21 ธ.ค. 2025 เวลา 13:00 • ประวัติศาสตร์
หนานจิง

ขนมอี๋ในบริบทภูเก็ตและเปอรานากันในภูมิภาค

/บทความเชิงสังเคราะห์
ในบรรดาเทศกาลตามปฏิทินจันทรคติจีนที่ชาวเปอรานากันและบาบ๋าภูเก็ตยึดถือปฏิบัติ แน่นอนว่า "เทศกาลตังโจ่ย (冬節)" หรือ "ประเพณีไหว้ขนมอี๋" ถือเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่งยวดในมิติทางจิตวิญญาณและสังคมวิทยา
แม้ว่าเทศกาลนี้จะถือกำเนิดขึ้นจากรากฐานของสังคมเกษตรกรรมในเขตหนาวของจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองวันเหมายัน (冬至) แต่เมื่อประเพณีนี้ถูกนำพาข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ดินแดนเอเชียอาคเนย์ (南洋) ความหมายของเทศกาลจึงถูกแปรเปลี่ยนจากการเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวและการพักผ่อน มาสู่การเน้นย้ำความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ความกลมเกลียวของครอบครัว และการเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่
🔸สัญญะแห่งการเปลี่ยนผ่านในดินแดนไร้ฤดูหนาว🔸
เทศกาลตังโจ่ย (冬節) หรือ ตงจื้อ (冬至) ในภาษาจีนกลางมีความหมายทางดาราศาสตร์คือ "จุดสูงสุดของฤดูหนาว" ตรงกับวันที่ 21 หรือ 22 ธันวาคมของทุกปี ตามหลักปรัชญาจีนโบราณ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของพลังงาน "หยิน-หยาง" (陰陽) เมื่อความมืด (หยิน) ยาวนานที่สุดและกำลังจะลดลง เพื่อเปิดทางให้แสงสว่าง (หยาง) กลับคืนมา การไหว้ขนมอี๋จึงเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของพลังชีวิตและแสงสว่าง
สำหรับชาวเปอรานากันในภูมิภาคนี้ เทศกาลนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับความหนาวเย็นทางกายภาพ แต่สัมพันธ์กับ "ปฏิทินสังคม" โดยถือเป็นสัญญาณเตือนว่าปีเก่ากำลังจะหมดไป และเทศกาลตรุษจีน (春節) กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
มีคำกล่าวในหมู่ชาวเปอรานากันว่า "อะงิน ตาอน บารู (Angin Taon Baru: Angin Tahun Baru)" หรือ "ลมปีใหม่" จะเริ่มพัดในช่วงนี้ ซึ่งนำมาสู่ความเชื่อที่ฝังรากลึกว่า "การกินขนมอี๋ในวันตังโจ่ยจะทำให้ผู้กินมีอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี (冬節圓兒食落加一歲)" แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตังโจ่ยทำหน้าที่เป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านวัยและวุฒิภาวะทางสังคม มากกว่าเป็นเพียงเทศกาลเกษตรกรรม
🔸วัตถุทางวัฒนธรรมและการประกอบสร้างความหมาย🔸
ในวัฒนธรรมจีนกระแสหลัก ขนมที่ใช้ไหว้ในเทศกาลนี้เรียกว่า "ทังหยวน (湯圓)" หมายถึง ก้อนกลมในน้ำแกง ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า "ถวนหยวน (團圓)" ที่แปลว่า ความกลมเกลียว อย่างไรก็ตาม ในบริบทของบาบ๋าภูเก็ตจะเรียกว่า "ขนมอี๋" ส่วนชาวเปอรานากันในภูมิภาคจะเรียกว่า "โก๊ยอี๋ (Kueh Ee)" การเรียกชื่อที่เน้นรูปลักษณ์ทรงกลมนี้ เป็นการตอกย้ำถึงสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ความไม่มีที่สิ้นสุด และความสามัคคีกลมเกลียวของวงศ์ตระกูล
🔸วัตถุดิบในฐานะสื่อสัญลักษณ์🔸
ส่วนประกอบของขนมอี๋มิได้ถูกเลือกสรรเพียงเพื่อรสชาติ แต่แฝงด้วยนัยยะทางจักรวาลวิทยาและการแพทย์แผนจีน
แป้งข้าวเหนียว: ความเหนียวหนึบของแป้งข้าวเหนียวถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันที่ตัดไม่ขาดระหว่างสมาชิกในครอบครัว และระหว่างมนุษย์กับบรรพบุรุษ
