16 ธ.ค. 2025 เวลา 05:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

คำวิจารณ์ชุดแรก “Avatar: Fire and Ash” – ยิ่งใหญ่มืดมน ติหนังยาวซ้ำซาก แต่ยังคงเป็นสุดยอดประสบการณ์

นับตั้งแต่การเดินทางด้วยคอนเซปต์ง่าย ๆ สู่มหากาพย์สองพันล้านเหรียญ จนกลายเป็นภาคต่อที่ถูกพัฒนาออกมาซึ่งก็กินเวลาร่วมทศวรรษ บัดนี้ ก็ถึงคราวหวนคืนสู่ดาวแพนดอร่า ในสงครามที่อาจเป็นบทสรุปมหากาพย์อย่าง “Avatar: Fire and Ash” ของ เจมส์ คาเมรอน ที่หนนี้ครอบครัวซัลลี พร้อมประมือกับสมรภูมิเต็มรูปแบบ ทั้งศึกนอกและศึกใน
โดยตัวหนัง ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ในลอสแองเจลิส ในวันที่ 1 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งสื่อมวลชนและนักวิจารณ์บางส่วน ก็ได้ทยอยลงบทวิจารณ์และความรู้สึกแรกลงบนทวิตเตอร์ ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ยังคงชื่นชมตัวหนัง ในฐานะสุดยอดประสบการณ์ทางภาพยนตร์
ทั้งนี้ ในความเห็นโดยส่วนใหญ่ ล้วนเชิดชูตัวหนังที่เป็นความน่าตื่นตา เป็นภาคที่ใหญ่โตสุดของแฟรนไชส์ ด้วยเทคนิคพิเศษด้านภาพ ที่ไม่อาจมีภาพยนตร์เรื่องใดมาเทียบเคียงได้ รวมถึงยังมาพร้อมฉากบู๊ตระการตา และเนื้อหาเรื่องราวที่มืดมนหนักหน่วง จนบ้างก็ว่า นี่คือภาคที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ร่วมสุดของแฟรนไชส์เลยเสียด้วยซ้ำ
และหลายส่วน ชมฝีมือการกำกับของ เจมส์ คาเมรอน ที่ไร้เทียมทาน จนมีความเห็นหนึ่งกล่าวว่า คาเมรอน ทำให้ผู้กำกับฯ หนังฟอร์มยักษ์รายอื่นอับอายไปเลยทีเดียว นอกเหนือจากนี้ หลายความเห็นก็กล่าวว่า การรับชมในระบบสามมิติ ช่วยให้ผู้ชมดื่มด่ำสู่ประสบการณ์บนดาวแพนดอร่าได้มากยิ่งขึ้น
กระนั้นเอง มีหลายความเห็นที่ติถึง จังหวะของหนัง ที่แทบจะย้ำรอยตามภาคก่อน ๆ มีบางความเห็นที่รู้สึกว่า “Avatar: Fire and Ash” ดูจะเป็นเหมือน “Avatar: The Way of Water” ภาคสองมากกว่าจะเป็นหนังภาคต่อของแฟรนไชส์ไตรภาค รวมถึงความยาวเต็มเหยียดเกินสามชั่วโมง ก็ดูจะเป็นปัญหามากกว่าจะเป็นคำชม จนทำให้หลายภาคส่วนของหนังดูซ้ำซากจำเจจนรู้สึกได้ อย่างไรก็ตาม มีหลายเห็นที่แม้จะติติงในส่วนเนื้อหาก็ตาม แต่ก็ล้วนจะเห็นตรงกันว่า ประสบการณ์ที่ได้รับก็ชดเชยข้อบกพร่องเหล่านั้นไปได้
ทั้งนี้ มีหนึ่งความเห็นที่น่าสนใจโดย กริฟฟิน ชิลเลอร์ จาก The Playlist ที่เปรียบเทียบว่า แฟรนไชส์ “Avatar” ดูจะเป็นความพยายามสร้างแฟรนไชส์ไตรภาค “Pirates of the Caribbean” ในฉบับของ เจมส์ คาเมรอน และเปรียบภาคนี้เป็นดั่งภาค “At World’s End” ครับ
แต่ถึงอย่างไร ทุกคนต้องหาโอกาสไปเยือนดาวแพนดอร่ากันเอง เมื่อ “Avatar: Fire and Ash” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 17 ธันวาคม 2025 นี้ สามารถอ่านบทวิจารณ์ทั้งหมดได้ ด้านล่างนี้ครับ
