19 ธ.ค. 2025 เวลา 11:48 • ประวัติศาสตร์

เหตุใด “จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)” จึงถูกสังหาร

“จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)” คือรัฐบุรุษและเผด็จการคนสำคัญแห่งสาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic) และเพิ่งได้รับการประกาศแต่งตั้งให้เป็น “เผด็จการตลอดชีพ” แห่งโรมัน
แต่เมื่อตอนที่เขาเดินเข้าสู่สภาซีเนตในวันไอดส์แห่งเดือนมีนาคม (วันที่ 15 มีนาคม) 44 ปีก่อนคริสตกาล เหตุการณ์ที่จะตราตรึงในประวัติศาสตร์อีกนับพันปีก็ได้เกิดขึ้น
ทันใดนั้น วุฒิสมาชิกจำนวนกว่า 40 คนได้รุมเข้าทำร้ายและกระหน่ำแทงซีซาร์มากกว่า 23 แผล และเหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองในกรุงโรม นำไปสู่การที่ “ออกเทเวียน (Octavian)” ตั้งตนเป็น "จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus)" จักรพรรดิองค์แรกแห่งจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)
จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)
จูเลียส ซีซาร์ คือขุนศึกที่มีเกียรติประวัติสูงส่งในช่วงปลายยุคสาธารณรัฐโรมัน การรบของเขาในกอล (หรือก็คือฝรั่งเศสในปัจจุบัน) และบริเตน ทำให้เขาได้รับความนิยมและโด่งดังอย่างมาก
ซีซาร์เป็นหนึ่งในสมาชิก “คณะสามผู้นำที่หนึ่ง (First Triumvirate)” ซึ่งเป็นการพยายามแบ่งอำนาจในดินแดนของโรมันที่ขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ โดยชายอีกสองคนคือ “ครัสซุส (Crassus)“ เศรษฐีที่รวยที่สุดในกรุงโรม และ “ปอมเปย์ (Pompey)” ขุนศึกและนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลอีกคนหนึ่ง
เมื่อครัสซุสเสียชีวิตในการรบกับพาร์เทียน การชิงอำนาจระหว่างซีซาร์และปอมเปย์ก็เริ่มต้นขึ้น โดยทั้งคู่ต่อสู้กันในสงครามกลางเมืองที่ดุเดือด และสิ้นสุดลงเมื่อปอมเปย์ถูกสังหารขณะลี้ภัยในอียิปต์
ซีซาร์ถือโอกาสที่ปอมเปย์ตาย สร้างฐานอำนาจกับ “พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra)” ผู้ปกครองอียิปต์ โดยการช่วยพระนางคลีโอพัตราเอาชนะพระอนุชาของพระนางและยึดบัลลังก์เป็นของพระนางคลีโอพัตราเพียงผู้เดียว
ซีซาร์กับพระนางคลีโอพัตรา
ว่ากันว่าซีซาร์มีพระโอรสกับพระนางคลีโอพัตราหนึ่งองค์ นามว่า “ซีซาเรียน (Caesarion)” และเมื่อซีซาร์พาพระนางคลีโอพัตราพร้อมพระโอรสมายังกรุงโรม เรื่องนี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชนชั้นสูงหลายคน
ในสมัยโรมันโบราณ "เผด็จการ (Dictator)“ คือตำแหน่งที่มอบให้แก่บุคคลหนึ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยผู้ดำรงตำแหน่งจะได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จภายใต้ข้อตกลงว่าจะคืนอำนาจภายในระยะเวลาที่กำหนด
แต่หลังจากกลับมาถึงกรุงโรมได้ไม่นาน ซีซาร์กลับได้รับการประกาศให้เป็น "เผด็จการตลอดชีพ" และการประกาศครองอำนาจตลอดกาลนี้ทำให้ผู้มีอำนาจหลายคนกังวลว่ามันคือขั้นตอนไปสู่การสถาปนาระบอบกษัตริย์
ชาวโรมันนั้นเกลียดชังระบอบกษัตริย์มานานแล้ว โดยเมื่อ 508 ปีก่อนคริสตกาล ชาวโรมันได้โค่นล้มกษัตริย์องค์สุดท้ายและสถาปนาสาธารณรัฐโรมันขึ้น สาเหตุก็มาจากการที่กษัตริย์ในอดีตนั้นขึ้นชื่อเรื่องการปกครองที่กดขี่ ดังนั้น แนวคิดเรื่องการมีกษัตริย์จึงไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวโรมันส่วนใหญ่ การเป็นเผด็จการของซีซาร์จึงดูเหมือนระบอบกษัตริย์มากเกินไปในสายตาของวุฒิสมาชิกบางคน