น้ำตาลและน้ำเชื่อม: รสหวานสื่อถึงความสุข ความรื่นรมย์ และชีวิตที่ปราศจากความขมขื่น การใช้น้ำเชื่อมใสในพิธีกรรมไหว้เจ้า สะท้อนถึงความบริสุทธิ์ใจและความเคารพสูงสุด
ขิง: ในภูเก็ตและปีนังนิยมใส่ขิง ตามหลักแพทย์แผนจีนถือเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ "ร้อน (陽)" ช่วยขับลมและไล่ความเย็น (陰) ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของเทศกาลฤดูหนาวที่ต้องการเพิ่มพลังหยางให้แก่ร่างกาย แม้จะอยู่ในเขตร้อน แต่ช่วงเดือนธันวาคมมักเป็นช่วงที่มีลมมรสุมหรืออากาศเย็นลงเล็กน้อย การกินน้ำขิงจึงเป็นการปรับสมดุลธาตุในร่างกายตามภูมิปัญญาบรรพบุรุษ
ใบเตย: การใช้ใบเตยต้มในน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เนื่องจากใบเตยเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่หาได้ง่ายและให้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
ขนมอี๋ตามประเพณีดั้งเดิมของชาวเปอรานากันและบาบ๋าภูเก็ตจะประกอบด้วยสองสีหลักเท่านั้น คือ สีแดง (หรือชมพู) และสีขาว โดนสองสีนี้เป็นตัวแทนของพลังหยิน-หยาง การปรากฏคู่กันของสีแดงและขาวในถ้วยขนม จึงเป็นการจำลองภาวะสมดุลของจักรวาลตามคติเต๋า และยังสื่อถึงความสมบูรณ์ของชีวิตที่มีทั้งกลางวันและกลางคืน ชายและหญิง ร้อนและเย็น เป็นต้น
🔸ขนมอี๋กับพิธีกรรม🔸
ประเพณีไหว้ขนมอี๋ของบาบ๋าภูเก็ตและเปอรานากันในภมิภาคไม่ได้จบลงเพียงแค่การรับประทานขนม แต่เป็นกระบวนการพิธีกรรมที่กินเวลายาวนานและครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ภายใน "เรือน" อย่างมีระบบ
ในอดีต ก่อนวันตังโจ่ยหนึ่งวัน เหล่าย่าหยา (Nyonyas) ทั้งหลายจะมารวมตัวกันในครัวเพื่อเตรียมทำขนมอี๋ กิจกรรมนี้เรียกว่า "โฆเละก์ โก๊ยอี๋ (Golek Kueh Ee)" หมายถึงการปั้นขนมอี๋ ย่าหยาจะถ่ายทอดเคล็ดลับการทำอาหารและเรื่องเล่าปรัมปราแก่ลูกหลาน แป้งข้าวเหนียวจะถูกนวดและปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเล็ก โดยมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด เช่น ห้ามพูดคำหยาบ หรือพูดเรื่องอัปมงคลในขณะปั้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้แป้งแตกหรือชีวิตไม่ราบรื่น
หลังในครัวเตรียมขนมอี๋เสร็จเรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อคือนำขนมอี๋เหล่านั้นมาถวายบูชาเทพเจ้าที่พวกตนนับถือ หลังจากนั้นจึงมาไหว้บรรพบุรุษต่อ การไหว้ด้วยขนมอี๋เป็นการบอกกล่าวบรรพบุรุษว่าลูกหลานยังคงมีความสามัคคีกลมเกลียว และวงศ์ตระกูลยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง เหมือนลักษณะวงกลมของขนมที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
🔸บทบาทต่อชุมชน🔸
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ วิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ประเพณีการทำขนมอี๋ในครัวเรือนเริ่มลดน้อยลง โดยเฉพาะในครอบครัวเดี่ยวสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม กระแสการโหยหาอดีต (Nostalgia) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ปลุกชีวิตให้ประเพณีนี้กลับมามีบทบาทในรูปแบบใหม่
สมาคมเพอรานากันประเทศไทย (Thai Peranakan Association) และชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต ได้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูประเพณีต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงประเพณีภายภายใน แต่ยังรวมถึง "งานเฉลิมฉลองสาธารณะ" อีกด้วย เช่น Phuket Peranakan Festival ที่จัดขึ้นทุกปี
