Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ชตระกูล ศรีสวัสดิ์
•
ติดตาม
5 ม.ค. เวลา 13:58 • ข่าวรอบโลก
สหรัฐอเมริกา
กลยุทธ์ที่ล้าสมัยของทรัมป์กำลังนำเราไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม
ด้วยความเห็นแก่ตัวเป็นอันดับแรกและความโง่เป็นอันดับสอง
2
ผมเองก็ อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์คิดอะไรอยู่
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะหมกมุ่นเรื่อง18+ เฮ้ย!!! หมกมุ่นศึกษาผลงานคลาสสิกเกี่ยวกับสาเหตุของสงครามโลกทั้งสองครั้งมาอย่างมากมาย
2
เช่น หนังสือ The War That Ended Peace ของมาร์กาเร็ต แมคมิลแลน(Margaret Macmillan) หรือไม่ก็ The Twenty Year Crisis ของ E.H. Car
ซึ่ง2เล่มนี้ของผมก็ลอยหายไปกับน้ำท่วมที่ผ่านมา...แล้วพวกเขาก็บอกกับตัวเองด้วยเสียงในหัว ว่า นี่คือทิศทางที่เรากำลังนำพาโลกไป ฮาาาาา...
ตลอดวาระแรกและ11เดือนแรกของวาระที่2 ทรัมป์กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าระเบียบโลกที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามเย็น
ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฉันทามติของทั้งสองพรรคในสหรัฐฯ โดยมีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง
1
ทุกๆอย่างมีการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่สูงงงงง และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน การค้า และความขัดแย้ง
ในมุมมองของเขา “ได้บรรลุภารกิจ” แล้ว แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทำเนียบขาวได้นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ขึ้นมา
นั่นคือ โลกถูกแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา โดยมหาอำนาจต่าง ๆ เผชิญหน้าและยับยั้งซึ่งกันและกัน
2
ในเดือนนี้ ก่อนบุก เวเนซุเอลา ทำเนียบขาวได้เผยแพร่รายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่
ซึ่งพยายามกำหนดนิยามการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเป็นทางการ
รายงานฉบับนี้แทบจะใช้ถ้อยคำทั้งหมดของ "ลัทธิชาตินิยมอเมริกามาก่อน (America First) ที่รู้สึกว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม"
1
โดยวิพากษ์วิจารณ์โลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างรุนแรง
ปฏิเสธ "การสร้างชาติ" และเรียกร้องให้สมาชิกนาโตจัดสรรสัดส่วนของ GDP ที่สูงขึ้นสำหรับการใช้จ่ายทางทหาร
รายงานเตือนแบบเงียบๆว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่แบกรับภาระระดับโลกที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ "ผลประโยชน์ของชาติ"
2
อีกต่อไปและอีก "ตลอดไป"
1
หัวใจสำคัญของรายงานคือความมุ่งมั่นที่จะ "ฟื้นฟูและนำหลักการมอนโรมาใช้ โดยฟื้นฟูอเมริกามาก่อน"
ในอดีต นักการทหารมักอ้างถึงหลักการมอนโร(Monroe Doctrine)เพียงเพราะความเคยชิน
โดยแค่พูดซ้ำสโลแกนทางการทูตที่ใช้กันจนน่าเบื่อ
อย่างไรก็ตาม จะเป็นอย่างไรถ้าในครั้งนี้ หลักการมอนโรได้รับความหมายที่สำคัญยิ่งขึ้น โดยกำหนดว่าระเบียบโลกในยุค "อเมริกามาก่อน"
เอาล่ะๆๆๆๆ ผมจำเป็นต้องชี้แจงสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ว่า หลักการมอนโรไม่ใช่ทั้งสนธิสัญญาหรือกฎหมาย นะครับ
เดิมทีเป็นเพียงคำแถลงง่ายๆ