อีริค เดวิส จาก Fandango : “Avatar: Fire and Ash” ของเจมส์ คาเมรอน ถือเป็นสุดยอดประสบการณ์รับชมภาพยนตร์ และถือเป็นภาคที่ฟอร์มใหญ่สุดจากไตรภาค เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่น งานภาพน่าตื่นตา และแก่นความเป็นครอบครัวกับการตัวรอดที่รุ่มรวย วิธีการที่ตัวหนังผสานทั้ง อัคคี, วารี, เวหาและพสุธา เข้าหากันในทุกแง่มุมของหนังนั้นน่าอัศจรรย์ใจมาก
นี่ถือสุดยอดการรังสรรค์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์โดยแท้ ชอบที่มันนำพาหนังทั้งสามภาคเข้าหากัน ด้วยเรื่องราวที่ทำให้ครอบครัวซัลลี ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อาจนิยามถึงความหมายแท้จริงของการเป็นครอบครัว นั่นคือการที่คุณจะเชื่อใจใครมากกว่าคุณจะเชื่อในอะไร
และถึงแม้มันจะดูเป็นบทสรุปไตรภาค แต่มันก็ยังเปิดประตูไว้ สำหรับการผจญภัยในภายภาคหน้า แต่ก็ถือเป็นการปิดฉากทางอารมณ์ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ที่เน้นในทุกสิ่งที่ เจมส์ คาเมรอน เก่งกาจ ทั้งความใหญ่โต มีหัวจิตหัวใจ และความทะเยอทะยานทางภาพยนตร์
แมตต์ เนกเลีย จาก Next Best Picture : “Avatar: Fire and Ash” นำมาซึ่ง ห้วงเวลาที่ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์หนักหน่วงสุดของทั้งแฟรนไชส์ อีกทั้งยังถือเป็นภาคที่ยิ่งใหญ่ปานมหากาพย์ ทั้งตัวเรื่องและระยะเวลาของหนัง แต่มันกลับดึงวัตถุดิบใหม่ ๆ กลับมาใช้ได้น้อยมาก นับจากเนื้อหาที่กว้างใหญ่ไพศาล กระนั้น มันก็ยังมาพร้อมงานภาพน่าตื่นตา การสร้างโลกที่ชวนตะลึง และภูมิหลังของโลกแพนดอร่าที่ยังคงแสนอัศจรรย์ใจ
และยิ่งอยู่ในมือของ เจมส์ คาเมรอน เขาก็ปรุงได้อยู่มือจนแทบไฟลุกเลย! ส่วน แซม เวิร์ธทิงตัน และ โซอี้ ซัลดาญ่า ก็มาพร้อมการแสดงที่ดีสุดในตอนนี้ ในฐานะ เจค และ เนย์ทิรี ส่วน อูนา แชพปลิน ก็มีส่วนช่วยเพิ่มเติมความเผ็ดร้อนให้กับคณะนักแสดง
ซึ่งขณะที่ภาค “The Way of Water” เป็นเหมือนก้าวกระโดดอันใหญ่ยักษ์จากภาคแรก ภาคนี้ ดูเป็นเหมือนบทสานต่อโดยตรงจากภาคที่แล้วมากกว่า ก็นำมาซึ่งบทสรุปที่น่าพึงพอใจ ท่ามกลางการตัดสินใจที่น่าสงสัยบางประการ ซึ่งผมอาจเปลี่ยนใจ หากได้เห็นเรื่องราวภาพกว้างทั้งหมดคลี่คลาย แต่ถ้าถามว่า มันงดงามไหม? ใช่ ตื่นเต้นไหม? ก็ใช่ แล้วชวนหงุดหงิดไหม? แน่นอน แต่มันก็ยังมีศักยภาพ เหนือกว่าหนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นอยู่พอตัว
