20 ธ.ค. 2025 เวลา 23:02 • ประวัติศาสตร์

ศาสนาอะห์มาดี​​ (The Ahmadi): พลวัตทางประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์อิสลาม และภาพสะท้อนแห่งความหลงผิด

ในภูมิทัศน์ทางศาสนาของโลกมุสลิมร่วมสมัย การอุบัติขึ้นของขบวนการทางจิตวิญญาณใหม่ (New Religious Movements - NRMs) ที่แตกแขนงออกจากรากฐานของอิสลามกระแสหลัก (Mainstream Islam) ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงวิกฤตศรัทธา ความขัดแย้งทางการเมือง และอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ทางดิจิทัล
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ซับซ้อนและท้าทายที่สุดในทศวรรษนี้คือ "The Ahmadi Religion of Peace and Light" (AROPL) หรือ "ศาสนาอะห์มาดีแห่งสันติภาพและแสงสว่าง" (ในภาษาอาหรับ: دين السلام والنور الأحمدي) ซึ่งมิใช่เพียงลัทธิย่อยของนิกายชีอะห์ หากแต่ได้ประกาศตนเป็น "ศาสนาใหม่" ที่มีคัมภีร์ ศาสดา และนิติศาสตร์เป็นของตนเอง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการสถาปนา "รัฐแห่งความยุติธรรมของพระเจ้า" (Divine Just State) ภายใต้การนำของผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีลักษณะเมสสยาห์ (Messianic figure)
บทความนี้มุ่งเน้นการตรวจสอบ AROPL อย่างละเอียดถี่ถ้วนในระดับจุลภาคและมหภาค โดยครอบคลุมมิติทางประวัติศาสตร์ที่เริ่มจากเมืองบัสรา ประเทศอิรัก สู่ศูนย์กลางใหม่ในยุโรปและอเมริกา มิติทางนิติศาสตร์อิสลาม (Fiqh) ที่วิเคราะห์การรื้อถอนโครงสร้างชะรีอะห์แบบดั้งเดิม และมิติทางสังคมการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและกฎหมายความมั่นคงในประเทศต่าง ๆ
1. ประวัติศาสตร์: จากวิกฤตการณ์ในอิรักสู่ขบวนการอัล-ยะมานีในอิรักยุคหลังซัดดัม
รากเหง้าของ AROPL ฝังลึกอยู่ในความโกลาหลทางการเมืองและศาสนาของอิรักในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ในปี 1999 ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังของชาวชีอะห์ในอิรัก อะห์มัด อิสมาอิล ซาลิห์ (Ahmed Ismail Saleh) วิศวกรโยธาจากมหาวิทยาลัยบัสรา ได้ปรากฏตัวขึ้นและประกาศตนในนาม "อะห์มัด อัล-ฮัสซัน" (Ahmed al-Hassan) ข้อเรียกร้องของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของพยากรณ์ศาสตร์ในนิกายชีอะห์ อิสนาอัชชะรียะห์ (Twelver Shia) เกี่ยวกับยุคสุดท้าย
อะห์มัด อัล-ฮัสซัน อ้างว่าเขาได้พบกับ "อิหม่ามมะฮ์ดี" ผู้นำที่เร้นกายอยู่ และได้รับมอบหมายภารกิจให้เป็น "อัล-ยะมานี" (The Yamani) ผู้เบิกทางและเป็นผู้บัญชาการทัพของอิหม่ามมะฮ์ดี เขาได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์สถาบันศาสนา (Hawza) ในเมืองนาจาฟอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าบรรดาอายะตุลเลาะห์ (Ayatollahs) เช่น อายะตุลเลาะห์ ซิสตานี เป็น "นักวิชาการที่ไม่ทำงาน" ที่ทรยศต่อเจตนารมณ์ของอิสลามและนำพาผู้คนออกห่างจากสัจธรรม