การที่ภูเก็ตได้รับการประกาศเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (Creative City of Gastronomy) จาก UNESCO ได้ยกระดับสถานะของขนมพื้นบ้านสู่การเป็น "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage) " ร้านอาหารและคาเฟ่ในย่านเมืองเก่าเริ่มปรับปรุงรูปลักษณ์และนำเสนอในฐานะ "อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ (Signature Menu)" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยยังคงรักษารากฐานรสชาติแบบดั้งเดิมไว้
ประเพณีไหว้ขนมอี๋ของภูเก็ตและเปอรานากันในภูมิภาค มิได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่หยุดนิ่ง แต่เป็นกระบวนการที่มีพลวัตและชีวิตชีวาภายใต้วัตถุก้อนกลมเล็ก ๆ สีแดงและขาวที่บรรจุไว้ด้วยรหัสทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ตั้งแต่จักรวาลวิทยาเรื่องหยิน-หยาง ความเชื่อเรื่องการไหว้เจ้า ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ไปจนถึงกุศโลบายในการสร้างความสามัคคีในครอบครัว
แม้รูปแบบทางกายภาพอาจปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แก่นแท้ของขนมอี๋ในฐานะ "สื่อกลางแห่งความกลมเกลียว" ยังคงทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการผูกโยงชาวเปอรานากันเข้ากับรากเหง้าของตน และเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน การดำรงอยู่ของประเพณีนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเข้มแข็งของชุมชนชาวจีนลูกผสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถรักษา "ความเป็นอื่น" ในอดีตให้กลายเป็น "ความเป็นเรา" ที่น่าภาคภูมิใจในปัจจุบัน
🗂เอกสารอ้างอิง🗂
[1] ธีรยุทธ. ประเพณีไหว้ขนมอี๋ (แบบฉบับชาวภูเก็ต)[EB/OL]. [2007-12-30].
[2] Chea A. Kuih Ee: Glutinous Rice Balls in Sugar Syrup[EB/OL]. [2024-12-15].
[3] Gwee, A. Reminiscing the Angin Taon Baru[J]. The Peranakan Magazine, 2020(1): 18-21.
[4] Hongsittichaikul C. Enchanting "Peranakan" Cultural Heritage to the Art of Jewelry[D]. Bangkok: Silpakorn University, 2016.
[5] Huang C. The Preservation and Transmission of the Ancestral Ritual Traditions of the Thai-Chinese in Three Provinces in Northeast Thailand[M]. Maha Sarakham: Mahasarakham University, 2019.
[6] Konanthakiet J. Cultural Dimensions of the Peranakan in Phuket[M]. Bangkok: Silpakorn University, 2019.
[7] National Library Board. Peranakan Chinese[EB/OL]. [2013-08-26].
[8] Pattanapokinsakul K. The World of Peranakan Food Art Exhibition & Festival in Phuket: Festival review[J]. Journal of Convention & Event Tourism, 2025, 26(77): 1-5.
[9] Somboon Kantakian. เทศกาลขนมอี๋[EB/OL]. [2008-06-21].
[10] Victoria C.L. Letter from Baba Colin Chee[EB/OL]. [2019-01-19].
[11] Victoria C.L. Reminiscing the Angin Taon Baru[EB/OL]. [2020-01-15].
[12]Yamsrisuk C. Strategic of commoditization culture tourism (Baba food-Peranakan) in Phuket province[J]. Sripatum Chonburi Journal, 2020, 16(3): 1-10.
สามารถสนับสนุนเพจเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ที่
💵PromptPay: 0954289757
.
สามารถสั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่อง "เป็นบาบ๋าเพราะรู้สึก" แบบ E-book ได้ที่ Mebmarket
โฆษณา