ที่ออกโดยประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ในปี 2366 เพื่อรับรองเอกราชของสาธารณรัฐสเปนใหม่ในทวีปอเมริกา
พร้อมทั้งเตือนมหาอำนาจยุโรปว่าซีกโลกตะวันตกจะไม่เปิดรับ "กิจกรรมล่าอาณานิคมใหม่" อีกต่อไป
ต่อมาในปี 2388 ประธานาธิบดีเจมส์ เค. โพลค์ (James K. Polk) ก็เป็นคนแรกที่ยกระดับคำแถลงนี้ให้เป็น "หลักการ"
1
โดยอ้างถึง "ข้อเสนอของนายมอนโร" เมื่อสนับสนุนการยึดแคลิฟอร์เนียจากเม็กซิโกเพื่อป้องกันไม่ให้บริเตนยึดครองก่อน ฮาาาาา
และโพลค์ก็ใช้ชื่อของมอนโรนี้อีกครั้งในระหว่างการผนวกเท็กซัส
ต่อมา ประธานาธิบดีคนต่อๆ มาก็หวานหมู...ทำให้หลักการมอนโรเป็น "หมายจับ" ที่พร้อมใช้งาน
ให้ความชอบธรรมแก่การยึดครองทางทหารและการรัฐประหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
จนประมาณในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชาวลาตินอเมริกายังได้บัญญัติศัพท์ใหม่เพื่ออธิบายการแทรกแซงแบบอเมริกัน นั่นคือ Monroísmo หรือ "การแทรกแซงตาม(ใจ)หลักการมอนโร"
3
สำหรับคนในสมัยที่(ทรัมป์)เกิด...และจึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลทรัมป์ในปัจจุบันถือว่าคำศัพท์ทางการทูต(ที่ล้าสมัยนี้)เป็นแก่นหลักของปรัชญาทางการทูตของตน
1
เนื่องจากระเบียบโลกแตกแยกออกเป็นเขตอิทธิพลที่แข่งขันกัน
มหาอำนาจระดับภูมิภาคต่างกระตือรือร้นที่จะควบคุม "พื้นที่ของตนเอง (Sphere of Influence) " อย่างมั่นคง
เช่น มอสโกในอดีตสาธารณรัฐโซเวียต
ที่พยายามรักษาอิทธิพลในพื้นที่ใกล้เคียงที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของตน เพื่อป้องกันการขยายตัวของอำนาจฝ่ายตรงข้าม (เช่น NATO) และสร้างเขตกันชนความมั่นคง
ซึ่งมักนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศที่ต้องการเอกราชอย่างสมบูรณ์ และเป็นแนวคิดเรื่องการรักษา "พื้นที่(อิทธิพล)ของตนเอง" ที่สำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก
และ "พื้นที่ของตนเอง" ของอเมริกา ก็คือ ลาตินอเมริกา
ด้วยคำกล่าวนี้สอดคล้องกับ มาร์โค รูบิโอ(Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่นำกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า
"ถ้าคุณต้องการเน้นที่อเมริกาและนโยบายอเมริกามาก่อน คุณต้องเริ่มต้นในซีกโลกของคุณเอง"
1
รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค(เวเนซุเอลา)นี้
ไม่เพียงแต่สังหารผู้ควบคุมเรือเร็วที่ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนยาเสพติดเท่านั้น แต่ยังแทรกแซงการเมืองภายในของ
บราซิล อาร์เจนตินา และฮอนดูรัส
ออกคำขู่ต่างๆ ต่อเม็กซิโกและโคลอมเบีย จนโคลอมเบียประกาศภาวะฉุกเฉินระดับสูงและเสริมกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับประธานาธิบดีเปโตร
1
ต่อมาก็ข่มขู่คิวบาและนิการากัว เสริมสร้างอิทธิพลเหนือคลองปานามา และออกไปยึดเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา
กระทรวงกลาโหมยังได้เสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน ด้วยขนาดและอำนาจการยิงที่ไม่เคยมีมาก่อน
โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อ "การปรับโครงสร้าง" ในเวเนซุเอลา
เป็นเวลานานแล้วที่กลุ่มชาตินิยม "อเมริกามาก่อน" เป็นผู้ปกป้องหลักการมอนโรอย่างเหนียวแน่น