การท้าทายอำนาจศาสนจักรนี้ทำให้เขาและสาวก ซึ่งเรียกตนเองว่า "อันศอร" (Ansar - ผู้ช่วยเหลือ) ตกเป็นเป้าหมายของการปราบปราม
จุดแตกหักเกิดขึ้นในปี 2007-2008 เมื่อเกิดการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดในอิรักกับกองกำลังความมั่นคง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก “อะห์มัด อัล-ฮัสซัน” ได้หายตัวไปจากสาธารณชนนับตั้งแต่นั้นมา และเชื่อว่าได้เข้าสู่สภาวะ "ฆออิบ” (เร้นกาย) ตามความเชื่อของสาวก
1.2 การแตกนิกายครั้งใหญ่: ธงขาว (The White Banners) ปะทะ ธงดำ (The Black Banners)
การหายตัวไปของอะห์มัด อัล-ฮัสซัน นำมาซึ่งวิกฤตการสืบทอดอำนาจและการตีความคำสอน นำไปสู่การแตกแยกออกเป็นสองฝ่ายหลักที่มีจุดยืนตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง:
  • ​กลุ่มธงขาว หรือ สำนักงานนาจาฟ (Office of Najaf): กลุ่มนี้มีฐานที่มั่นในอิรักและอ้างว่าเป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการที่ยังคงติดต่อกับอะห์มัด อัล-ฮัสซัน ได้ พวกเขารักษารูปแบบคำสอนที่ยังคงยึดโยงกับกรอบของชีอะห์ และมุ่งเน้นการขยายอิทธิพลทางการเมืองในอิรัก
  • ​กลุ่มธงดำ หรือ AROPL: นำโดย อับดุลลอฮ์ ฮาเชม (Abdullah Hashem) หรือที่รู้จักในนามทางศาสนาว่า "อาบา อัล-ซาดิก" (Aba Al-Sadiq) ชายลูกครึ่งอียิปต์-อเมริกัน ผู้ซึ่งประกาศตนว่าเป็น "มะฮ์ดีคนที่สอง" และ "อัล-กออิม" (The Qaim/The Riser) ผู้ที่จะมาสานต่อภารกิจของอะห์มัด อัล-ฮัสซัน
ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มนี้รุนแรงถึงขั้นแตกหัก สำนักงานนาจาฟได้ออกแถลงการณ์ "ตัดขาด" (Declaration of Disassociation) จากอับดุลลอฮ์ ฮาเชม หลายครั้ง (ในปี 2015 และ 2023) โดยกล่าวหาว่าฮาเชมเป็นผู้แอบอ้าง บิดเบือน และ "ถูกสาปแช่ง" ในขณะที่ฝ่าย AROPL ตอบโต้ว่าสำนักงานนาจาฟถูกรัฐบาลอิรักเข้าควบคุมและปลอมแปลงข้อความของอะห์มัด อัล-ฮัสซัน ผ่านทางหน้าเพจ Facebook และสื่อต่าง ๆ เพื่อบ่อนทำลายขบวนการที่แท้จริง
1.3 การสร้างฐานอำนาจผ่านสื่อ  "The Arrivals"
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อับดุลลอฮ์ ฮาเชม สามารถรวบรวมสาวกจำนวนมากจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนมุสลิมในตะวันตกและเอเชีย คือประวัติของเขาในฐานะผู้สร้างสารคดีทฤษฎีสมคบคิดชุด "The Arrivals" (ปี​ 2008)
สารคดีชุดนี้ซึ่งมียอดผู้ชมหลายล้านวิวบน YouTube ได้ผสมผสานเรื่องราวทางศาสนาอิสลามเข้ากับทฤษฎีสมคบคิดตะวันตก (เช่น อิลลูมินาติ, ฟรีเมสัน, จานบิน) โดยนำเสนอว่าโลกกำลังถูกควบคุมโดย "ดัจญาล" และระเบียบโลกใหม่ (New World Order)
