยคนมากที่จะไม่รู้จักที่นี่
แผนของผมในตอนนั้นจึงเปลี่ยนจากการหาที่ทำงานสักที่เพื่อ Re-Start ประวัติการทำงานของตัวเอง แล้วค่อยย้ายไปที่อื่น ไปเป็นการอยู่ที่ ‘The Hospital’ แบบยาวๆ เพราะอย่างที่บอกนั่นแหละครับ ว่า ‘The Hospital’ ถือเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำของประเทศเลยทีเดียว
วันแรกครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของผมจึงเต็มไปด้วย Energy!!!!
แบบจ้าง 20 กูเล่น 2,000 อ่ะ
55555555
คือถ้าตอนนั้นผมสามารถเอาตราชั่งไปชั่งได้ว่าพี่คนนี้กินกาแฟใส่คอฟฟี่เมตกี่กรัม ใส่กาแฟกี่กรัม ใส่น้ำตาลกี่กรัม ผมก็คงจะเอาไปแล้วล่ะครับ เพราะถึงจะฟังดูมั่นหน้าไปหน่อยก็ตามเถอะครับ แต่อย่างที่บอกว่าเมื่อก่อนผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองคือ The Beast อยู่เหมือนกันอ่ะ สำหรับผมแล้วความสัมพันธ์ของมนุษย์ การสร้างตัวตน และการพยายามสร้างความสัมพันธ์นู่นนี่จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก
แต่หลังจากที่กินข้าวเสร็จ เดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานด้วย Energy!!! แล้วเจอกับกองเอกสารจำนวนมากที่รอให้เราลงชื่อไปในช่องที่เขียนไว้ว่า ‘ผู้รับ’ ผมก็คิดขึ้นมาในใจทันทีว่า ‘แหม แบบนี้คงต้องถวายน้ำมันลอว์นสันกับไฟแช็คให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สักหน่อยแล้ว’ จากนั้นผมก็หันไปมองใบหน้ารุ่นพี่ที่เป็นคนเอาเอกสารดังกล่าวมาให้ผมเซ็นต์ แล้วชี้มาที่ตัวเองเพื่อยืนยันว่าผมไม่ได้คิดไปเอง ซึ่งก็ตามนั่นเลยครับ พี่คนนั้นพยักหน้า ยิ้ม แถมยังหัวเราแฮะๆ ราวกับว่านั่นคือเรื่องปกติ
‘แฮะๆ ก็เชี่ยแล้วครับ’ ผมคิดในใจด้วยความเดือดดาล จากนั้นผมก็ลุกขึ้นไปต่อยหน้ารุ่นพี่คนนั้น
Stop!!! Stop!!!!!!!!
โอเค ใจเย็นๆ ก่อน เราเบรกกันตรงนี้ แล้วเข้าโหมดสาระน่ารู้กันก่อนดีกว่า
คือสำหรับน้องๆ หนูๆ ที่พึ่งเข้าทำงานใหม่แล้วยังมีประสบการณ์การทำงานไม่มากเท่าไหร่ น้องๆ หนูๆ กรุณาฟังสิ่งที่คุณลุงคนนี้กำลังจะพูดไว้นะครับ
‘ตกงาน ดีกว่าติดคุก’
เอ้า น้องๆ หนูๆ พูดตามครับ
‘ตกงาน ดีกว่าติดคุก’