เพอร์รี เนอมีรอฟฟ์ จาก Collider : ผ่านมาสามภาค แต่ชั้นก็ยังประทับใจกับความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ชุด “Avatar” อยู่เสมอ เสียดายที่ไม่มีคำพูดสร้างสรรค์กว่านี้ แต่มันก็เหมาะสมแล้ว และ “Avatar: Fire and Ash” ก็ให้ความรู้สึกได้ผจญภัยจริง ๆ ชั้นแทบไม่เชื่อเลยว่า ชั้นถูกดึงดูดกลับเข้าไปในโลกแพนดอร่าและอยู่ในสถานการณ์ในเรื่องนั้นรวดเร็วขนาดไหน และเมื่อเกิดแบบนั้น ความซับซ้อนในหลายด้านของการงานสร้าง ก็ปรากฎขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดย “Avatar” ยังคงพุ่งเป้าไปเล่าเรื่องครอบครัวและชุมชน แต่ “Avatar: Fire and Ash” เน้นหนักไปที่การค้นพบซึ่งสถิตสถานและตัวตนของตนเองในกลุ่มคนเหล่านั้น ทำให้ตัวหนังภาคนี้ นำมาซึ่งความสมดุลระหว่างเรื่องราวปานมหากาพย์และเรื่องราวเล็กจ้อยแสนส่วนตัว ที่เพิ่มมิติให้กับตัวละคร และการสร้างภูมิหลังโลกใบนั้นให้กับแฟรนไชส์อย่างมีนัยยะสำคัญ
ถึงกระนั้น มันก็ดำเนินเรื่องแทบคล้ายกับสองภาคก่อน มีหลายแง่ของเรื่องที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยหรือผิวเผินเกินไป โชคดีด้วยจังหวะการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยม การแสดงอันแข็งแรง มนต์เสน่ห์ของโลกใบนี้ ที่ไม่อาจต้านทาน จนทุกอย่างยังคงทำงานได้ผล
แบรนดอน เดวิส จาก ComicBook.com : “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาพยนตร์ที่มาพร้อมงานภาพชวนอ้าปากค้าง ให้ทั้งความรู้สึกที่สดใหม่และน่าคุ้นเคย ด้วยองค์ประกอบทางภาพและเนื้อหาที่ชวนให้นึกถึงภาค “The Way of Water” ที่ทำออกมายิ่งใหญ่และกล้าหาญกว่า หนังยาวจริง แต่ก็สนุกน่าติดตามตลอดเรื่อง สมควรดูบนจอใหญ่ในระบบสามมิติ เพื่อความสนุกแบบเต็มพิกัด!
เจอร์แมน หลุยส์เซียร์ จาก Slashfilm : “Avatar: Fire and Ash” เป็นหนังที่ทั้งอลังการ ใหญ่โต ทะยานทะเยอและกล้าหาญอย่างที่สุดในทุกด้าน จนคุณอดไม่ได้ที่จะมองข้ามจุดบกพร่องบางอันไปได้ มันดึงดูดและพาคุณไปสู่วังวนของอารมณ์ร่วม, ฉากบู๊สนั่น และความน่าตื่นตา ที่มีเพียงแต่ เจมส์ คาเมรอน สามารถทำได้
คอร์ทนีย์ ฮาเวิร์ด จาก Variety : สามภาคแล้ว แต่ เจมส์ คาเมรอน ก็ยังมีของ ด้วยการสร้าง “Avatar: Fire and Ash” ให้เป็นมหากาพย์แสนอลังการที่ทรงพลังทางด้านอารมณ์ ถือเป็นมหากาพย์ที่งดงาม กล้าหาญ เลิศล้ำและสุดยอดในทุกทาง นี่แหละคือสิ่งที่โรงภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้นมา ขณะที่ พญาคาน ยังคงเป็นตัวละครโปรด แต่วารางคือขโมยซีน
สก็อตต์ เมนเดลสัน จาก Forbes : ถึงแม้มันจะมี “ความซ้ำซาก” ไปบ้าง ในแง่ของจังหวะพล็อตและงานสร้าง แต่ “Avatar: Fire and Ash” ก็ยังเป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งในเชิงเทคนิคและทางอารมณ์อยู่ดี มันแทบไม่ลดทอนความดราม่าและความเข้มข้นลงเลย โดย เจมส์ คาเมรอน ก็นำมาซึ่งภาพยนตร์ที่แสนยิ่งใหญ่ตระการตา ราวกับจะเป็นผลงานสุดท้ายที่จะถูกสร้างขึ้นมาเลย และใช่ ภาคสามนี้เจ๋ง