เนื้อหาของสารคดีทำหน้าที่เป็นการ "เตรียมความพร้อม" ทางจิตวิญญาณให้แก่ผู้ชม โดยชี้ชวนให้เห็นว่าสังคมและศาสนาในปัจจุบันถูกบิดเบือน และทางรอดเดียวคือการรอคอยผู้นำที่แท้จริง
เมื่ออับดุลลอฮ์ ฮาเชม เปิดเผยตัวตนในฐานะผู้นำทางศาสนาและ "อัล-กออิม" ฐานแฟนคลับที่ติดตามผลงานสารคดีของเขาจึงกลายสภาพมาเป็นสาวกกลุ่มแรก ๆ​ ของ AROPL ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากพวกเขามีพื้นฐานความเชื่อร่วมกันว่าโลกต้องการการปลดปล่อยจากระบบที่ชั่วร้าย การเปลี่ยนแปลงสถานะจาก "นักทฤษฎีสมคบคิด" สู่ "ศาสดาพยากรณ์" ของฮาเชม จึงเป็นกระบวนการที่ถูกปูทางมาอย่างเป็นระบบผ่านสื่อดิจิทัล
2. โครงสร้างอะกีดะฮ์และจักรวาลวิทยา​: พินัยกรรมศักดิ์สิทธิ์และหลักการ 12 มะฮ์ดี
หัวใจสำคัญของความชอบธรรมใน AROPL คือเอกสารที่เรียกว่า "พินัยกรรมของท่านนบีมูฮัมหมัด" (Will of Prophet Muhammad) ซึ่งอ้างว่าบันทึกในคืนก่อนการเสียชีวิตของท่านนบี เอกสารนี้ระบุสายการสืบทอดอำนาจที่ต่อเนื่องจาก 12 อิหม่าม ไปสู่ 12 มะฮ์ดี
AROPL เชื่อว่ายุคสมัยของ 12 อิหม่ามได้สิ้นสุดลงแล้ว และปัจจุบันโลกอยู่ในยุคของ 12 มะฮ์ดี โดยมีลำดับดังนี้:
  • ​มะฮ์ดีที่ 1: อะห์มัด อัล-ฮัสซัน (Ahmed al-Hassan) - ผู้เป็น "อัล-ยะมานี"
  • ​มะฮ์ดีที่ 2: อับดุลลอฮ์ ฮาเชม (Abdullah Hashem) - ผู้เป็น "อัล-กออิม" (The Qaim) หรือผู้ลุกขึ้นสู้
นอกจากนี้ AROPL ยังได้เปิดเผยรายชื่อของมะฮ์ดีท่านอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นร่างอวตารหรือการกลับชาติมาเกิดของบรรดานบีและบุคคลสำคัญในอดีต โดยอ้างอิงจากคัมภีร์ The Goal of the Wise รายชื่อเหล่านี้สะท้อนถึงการผสมผสานความเชื่อข้ามศาสนาอย่างชัดเจน :
  • 1.
    ​มะฮ์ดีที่ 3: คือการกลับมาของ นบีมูซา (โมเสส)
  • 2.
    ​มะฮ์ดีที่ 4: คือการกลับมาของ นบีอาดัม
  • 3.
    ​มะฮ์ดีที่ 5: คือการกลับมาของ นบีอิสมาอิล
แนวคิดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับหลักการ "เราะญะอะห์" (Raja'a) หรือการกลับมา ซึ่ง AROPL ตีความใหม่ให้หมายถึง "การกลับชาติมาเกิด" (Reincarnation) และ "การย้ายภพของวิญญาณ" (Transmigration of the Soul) อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการอิสลามที่เชื่อในการฟื้นคืนชีพเพียงครั้งเดียวในวันแห่งการพิพากษา
2.2 พันธสัญญาที่เจ็ด
AROPL นำเสนอทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ศาสนาแบบ "ยุคสมัยนิยม" (Dispensationalism) โดยเชื่อว่าประวัติศาสตร์มนุษยชาติแบ่งออกเป็น 7 พันธสัญญาที่พระเจ้าทำกับมนุษย์ผ่านศาสดา 7 ท่าน ได้แก่:
อาดัม
  • 1.
    ​นูห์
  • 2.
    ​อิบรอฮิม
  • 3.
    ​มูซา
  • 4.
    ​อีซา
  • 5.
    ​มูฮัมหมัด
  • 6.