กลุ่มวุฒิสมาชิกที่นำโดย “กาอิอุส คาสซิอุส ลองกินัส (Gaius Cassius Longinus)” และ ”มาร์คัส ยูนิอุส บรูตัส (Marcus Junius Brutus)“ ได้ร่วมกันวางแผนสังหารซีซาร์เพื่อฟื้นฟูระบอบสาธารณรัฐ โดยอ้างว่าซีซาร์คือทรราชและเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของโรมันจากการรวบอำนาจไว้ที่ตนเองเพียงผู้เดียว
นอกจากนั้น วุฒิสภายังมองเห็นเหตุผลสำคัญ 3 ประการที่ควรต้องกำจัดซีซาร์
1. การขาดความเคารพต่อวุฒิสภา
ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสภาและกงสุล (หรือเผด็จการ) ตั้งอยู่บนธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อวุฒิสภามอบเกียรติยศให้แก่ซีซาร์ ซีซาร์กลับปฏิเสธที่จะยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ นอกจากนี้ ซีซาร์ยังเยาะเย้ยความล่าช้าของพิธีกรรม ซึ่งวุฒิสมาชิกมองว่าซีซาร์กำลังดูหมิ่นวัฒนธรรมและประเพณีของโรมัน
2. การปฏิบัติต่อทริบูน (Tribunes)
ทริบูน คือขุนนางระดับรองในรัฐบาลโรมัน ซึ่งหลายคนมาจากชนชั้นสามัญชน โดยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มทริบูนได้พยายามถอดมงกุฎออกจากรูปปั้นของซีซาร์ ซีซาร์จึงกล่าวหาว่าพวกทริบูนนั่นแหละที่ลอบวางมงกุฎไว้เองเพื่อจะมาแสดงตัวว่ากำลังถอดมันออกต่อหน้าสาธารณะ กะจะเอาหน้าและใส่ร้ายซีซาร์
หลังจากเหตุการณ์นี้ ซีซาร์ได้สั่งถอดถอนทริบูนทั้งหมดออกจากอำนาจ สร้างความโกรธแค้นแก่หลายฝ่าย
3. ฟางเส้นสุดท้ายในเทศกาลลูเพอร์คาเลีย (Lupercalia)
ลูเพอร์คาเลีย เป็นเทศกาลสำคัญที่ฉลองเรื่องสุขภาพและความอุดมสมบูรณ์ โดยในระหว่างเทศกาล “มาร์ค แอนโทนี (Mark Antony)” สหายสนิทและกงสุลร่วมของซีซาร์ ได้สวมมงกุฎลงบนศีรษะของซีซาร์ อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน
จากบันทึกเหตุการณ์นี้ ระบุว่าซีซาร์ได้หัวเราะขณะถอดมงกุฎออกและประกาศว่า "จูปีเตอร์คือกษัตริย์เพียงองค์เดียวในโรม"
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ยอมรับมงกุฎ แต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน หลายคนจึงปักใจเชื่อว่านี่คือสัญญาณของการเคลื่อนไหวไปสู่ระบอบกษัตริย์ เป็นเหตุการณ์ที่แสดงว่าซีซาร์นั้นสนใจอยากขึ้นเป็นกษัตริย์
ในวันไอดส์แห่งมีนาคม หรือ 15 มีนาคม 44 ปีก่อนคริสตกาล ได้มีการจัดการแข่งขันกลาดิเอเตอร์ขึ้นที่โรงละครของปอมเปย์เพื่อเป็นเกียรติแก่ซีซาร์ และตำนานเล่าว่าโหรคนหนึ่งได้เตือนซีซาร์ว่าให้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านในวันนั้น และในบทละครของ “วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespear)” ก็มีการระบุว่าภรรยาของซีซาร์ฝันร้ายถึงลางบอกเหตุอันน่าสะพรึงกลัวด้วย
แต่ซีซาร์ปฏิเสธ และไม่ยอมให้มีองครักษ์คุ้มกันเนื่องจากความชะล่าใจ เขาจึงมีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คนเท่านั้น และมุ่งหน้าไปยังสภาเซเนตเพื่อเผชิญกับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
เช้าวันนั้น ซีซาร์มีปากเสียงกับภรรยาทำให้ซีซาร์ไปสภาสาย เหล่าสมาชิกวุฒิสภาจึงเริ่มวิตกกังวลว่าเขาจะไม่มา จึงส่งบรูตัสไปตามตัวซีซาร์
บรูตัสนั้นเป็นคนสนิทของซีซาร์ และมีข่าวลือว่าซีซาร์อาจเป็นพ่อที่แท้จริงของบรูตัส เนื่องจากซีซาร์เคยลักลอบมีความสัมพันธ์กับแม่ของบรูตัสเมื่อหลายปีก่อน
1
บรูตัสได้หว่านล้อมจนซีซาร์ยอมมาที่สภา และนำพาจอมเผด็จการผู้นี้ไปสู่ความตาย
เมื่อซีซาร์มาถึง เหล่าสมาชิกวุฒิสภาก็หาทางแยกซีซาร์ออกจากกลุ่มผู้ติดตามที่เดินตามมาไม่ทัน นอกจากนี้พวกเขายังหาทางถ่วงเวลา มาร์ค แอนโทนี พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของซีซาร์ไว้ได้ด้วย
หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดเดินเข้าไปหาซีซาร์เพื่อยื่นคำร้อง ส่วนอีกคนหนึ่งได้คว้าเสื้อโทกาของตนไว้ ซึ่งนี่คือสัญญาณให้คนอื่นๆ ชักมีดออกมาและรุมโจมตีซีซาร์
สมาชิกวุฒิสภากว่า 40 คนได้รุมล้อมซีซาร์และกระหน่ำแทงเขาหลายครั้งจนซีซาร์สิ้นใจจากบาดแผลบนพื้นสภาเซเนต ซึ่งบางตำนานกล่าวว่าซีซาร์สิ้นใจที่แทบเท้าของรูปปั้นปอมเปย์
จากนั้น เหล่าผู้ก่อการได้ชูมีดขึ้นสูงและวิ่งออกไปตามท้องถนนเพื่อประกาศถึงสิ่งที่พวกตนกระทำลงไป
คนกลุ่มนี้เชื่อว่าพวกเขาได้ปลดปล่อยโรมันและคืนอำนาจให้ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาได้จุดชนวนให้เกิดจุดจบอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐโรมัน
เหล่าพันธมิตรของซีซาร์นั้นไม่รอช้าในการรวบรวมกองกำลัง และล้างแค้นให้ซีซาร์ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาหลายคนต้องหนีออกจากเมืองและระดมพล
มาร์ค แอนโทนีและออกเทเวียน หลานชายและบุตรบุญธรรมของซีซาร์ ได้ร่วมกันออกไล่ล่านำตัวเหล่าผู้ก่อการมาลงโทษ โดยร่วมกับ “เลพิดัส (Lepidus)” หนึ่งในขุนพลของซีซาร์ ก่อตั้ง "คณะสามขุนพลชุดที่สอง (Second Triumvirate)“ ขึ้นมา
แอนโทนีได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานศพของซีซาร์ ทำให้เกิดการจลาจลขึ้นในกรุงโรม ประชาชนทั่วไปโกรธแค้นที่กลุ่มชนชั้นสูงฆ่าผู้นำของพวกเขา สมาชิกวุฒิสภาหลายคนก็ถูกฝูงชนจับตัวและสังหาร ซึ่งเหล่าสมาชิกวุฒิสภาก็คาดการณ์ผิดเกี่ยวกับความนิยมที่ประชาชนมีต่อซีซาร์
เลพิดัส แอนโทนี และออกเทเวียน ได้แบ่งเขตแดนโรมันกันปกครอง และสงครามกลางเมืองก็ได้ปะทุขึ้นเมื่อออกเทเวียนและแอนโทนีออกตามล่ากลุ่มผู้ก่อการ ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลงด้วย “ยุทธการที่ฟิลิปปี (Battle of Philippi )“ ในเดือนตุลาคม 42 ปีก่อนคริสตกาล โดยลองกินัสให้ทาสคนหนึ่งสังหารตนแทนการถูกจับกุม ส่วนบรูตัสก็ทำอัตวินิบาตกรรมในวันต่อมาหลังจากปราชัย
ท้ายที่สุด ออกเทเวียนและแอนโทนีก็ขัดแย้งกันเอง โดยแอนโทนีไปผูกมิตรกับพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ ซึ่งทำให้ออกเทเวียนมีข้ออ้างในการประกาศสงคราม
สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงด้วย “ยุทธนาวีที่อักติอูง (Battle of Actium)” เมื่อ 31 ปีก่อนคริสตกาล ตามมาด้วยความตายของทั้งแอนโทนีและคลีโอพัตรา ส่วนเลพิดัสก็เลือกเส้นทางที่ฉลาดด้วยการเกษียณตัวเองอย่างเงียบๆ อยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตต่อมาจนถึง 19 ปีก่อนคริสตกาล
ยุทธนาวีที่อักติอูง (Battle of Actium)
“สาธารณรัฐโรมัน (Roman Republic)” ได้สิ้นสุดลง และ “จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)” ได้เริ่มต้นขึ้น
ในฐานะผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในโรมัน ออกเทเวียนได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ พระนามว่า “จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus)” และทรงเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งจักรวรรดิโรมัน และภายใต้การปกครองของพระองค์ โรมันก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งสันติภาพที่ยาวนาน
จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus)
เหล่านักฆ่าที่สังหารซีซาร์หวังจะกอบกู้สาธารณรัฐโรมันด้วยความตายของจอมเผด็จการ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้เริ่มต้นจุดจบของสถาบันที่พวกเขารักยิ่งเสียเอง
โฆษณา