แดเนียล แบพติสต้า จาก The Movie Podcast : “Avatar: Fire and Ash” ถือเป็นปรากฎการณ์ทางภาพยนตร์แห่งปี ที่คุณควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง เจมส์ คาเมรอน นำมาซึ่งผลงานชิ้นเอกทางด้านภาพ ที่ทุกเฟรมพลุ่งพล่านด้วยความสร้างสรรค์ และงานพิเศษด้านภาพที่เคยถูกถ่ายทอดบนจอเงิน ดาวแพนดอร่าไม่เคยรู้สึกสมจริงหรือสะเทือนอารมณ์เท่านี้มาก่อน
ไซมอน ทอมป์สัน จาก The Credits : ด้วยการเล่าเรื่องระดับปรมาจารย์ของ “Avatar: Fire and Ash” และวิสัยทัศน์ทางการกำกับของ เจมส์ คาเมรอน นำมาซึ่งประสบการณ์สุดสมจริงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และความตื่นเต้นเร้าใจ โดยที่ยังคงยกระดับมาตรฐานของตัวเองอย่างละเอียดละออและต่อเนื่อง นี่ถือเป็นผลงานอันกล้าหาญ ที่มอบมาซึ่งประสบการณ์ที่มากกว่าที่ทุกคนคาดหวังไว้อีก
โจซี มารีย์ จาก Film Posers : “Avatar: Fire and Ash” เป็นทั้งภาคที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง ถือเป็นหนังฟอร์มยักษ์สุดตระการตาส่งท้ายปี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ด้วยจุดอ่อนในช่วงองก์สาม แต่มันก็ยังมีอะไรให้ชวนหลงรักและหลงใหลในแฟรนไชส์นี้ ราวกับเราไม่เคยจากดาวแพนดอร่าไปเลย
นิคโค่ คารูโซ่ จาก Critics Chicago : “Avatar: Fire and Ash” ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า งานภาพแสนอลังการในหนังเหล่านี้ไม่มีใครเทียบใด และภาคนี้มันก็ยิ่งใหญ่ อึกทึก และเฉียบคมกว่า ซึ่งประสบการณ์การรับชมในระบบสามมิติ ก็สุดยอดจริง ๆ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความตื่นตา เผ่าใหม่ และอูนา แชพปลิน รวมถึงเรื่องราว ก็ดูจะเป็นความซ้ำซากที่น่าหงุดหงิด จนเหมือนจะนำเรื่องจากสองภาคก่อนมาเล่าใหม่ ความบันเทิงสูง แต่เนื้อหากลับน้อย และหากคุณชอบสองภาคแรก คุณอาจชอบภาคนี้ด้วย เพียงแต่มันอาจจะดูจำเจไปแล้ว
กริฟฟิน ชิลเลอร์ จาก The Playlist : ขณะที่เราคิดว่า เจมส์ คาเมรอน กำลังจะสร้าง “Star Wars” ในฉบับของเขา แต่ “Avatar: Fire and Ash” ตอกย้ำว่า นี่มันคือไตรภาค “Pirates of the Caribbean” ของเขาเสียมากกว่า (น้ำเสียงชื่นชม) ด้วยรูปแบบเดียวกับ “At World’s End” และ คาเมรอน ก็โอบรับแรงบันดาลใจจากอนิเมะและวิดีโอเกมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เต็มไปด้วย เหตุการณ์ระทึกขวัญสุดขั้วในแบบที่คุณอาจ (หรือไม่อาจ) จินตนาการได้ สตีเฟน แลง ดูสนุกสุดเหวี่ยงมากในการให้ ไมล์ส ควอริตซ์ กลายเป็นตัวขโมยซีนของทั้งแฟรนไชส์ กระนั้น มีหลายอย่างที่อยากพูดถึง แต่มันก็เป็นโคตรของประสบการณ์ ที่ทำให้เราเป็นแฟนภาพยนตร์ไปชั่วชีวิต! สุดยอดไปเลย!