    ​อะห์มัด อัล-ฮัสซัน
หลักการสำคัญคือ "พันธสัญญาใหม่จะยกเลิกกฎเกณฑ์ของพันธสัญญาเก่า" ดังนั้น กฎหมายอิสลาม (ชารีอะฮ์) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่ 6 จึงถือว่าสิ้นสุดลงและถูกแทนที่ด้วยกฎเกณฑ์ใหม่ของพันธสัญญาที่ 7 ภายใต้การนำของอับดุลลอฮ์ ฮาเชม
AROPL ผสมผสานองค์ประกอบจากศาสนาและความเชื่อหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน:
  • ​อียิปต์โบราณ: เชื่อว่านบีอิดริส (เอโนค) คือ เทพ โอซิริส (Osiris) และนบีอีซา (พระเยซู) คือ เทวทูตญิบรีล (Gabriel)
  • ​นอสติก (Gnosticism): เน้นความรู้ภายใน (Gnosis) และเชื่อว่าคัมภีร์ทางศาสนาในปัจจุบันถูกบิดเบือนความหมายที่แท้จริง
  • ​วิทยาศาสตร์เทียมและทฤษฎีสมคบคิด: เชื่อในกำเนิดมนุษย์จากต่างดาว การมีอยู่ของลูกผสมมนุษย์-เอเลี่ยน และการที่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ (เช่น จอร์จ วอชิงตัน) เป็นร่างอวตารของบุคคลในอดีต (อดัม ไวส์ฮอปต์)
3. การปฏิวัติชารีอะห์อิสลามและสร้างใหม่​: ทฤษฎีเพตรา​กิบลัตที่แท้จริง
ในมิติของนิติศาสตร์อิสลาม AROPL ได้ทำการ "รื้อถอน" หลักปฏิบัติ (อิบาดะหฺ) และข้อห้าม  ของอิสลามเกือบทั้งหมด โดยอ้างอำนาจของพันธสัญญาที่ 7
AROPL รับรองทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ของ Dan Gibson อย่างเป็นทางการ โดยสอนว่า "กะอ์บะฮ์ที่แท้จริง" ตั้งอยู่ที่เมือง เพตรา (Petra) ประเทศจอร์แดน มิใช่นครมักกะฮ์ในซาอุดีอาระเบีย
  • ​นัยสำคัญ: การประกาศนี้ทำลายความชอบธรรมของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้ดูแลสองมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ และปฏิเสธพิธีฮัจญ์ในปัจจุบันว่าเป็นโมฆะและเป็นการบูชาเทวรูป
  • ​ผลทางปฏิบัติ: ศาสนิกชนของ AROPL เปลี่ยนทิศกิบลัตไปยังเพตรา และถือว่าการเดินทางไปมักกะฮ์ไม่มีผลบุญใด ๆ
3.2 การละหมาดและการถือศีลอด
  • ​การละหมาด: รูปแบบการละหมาด 5 เวลาถูกยกเลิก โดยอ้างว่าเป็นรูปแบบสำหรับพันธสัญญาเดิม ในพันธสัญญาใหม่ การละหมาดคือ "การยอมจำนนทางจิตวิญญาณ" ต่ออิหม่ามแห่งยุคสมัย (อับดุลลอฮ์ ฮาเชม)
  • ​การถือศีลอด: AROPL ปฏิเสธปฏิทินจันทรคติ (Hijri) โดยสิ้นเชิง และประกาศใช้ปฏิทินสุริยคติ โดยกำหนดให้ เดือนรอมฎอนตรงกับเดือนธันวาคมของทุกปี การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่แยกชุมชน AROPL ออกจากโลกมุสลิมในแง่ของช่วงเวลาในศาสนา แต่ยังเป็นการท้าทายอำนาจในการกำหนดวันสำคัญทางศาสนาขององค์กรอิสลามทั่วโลก
3.3 ฮิญาบ สุรา และเพศสภาพ
  • ​ฮิญาบ: คัมภีร์ The Goal of the Wise ระบุชัดเจนว่าฮิญาบไม่ใช่ข้อบังคับทางศาสนา (ไม่วายิบ) แต่เป็นเพียงข้อส่งเสริม (ซุนนะห์) ที่สตรีสามารถเลือกที่จะไม่ปฏิบัติได้
  • ​สุรา: การดื่มสุราในปริมาณที่พอเหมาะถือเป็นสิ่งอนุมัติ (ฮาลาล) โดยอ้างว่าการห้ามในสมัยท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นมาตรการชั่วคราวทางสังคม
  • ​LGBTQ+: AROPL มีจุดยืนยอมรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ โดยตีความคัมภีร์อัลกุรอานใหม่ในเรื่องเมืองโซดอม ว่าบาปที่แท้จริงคือการละเมิดสิทธิและการข่มขืน ไม่ใช่ความรักเพศเดียวกัน จุดยืนนี้ทำให้ AROPL เป็นที่ดึงดูดของกลุ่ม LGBTQ+ มุสลิมที่ถูกกีดกัน แต่ก็นำมาซึ่งการต่อต้านอย่างรุนแรงในประเทศมุสลิม
4. บริบททางสังคมการเมืองและการปราบปราม: การกวาดล้างในอิหร่านและอิรัก
การประกาศคำสอนที่ท้าทายทั้งอำนาจรัฐและอำนาจศาสนาจักร นำไปสู่การปราบปราม AROPL อย่างเป็นระบบในหลายประเทศ