ใช่ครับ เพราะหลายคนอาจจะกลัวว่า Scenario ที่แย่สุดในชีวิตคือการที่เราไม่ได้งานนี้ การโดนไล่ออก หรือการโดนเพื่อนร่วมงานเขม็นเพราะเราไม่ยอมทำตามเขา ซึ่งคุณก็จะโดนนั่นแหละ แต่ถึงแบบนั้นแล้ว Scenario ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ก็คือการที่เราต้องมานั่งทำงานเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างหาก ซึ่งการจะนำพาชีวิตที่พ่อแม่พยายามประคบประงมเรามา 20 กว่าปีไปจบที่เส้นทางนั้นได้นั้น ไม่ยากเลยครับ
เพราะคุณก็แค่ต้องเซ็นต์เอกสารอะไรก็ไม่รู้ แล้วคิดว่าไม่เป็นไรมั้ง
เพราะถ้ามันไม่เป็นอะไรจริงๆ อ่ะ ไอคนที่เอาเอกสารมาให้คุณเซ็นต์ มันเซ็นต์เองไปแล้ว
รวมไปถึงน้องๆ หนูๆ ที่ขี้เกียจเซ็นต์ชื่อ แล้วไปทำตรายางมาปั้มชื่อตัวเองแทนด้วยนะครับ เก็บไว้ให้ดีๆ ล่ะ
เพราะถ้าเอกสารตัวนี้มันโบ๊ะออกมา แย่สุดคือบริษัทไม่ยอมประนีประนอน คุณก็ติดคุกจ้า กลายเป็นคนมีประวัติจ้า ปลอมแปลงเอกสารจ้า ลักทรัพย์จ้า แต่ถ้าแย่สุดเหมือนกัน แต่เป็นแย่แบบยาวๆ รสสตอเบอร์รี่ คุณก็จะโดนบริษัทเอาโซ่มาล่ามขาไว้ แล้วคุณก็ต้องทำงานชดใช้ค่าเสียหายที่คุณไม่ได้ก่อไปจนกว่าค่าเสียหายก้อนนั้นจะหมด เพียงเพราะคุณเซ็นต์ชื่อลงบนเอกสารดังกล่าวแค่นั้นแหละ
โอเค ทีนี้เรากลับมาที่เรื่องของคุณลุง HikkyStyle กันดีกว่า
คือบอกตรงๆ เลยครับว่าจังหวะนั้นผมก็ช็อคเหมือนกันนะ เพราะโอเคแหละว่าจากประสบการณ์ Job Hopper ของผมมันบอกผมอยู่เสมอ ว่าที่ทำงานที่ใสสะอาดมันไม่มีหรอกครับ มันมีบ้างแหละ ส่วนที่เปรอะเปื้อน ส่วนที่คนทำงานต้องช่วยกัน เพราะการทำงานก็คือการนำตัวเองไปสู่ความผิดพลาด
แต่ไอเวร มึงมาเป็นขนมชั้นเลยอ่ะ เฮ้ยย อะไรวะน่ะ
แต่ตรงนี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ด้วยความที่มันนานพอสมควรแล้ว ผมก็เลยจำไม่ได้เหมือนกันว่าผมตอบปฏิเสธไปยังไง ที่ผมจำได้แน่ๆ จึงมีเพียงการที่ประสบการณ์การเป็น Job Hopper ของผม มันทำให้ผมตอบปฏิเสธ และไม่ได้เซ็นต์ชื่อลงบนเอกสารดังกล่าวไปแต่อย่างใด ไม่งั้นผมก็คงไม่มานั่งเรื่องนี้ให้คุณฟังอยู่ตรงนี้หรอกครับ
ถึงแบบนั้น สิ่งที่ยังไม่เคยถูกบรรจุลงในประสบการณ์การเป็น Job Hopper ของผม ก็คือผลลัพธ์จากการกระทำนั้นนี่แหละครับ เพราะถ้าย้อนกลับมามองจากสายตาของผมในปัจจุบัน ผมน่าจะโดนเพื่อนร่วมงานขเม็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ ไม่น่าเหลือ มาวันแรกก็ไม่ยอมกลายเป็นพวกเขาซะแล้ว
โธ่ ไอเราก็นึกว่ามาเป็นบททดสอบแบบหนังเรื่อง ‘มหาลัยเหมืองแร่’ สรุปไม่ใช่แฮะ
แต่ โอ้โห ขนมชั้นอ่ะคุณ ไม่เคยเจอ ให้กลับไปเลือกอีกที ก็เลือกแบบนี้แหละ 5555
โฆษณา