อีริค แอนเดอร์สัน จาก AwardsWatch : “Avatar: Fire and Ash” มีฉากบู๊สนุก ๆ ประปราย แต่ให้ตาย ถ้าส่วนใหญ่ไม่น่าเบื่อซ้ำซากขนาดนี้ล่ะก็นะ แทบจะเป็นสำเนาเสมือนของ “The Way of Water” และรู้สึกไม่มีความหมายพอควร แต่ก็ชื่นชอบที่ อูนา แชปพลิน ทิ้งการแสดงที่ดีงามไว้สำหรับตัวร้ายที่ค่อนข้างแบน รวมถึงหนังเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยาวเกินสามชั่วโมงด้วยซ้ำ
อีริค โกลด์แมน จาก IGN : “Avatar: Fire and Ash” เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์เหนือจินตนาการที่น่าตื่นตา พ่วงมาด้วยช่วงเวลาที่เปี่ยมห้วงอารมณ์สุดในแฟรนไชส์ แต่ในเวลาเดียวกัน ผมมีปัญหากับองก์สามพอควร และ “The Way of Water” ยังคงเป็นหนังเทพสำหรับผม แต่ให้ตาย คาเมรอน ยังคงมาพร้อมกลวิธีที่ไม่มีเหมือนใคร
สก็อตต์ เมนเซล จาก We Live Entertainment : “Avatar: Fire and Ash” ยังคงนำมาซึ่งหนังฟอร์มโตที่น่าตื่นตา ที่คุณอาจคาดหวังได้จาก เจมส์ คาเมรอน ซึ่งขณะที่มันมีองค์ประกอบที่น่าสนใจ ทั้งตัวร้ายโดดเด่นแบบวาราง ก็ตาม แต่ภาพรวมกลับรู้สึกซ้ำซากและลากยาวพอควร ตัวบท ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของแฟรนไชส์นี้ ถึงแม้แก่นเรื่องจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ครอบครัวและสงคราม แต่ผมก็พบว่าตัวเองมีปัญหา กับการเอาใจช่วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ นอกเหนือจากความน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหมดนี้
ลูก้า เมห์ตา จาก This is For Reel : ถึงแม้มันจะดูเป็นถดถอยจากภาคก่อนโดยประมาณ แต่ “Avatar: Fire and Ash” ก็ยังเป็นอะไรที่สุดยอด ทั้งเป็นภาคที่เกรี้ยวกราด มืดมน และท่วมท้นด้วยอารมณ์ที่สุดของแฟรนไชส์ในเวลานี้ และตัวละคร ควอริตซ์ ของสตีเฟน แลง ก็เป็นตัวร้ายมหากาฬเลยทีเดียว อย่าได้ดูแคลน จิม คาเมรอน
ชอร์ญ่า ชอว์ลา จาก InSessionFilm : “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาพยนตร์ที่ทรงพลังทางอารมณ์ กำกับอย่างเยี่ยมยุทธ์ และเป็นภาพยนตร์ที่ตราตรึงอย่างเหลือเชือ ด้วยการเล่าเรื่องที่แสนจับใจและแอ็คชั่นที่มันส์ถล่มทลายสุดในแฟรนไชส์ ก่อร่างบนชุดตัวละครทั้งเก่าและใหม่ และโลกแพนดอร่าในวิถีที่น่าตื่นตา ชอบมาก
จอช ไทเลอร์ : “Avatar: Fire and Ash” เป็นหนังแสนตระการตา ที่เหนือกว่าทุกภาคที่ผ่านมา เนื้อเรื่องที่พลิกผันอย่างกล้าหาญ แถมยังสร้างความประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึง เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่าการกำกับของ เจมส์ คาเมรอน อยู่คนละระดับ ยากที่จะเชื่อ แต่นี่คือภาคที่ดีที่สุดของไตรภาคเลยทีเดียว
ฮันเตอร์ วี. นอร์ริส จาก Arizona’s Family : เจมส์ คาเมรอน ดูเหมือนจะพยายามยกระดับความทะเยอทะยานของตัวเองเสมอ ในเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสร้างหนังใหม่ และ “Avatar: Fire and Ash” ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น มันเป็นภาคที่มาพร้อมพล็อตที่เข้มข้นสุดในตอนนี้