  • ​อิหร่าน: สมาชิก AROPL ถูกจับกุมและดำเนินคดีในศาลพิเศษ ด้วยข้อหาร้ายแรง เช่น "การบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ" "การดูหมิ่นอิสลาม" และ "การเป็นศัตรูกับพระเจ้า" ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ในเดือนกรกฎาคม 2024 สมาชิก 13 คนถูกพิจารณาคดีและถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารประณามความเชื่อของตน
  • ​อียิปต์: หน่วยความมั่นคงแห่งรัฐ ได้จับกุมและคุมขังสมาชิก AROPL จำนวนมาก โดยมีการตั้งข้อหาเข้าร่วมกลุ่มที่ผิดกฎหมายและบิดเบือนศาสนา
4.2 วิกฤตพรมแดนตุรกี (The Kapikule Border Crisis)
ในเดือนพฤษภาคม 2023 สมาชิก AROPL กว่า 104 คน จากหลากหลายเชื้อชาติ ได้รวมตัวกันที่ด่านพรมแดน Kapikule ระหว่างตุรกีและบัลแกเรีย เพื่อขอลี้ภัยเข้าสู่สหภาพยุโรป กลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตุรกีสกัดกั้น และควบคุมตัวไปยังศูนย์ส่งกลับ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับโลก เมื่อสหประชาชาติ (OHCHR) และองค์กร NGO ต่าง ๆ ออกมาเรียกร้องไม่ให้ตุรกีส่งตัวพวกเขากลับประเทศต้นทาง (Refoulement) เนื่องจากความเสี่ยงต่อการถูกประหารชีวิต
4.3 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สมรภูมิทางกฎหมายและความเชื่อ
  • ​มาเลเซีย: รัฐบาลมาเลเซียโดยกรมพัฒนาศาสนาอิสลาม (JAKIM) และสภาแห่งชาติ (MKI) ได้ประกาศฟัตวาในปี 2024-2025 ระบุว่า AROPL เป็น "ลัทธิหลงผิด" (Deviant Sect)
  • ​เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2023 เมื่อสมาชิก AROPL 8 คน ถูกจับกุมหน้าห้างสรรพสินค้า Sogo ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ขณะถือป้ายประท้วงสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและบรรทัดฐานสังคมมาเลเซียอย่างรุนแรง
  • ​ประเทศไทย: แม้ไทยจะเป็นประเทศเสรีในการนับถือศาสนา แต่กรณีของสมาชิก AROPL มีรายงานว่าการประกาศ "สวามิภักดิ์ต่อผู้นำสูงสุดเพียงผู้เดียว" (อับดุลลอฮ์ ฮาเชม) ของกลุ่ม ถูกตีความโดยฝ่ายความมั่นคงว่าอาจขัดต่อกฎหมายความมั่นคงหรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในบริบทของไทย ซึ่งทำให้สถานะของพวกเขาซับซ้อนยิ่งขึ้น
5. บทสรุป​: ยุทธศาสตร์​ การขยายตัว​ และความท้าทายต่อรัฐ
The Ahmadi Religion of Peace and Light (AROPL) ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางศาสนาชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนของการบิดเบือนและความหลงผิดจากแนวทางอันเที่ยงตรงของอิสลาม
  • ​ยุทธศาสตร์ความอยู่รอด: AROPL ได้เปลี่ยนยุทธวิธีจากการถกเถียงทางเทววิทยาเพียงอย่างเดียว มาสู่การใช้ "วาทกรรมสิทธิมนุษยชน" และการเป็นพันธมิตรกับองค์กรตะวันตก เพื่อสร้างเกราะป้องกันสมาชิกจากการถูกปราบปรามในประเทศมุสลิม การสนับสนุน LGBTQ+ และสิทธิสตรี กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังในการแสวงหาความชอบธรรมในเวทีโลก
  • ​การขยายตัวทางดิจิทัล: ด้วยรากฐานจากความสำเร็จของสารคดี "The Arrivals" AROPL ได้พัฒนารูปแบบการเผยแพร่ศาสนาผ่านสื่อดิจิทัล (Digital Religion) อย่างเต็มรูปแบบ มีสตูดิโอผลิตสื่อคุณภาพสูง และใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อข้ามพรมแดนรัฐชาติ
  • ​ความท้าทายต่อรัฐ: แนวคิด "รัฐแห่งความยุติธรรมของพระเจ้า" ที่ปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลทางโลกและสถาบันศาสนาแห่งชาติ จะยังคงเป็นชนวนความขัดแย้งหลัก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง
โฆษณา