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กลุ่มชาตินิยมเหล่านี้ใช้หลักการมอนโรเป็นธงเพื่อต่อต้านข้อเสนอของวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson)เกี่ยวกับการจัดตั้งสันนิบาตชาติ(League of Nations)
และ เฮนรี แคบอต ลอดจ์ (Henry Cabot Lodge) สมาชิกพรรครีพับลิกันผู้ทรงอิทธิพลและประธานคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภาในขณะนั้น
ได้เตือนว่าการเข้าร่วมสันนิบาตชาติจะหมายความว่า "หลักการมอนโรจะหายไป" และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ อธิปไตยของชาติจะถูกบั่นทอน
และยังไม่พอ ลอดจ์ ผู้ประกาศตนว่าเป็นผู้สนับสนุน "อเมริกามาก่อน" ได้แถลงต่อสาธารณะว่า
เขาปฏิเสธ ที่จะให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อ "ธงนอกรีต" ของสันนิบาตชาติ
1
ต่อมา สมาชิกวุฒิสภาได้ผ่านมติรับรองว่าไม่มีข้อกำหนดใดของสันนิบาตชาติที่จะขัดขวางไม่ให้สหรัฐอเมริกาใช้กำลังในละตินอเมริกา
โดยระบุอย่างชัดเจนว่าหลักการมอนโรจะ "อยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของสันนิบาตชาติโดยสิ้นเชิง"
ภายใต้แรงกดดันนี้ วิลสันพยายามระงับการต่อต้านต่างๆ โดยการใส่ข้อกำหนดในข้อตกลงของสันนิบาตชาติเพื่อยืนยัน "ประสิทธิภาพ" ของหลักการมอนโร แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
ในที่สุดวุฒิสภาลงมติคัดค้านการเข้าร่วมสันนิบาตชาติ ...แต่อย่าพึ่งนับศพทหาร.....
แม้ว่า นับจากนั้นเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้สูญเสีย "สิทธิพิเศษ" ในหลักการมอนโรไป
ในปี 2474 หลังจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย (Mukden Incident) โตเกียวก็ประกาศใช้หลักการมอนโรของตนเอง
1
ในขณะเดียวกัน อังกฤษก็ใช้ "หลักการมอนโรฉบับอังกฤษ" เป็นข้ออ้างในการดำรงอยู่ของจักรวรรดิของตน เช่นเดียวกัน.
1
เพื่อตอบสนองต่อคำเรียกร้องของประธานาธิบดีรูสเวลต์ที่ให้เยอรมนีเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน
ร้อนถึง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ( Adolf Hitler ) ก็ออกมา "ลดทอน" หลักการมอนโรอย่างเย็นชาเช่นกัน โดยกล่าวว่า
หลักการมอนโรที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนในซีกโลกตะวันตกนั้น
เหมือนกับ "หลักการ" ที่เยอรมนียึดถือในยุโรป อย่างน้อยก็ภายในขอบเขตอิทธิพลและผลประโยชน์ของ "จักรวรรดิเยอรมันที่ยิ่งใหญ่กว่า"
1
ขณะที่โลกค่อยๆ ก้าวไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศคู่สงครามหลายประเทศก็เข้าสู่สงครามภายใต้ร่มเงาของ "หลักการมอนโร"
และความพยายามของทรัมป์ในการ "ฟื้นฟู" หลักการมอนโรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งในเวทีการเมืองโลก
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของเขา แตกต่างจากคำประกาศของมอนโรในปี 2366
ตรงที่ไม่ได้มองลาตินอเมริกาว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ประชาคมประเทศใหม่" อีกต่อไป
1
แต่กลับนิยามว่าเป็นสนามรบสำหรับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจโลก...จน
ภูมิภาคจะเป็นที่ใช้ในการยึดครองทรัพยากรธรรมชาติ
รวมศูนย์ห่วงโซ่อุปทานสินค้า
สร้างพรมแดนความมั่นคงแห่งชาติ
ทำสงครามกับยาเสพติด
จำกัดอิทธิพลของมหาอำนาจ