และไม่ว่าดีหรือแย่ มันก็อุดมมาด้วยเรื่องราวและปมตัวละครที่น่าติดตาม ซึ่งอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุด มันก็ยังคงเป็นเรื่องราวที่ทำให้อิ่มเอมใจ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นก็อาจจะขลุกขลักหน่อย พูดแบบนี้แล้วกันว่า ผมรู้สึกถึงความยาวสามชั่วโมงของหนังภาคนี้ ขณะที่ปัญหานี้ ไม่เคยเกิดกับสองภาคก่อนหน้า
แซม เวิร์ธทิงตัน, โซอี้ ซัลดาญ่า และเหล่านักแสดงเด็ก มาพร้อมการแสดงที่ดียิ่งขึ้นไป เพราะตัวละครของพวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่มืดมนกว่าเดิม หนังทั้งเรื่องจึงถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายเศร้ามองพอควร หากเทียบกับสองภาคที่แล้ว โดยที่บางตัวละครต้องทำการตัดสินใจที่ยากอย่างยิ่ง และแน่นอน สตีเฟน แลง ยังคงเจ๋งในฐานะ ควอริตซ์ ขณะที่ เคท วินสเลต ยังคงขโมยทุกซีนที่เธอปรากฎตัว การมีนักแสดงเก่งกาจเช่นนี้ ช่วยเสริมความรู้สึกว่าคุณกำลังดูสิ่งมีชีวิต ที่มีลมหายใจจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพที่ถูกเนรมิตด้วยคอมพิวเตอร์
และเมื่อมาถึงความน่าตื่นตาของ “Avatar” ที่คุณคาดหวัง คาเมรอน ก็แทบจะทำให้ผู้กำกับฯ หนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์รายอื่นอับอาย การสำรวจในโลกของแพนดอร่าและวัฒนธรรมชาวนาวีอื่น ๆ ยังคงน่าตื่นใจ ด้วยงานเทคนิคที่ก้าวล้ำและหาใดเปรียบ ทั้งนี้ งานภาพก็น่าตื่นตาพออยู่แล้ว แต่การนำเสนอในระบบสามมิติ ช่วยทำให้เพิ่มพูดแรงดึงดูดให้คุณดื่มด่ำสู่โลกต่างดาวใบนี้ ซึ่งนี่ ถือเป็นสิ่งที่หนังที่ทุ่มทุนซีจีทุกเรื่องควรจะเป็น และเป็นหนังบันเทิงฟอร์มยักษ์ ที่มีเพียงแต่ เจมส์ คาเมรอน สามารถมอบให้ได้
คริส คิลเลียน จาก ComicBook.com : “Avatar: Fire and Ash” คือหนัง เจมส์ คาเมรอน ที่โคตรดี! มีอะไรที่คุณต้องรู้อีก?? จงไปดูในระบบสามมิติ ในโรงภาพยนตร์ที่คุณสามารถหาได้ เพราะมันจะทำให้คุณตื่นตะลึง นั่นเป็นสิ่งที่ป๋าจิมทำได้ดีสุด ทุกภาคส่วนล้วนน่าตื่นตาแบบที่คุณคาดหวัง และภาคอัคนีธุลีดินกลายเป็นภาคที่เข้มข้นสุดโดยง่าย ๆ และ ควอริตซ์ ก็เป็นไอ้เฮงซวยที่ตลกเหมือนกันนี่หว่า
ดิเอโก้ แอนดาลูซ์ จาก DiscussingFilm : “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์น่าตื่นตาที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับภาคอื่น ด้วยการใช้ฉากแอ็คชั่นอลังการ ยกระดับเรื่องราวที่แข็งแรงสู่ประสบการณ์ที่ชวนเนื้อเต้น ด้วยเทคนิคการรังสรรค์ที่เยี่ยมยุทธ์สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าสำหรับแฟน ๆ ของไตรภาคอวตาร
จอห์น ด็อตสัน จาก My Cosmic Circus : “Avatar: Fire and Ash” ยังคงรักษาความยอดเยี่ยมทางด้านภาพ และเทคนิคเอาไว้ได้เช่นเดิม ด้วยงานภาพตระการตา ที่เรียกร้องให้ผู้ชมสำรวจในทุกเฟรม อย่างไรก็ตาม จากหนังสองภาคสู่ดาวแพนดอร่า ทำให้เราเริ่มรู้สึกถึงความซ้ำซากจำเจ ขณะที่มันดูงดงามน่าดูชม แต่มันก็รู้สึกเดจาวูขึ้นทุกที
แอนโทนี เอ. เปเรซ : “Avatar: Fire and Ash” สนุกมาก ด้วยงานภาพที่ตระการตาและอัดแน่นด้วยแอ็คชั่น การพัฒนาตัวละครที่ยอดเยี่ยมมากมาย ถึงแม้มันจะรู้สึกเหมือนเป็น “The Way of Water” 2.0 มากกว่า “Fire and Ash” ก็ตาม และมีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย แต่ผมดูจบออกมาด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า
โคดี้ เดอริคส์ จาก Next Best Picture : อย่าได้สบประมาท เจมส์ คาเมรอน “Avatar: Fire and Ash” คือภาพยนตร์ผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ ทะเยอทะยาน และน่าตื่นตาอีกเรื่อง อูนา แชปพลิน ถือเป็นส่วนเพิ่มเติมใหม่ที่ยอดเยี่ยม เธอทั้งน่าจดจำ มีเอกลักษณ์ และเผ่าเถ้าธุลีของเธอก็เจ๋ง คาเมรอน ขยับขยายขีดจำกัดทางด้านภาพของแฟรนไชส์ไซไฟนี้ ด้วยฉากที่แปลกใหม่และเหนือจินตนาการ
จิโอวานนี ลาโก้ จาก Next Best Picture : “Avatar: Fire and Ash” ภาคที่ยุ่งเหยิงสุดภาคนี้ ทำให้ผมรู้สึกเฉย ๆ ถึงแม้ว่าประเด็นหลักจะซับซ้อนและน่าสนใจมากก็ตาม แต่มันก็มีอีกหลายส่วนที่น่าประทับใจ รวมถึงการที่ คาเมรอน หวนกลับไปหาพลังแห่งความรัก ในแบบที่ผมไม่เคยเห็นจากเขามานาน ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณการแสดงอันยอดเยี่ยมของ อูนา แชปพลิน
จอช พาร์ฮัม จาก Next Best Picture : “Avatar: Fire and Ash” อัดแน่นไปด้วยพล็อตมากมาย แถมถูกฉุดด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่ซ้ำซากจากภาคก่อน ๆ แต่ คาเมรอน ยังนำมาซึ่งความตื่นตาที่น่าอัศจรรย์ใจ ด้วยโทนมืดมนที่น่าติดตาม กระนั้นก็มีแนวคิดใหม่ ๆ ที่ผมอยากให้สำรวจอย่างละเอียดกว่านี้
อีริค มาร์เชน จาก untitled movies podcast : “Avatar: Fire and Ash” นำเสนอธีมที่จืดจางและซ้ำซาก ด้วยการอุปมาอุปไมยผ่านงานภาพล้ำสมัย ที่ช่วยเสริมจุดอ่อนทางการเล่าเรื่องอันน่าเบื่อของ คาเมรอน ด้วยความทะเยอทะยานอันเกินตัว ชดเชยข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดด้านบท จนทำให้ตัวละครหรือพล็อตแทบไม่เดินหน้า น่าเสียดายที่ป๋าจิมดันย่ำอยู่กับที่
เทสซ่า สมิธ จาก Mama’s Geeky : ขณะที่ “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาคที่งดงามจะเชยชม และมีช่วงเวลาน่าจดจำ แต่มันก็ถูกฉุดลงไปสู่กับดักของจังหวะอันซ้ำซากจากหนังภาคก่อน มีการตั้งต้นเยอะสิ่งแต่มอบมาซึ่งผลลัพธ์ที่เล็กน้อย แต่กระนั้น มันก็นำมาซึ่งฉากแอ็คชั่นยอดเยี่ยม และวารางก็เป็นส่วนเพิ่มเติมที่สนุกดี แต่หนังก็ยาวไปหน่อย
ฮันเตอร์ โบลด์ดิง จาก That Hashtag Show : “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาคที่น่าตื่นตา เป็นผลงานชิ้นเอกโดยแท้ เจมส์ คาเมรอน สามารถรังสรรค์ภาพยนตร์ที่แสนงดงาม ที่ถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่น่าประทับใจสุดของปีนี้ โดยรวมแล้ว มันเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในโรงภาพยนตร์
เอซรา คิวเบอโร จาก Silver Screen Xpress : “Avatar: Fire and Ash” เป็นการหวนคืนสู่แพนดอร่าที่ตระการตา การสร้างโลกโดย เจมส์ คาเมรอน ดำเนินไปสู่ทางที่กล้าหาญ นำพาชุดตัวละครเดิมไปสู่พัฒนาการทางอารมณ์ที่มืดมนยิ่งกว่า และวาราง ก็เป็นวายร้ายที่น่าดึงดูด ขณะที่สองภาคแรกอาจยอดเยี่ยมกว่า แต่ภาคนี้ ก็ยังคงมาพร้อมงานสร้างฟอร์มยักษ์ที่ดีเช่นกัน
ดาร์เรน ซาคัส จาก Movie Scene Canada : “Avatar: Fire and Ash” เป็นภาพยนตร์ที่แสนตระการตา และเป็นข้อพิสูจน์ว่า ไม่มีใครสร้างหนังฟอร์มยักษ์แบบ เจมส์ คาเมรอน และไม่ประหลาดใจ การหวนคืนสู่ดาวแพนดอร่า ก็มาด้วยเทคนิคพิเศษด้านภาพ, งานภาพที่น่าอัศจรรย์ และฉากแอ็คชั่นที่น่าสุดเร้าใจ จนสร้างซึ่งการผจญภัยบนจอใหญ่ที่น่าดึงดูด และสมควรที่ได้ดูในระบบ IMAX 3D HFR (High Frame Rate)
ถึงแม้จังหวะเรื่องราว อาจดูซ้ำซากจากสองภาคแรก แต่ด้วยภูมิหลังของโลกที่ถูกก่อร่างไว้อยู่แล้ว ทำให้เรื่องราวดำดิ่งไปกับแต่ละตัวละคร ที่ยังคงตกอยู่กับความโศกเศร้าและความรู้สึกผิดจากการตายของ เนเทยัม จนส่งผลให้ภาคนี้ เป็น “Avatar” ภาคที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดในตอนนี้
โซอี้ ซัลดาญ่า ยังคงไร้ที่ติในฐานะ เนย์ทิรี ส่วน อูนา แชพปลิน ก็แสนน่าสะพรึงในบท วาราง ดนตรีประกอบของ ไซมอน แฟรงเกลน ก็ยอดเยี่ยม และได้โปรด เจมส์ คาเมรอน อย่าหยุดสร้างหนัง “Avatar” เลย!
เควิน แอล. ลี จาก Awards Watch : “Avatar: Fire and Ash” ถือเป็นภาคที่ยิ่งใหญ่ หนักหน่วง และอลังการสุดเท่าที่เคยมีมา มันเป็นเหมือนภาค 2 ของ “The Way of Water” ซึ่งส่วนใหญ่เล่าไปกับความโศกเศร้าและผลกระทบจากสงคราม ซึ่งภาคนี้ การแสดงของนักแสดงนั้นโดดเด่นมาก ทั้ง แซม เวิร์ธทิงตัน และ สตีเฟน แลง มาพร้อมการแสดงที่ดีกว่าที่เคยมี ส่วน อูนา แชพปลิน ก็บ้าคลั่งน่าดูชม แต่ โซอี้ ซัลดาญ่า.. ว้าว.. สุดยอดมาก ตัวหนังพาเนย์ทิรี กลับมาเป็นตัวเอกอีกครั้ง
กระนั้น ภาคนี้อาจเป็นภาคที่ประหลาดสุดจากไตรภาค แต่ เจมส์ คาเมรอน ก็ปลดปล่อยสมองอันวิปลาสของเขาออกมามากกว่าที่เคย แม้ผลลัพธ์สุดท้าย อาจเป็นเรื่องราวที่ตะกุกตะกักเล็กน้อย ด้วยจังหวะของหนังบางช่วงที่ซ้ำซาก แต่ก็เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ผาดโผนพลิกผันมากมาย และบอกเลย งานภาพยังคงชวนตะลึงอ้าปากค้างเช่นเดิม
“Avatar: Fire and Ash” กำกับโดย เจมส์ คาเมรอน ด้วยบทที่เขียนร่วมกับ จอช ฟรีดแมน, ริค แจฟฟา, อแมนดา ซิลเวอร์ และ เชน ซาเลอร์โน นำแสดงโดย แซม เวิร์ธทิงตัน, โซอี้ ซัลดาญ่า, ซีเกอร์นีย์ วีเวอร์, สตีเฟ่น แลง, จิโอวานนี ริบิซิ, เคท วินสเลต, คลิฟฟ์ เคอร์ติส, โจเอล เดวิด มัวร์, ซีซีเอช พาวเดอร์, อีดี้ ฟาลโก้, แบรนเดน โคเวลล์, เจอเมน คลีเมนต์, บริเตน ดาลตัน, แจ็ค แชมเปี้ยน, ทรินิตี้ โจ-ลี บลิส, เบลีย์ บาส, ดิลีป ราโอ และ แมตต์ เจรัลด์ สมทบด้วยนักแสดงชุดใหม่อย่าง เดวิด ธิวลิส และ อูนา แชพปลิน
“Avatar: Fire and Ash” มีกำหนดฉาย 17 ธันวาคม 2025
โฆษณา