และหยุดยั้งการอพยพ
ซึ่งตามเนื้อหารายงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับนี้ยืนยันว่า
"สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสถานะสำคัญในซีกโลกตะวันตก ซึ่งเป็นทั้งเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับความมั่นคงของเราและเงื่อนไขสำหรับความเจริญรุ่งเรืองของเรา"
1
และต้องสามารถดำเนินการ "เมื่อใดและที่ใดที่เราต้องการ" เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกา
ดังนั้น "ข้อสรุป" ที่ทรัมป์นำมาใช้กับหลักการมอนโรนี้ แท้จริงแล้วเป็นการพยายามปิดกั้นลาตินอเมริกาในขณะที่กีดกันประชาชนในภูมิภาคนี้
จะเห็นได้ว่า วอชิงตันไม่มีเจตนาที่จะถอนตัวจากการครอบงำโลกของตน ขณะที่ประกาศว่าระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมเก่าล้มเหลว
ส่วนทำเนียบขาวก็กำลัง "ทำให้หลักการมอนโรเป็นสากล" อย่างมีประสิทธิภาพ
1
และสหรัฐอเมริกาก็หลอนอ้างสิทธิ์ที่จะจัดการกับสิ่งที่ตนมองว่าเป็นภัยคุกคามแต่เพียงฝ่ายเดียวในทุกที่บนโลก (ยกเว้นมหาอำนาจ)
1
แต่การอ้างสิทธิ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ
ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งที่เรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายทั่วโลก
แต่ในปัจจุบัน การที่สหรัฐอเมริกายืนกรานในข้ออ้างนี้โดยปราศจากกลไกการตรวจสอบใดๆ โดยไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลภายนอกใดๆ
1
และแยกตัวออกจากข้อจำกัดและพันธกรณีพหุภาคีอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันหมายความว่าสหรัฐฯ ตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อโลกทั้งใบ
ในลักษณะเดียวกับที่ปฏิบัติต่อละตินอเมริกา นั่นก็คือ.. ยึดทรัพย์ ลงโทษ และฆ่าตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ซึ่ง อิสมาอิล มอนเตส (Ismail Montes) นักการทูตชาวโบลิเวียก็เคยคร่ำครวญ ในปี 2462 ว่า
สนธิสัญญาที่ยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ โดยการรับรองหลักการมอนโรในรูปลักษณ์ที่ก้าวร้าว
มันได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งในอนาคตไปแล้ว มอนเตสกล่าวว่า “แม้ก่อนที่จะมีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ เราก็สามารถมองเห็นสัญญาณของการเกิดสงครามครั้งใหม่ได้แล้ว”
ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์กำลังหว่านเมล็ดพันธุ์เดียวกันนั้น อีกครั้ง!
1
โลกที่รัฐบาลวาดภาพไว้ คือโลกที่ถูกฉีกขาดด้วยดุลอำนาจในหลายๆด้าน กล่าวคือ
สหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับจีน
กดดันรัสเซีย
สร้างความวุ่นวายในยุโรป
และคุกคามละตินอเมริกา
ขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังแย่งชิงอำนาจและคำนวณผลประโยชน์ของตนเองในภูมิภาคต่างๆ
ในบริบทเช่นนี้ ด้วยการเผชิญหน้า การเล่นเกมเสี่ยงอันตราย และสงครามที่มากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั่วโลก...
ดังที่มาร์ค รุตเต (Mark Rutte) เลขาธิการนาโตกล่าวไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสงครามในระดับที่สูงกว่าที่บรรพบุรุษของเราเคยเผชิญ”
1
สหรัฐ
เวเนซุเอล่า
อิสราเอล
บันทึก
11
8
5
11
8
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย