22 ธ.ค. 2025 เวลา 08:00 • ประวัติศาสตร์

กองทัพโรมันยุคปลาย : ความเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาตัวรอดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด (The Late Roman Army)

ในแวดวงวิชาการสมัยใหม่ ยุค "ตอนปลาย" ของกองทัพโรมันนั้น นับจุดเริ่มต้นที่การเสด็จขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิไดโอคลิเชียน (Diocletian) ใน ค.ศ. 284 และสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 480 พร้อมกับการสวรรคตของจูเลียส เนพอส (Julius Nepos) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กองทัพของจักรวรรดิโรมันฝั่งตะวันตกค่อยๆ แตกสลายลงตามลำดับ ในขณะที่คู่ขนานทางฝั่งตะวันออก ซึ่งรู้จักกันในนาม "กองทัพโรมันตะวันออก" (หรือกองทัพไบแซนไทน์ยุคต้น) ยังคงรักษาขนาดและโครงสร้างไว้ได้อย่างมั่นคงจวบจนรัชสมัยของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 (ค.ศ. 527–565)
จักรวรรดิโรมัน ค.ศ. 180 "เมื่อครั้งบ้านเมือยังดี"
กองทัพโรมันในยุค "ปรินซิเพต" (Principate - 30 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 284) ได้ผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร อันเป็นผลพวงจากความโกลาหลวุ่นวายในกลียุคในคริสต์ศตวรรษที่ 3 สิ่งที่แตกต่างจากกองทัพยุคก่อนอย่างสิ้นเชิงคือ ระบบ "การเกณฑ์ทหาร", ค่าตอบแทนที่ต่ำ, โครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์และการป้องกันชายแดนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 และ 4 ได้เห็นการบูรณะป้อมค่ายชายแดนจำนวนมากให้แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการสร้างป้อมปราการแห่งใหม่ที่มีระบบป้องกันภัยที่แน่นหนากว่าเดิม การตีความแนวโน้มนี้ได้จุดชนวนการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในหมู่นักวิชาการว่า กองทัพได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่ "การตั้งรับในทางลึก" (Defence-in-depth) หรือยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิมคือ "การตั้งรับส่วนหน้า" (Forward Defence) เหมือนเช่นยุคต้น
กำแพงเฮเดรียนบนเกาะบริเตน เป็นหลักฐานแสดงถึงป้อมค่ายชายแดนของโรมัน
ไม่ว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ใด ดูเหมือนว่ามันจะประสบความสำเร็จในการป้องกันการรุกรานของคนเถื่อนได้น้อยกว่ายุคคริสต์ศตวรรษที่ 1 และ 2 ซึ่งอาจเป็นเพราะแรงกดดันจากชนเผ่าต่างๆ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หรืออาจเป็นเพราะการดึงทหารฝีมือดีจำนวนมากไปรวมไว้เป็นกองทัพส่วนกลางภายในประเทศ จนทำให้กองกำลังชายแดนขาดแคลนการสนับสนุนที่เพียงพอ
หลักฐานเกี่ยวกับการวางกำลังของกองทัพในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ส่วนใหญ่ถูกบรรจุอยู่ในเอกสารฉบับเดียว นั่นคือ "โนทิเทีย ดิกนิทาทัม" (Notitia Dignitatum) ซึ่งรวบรวมขึ้นในช่วง ค.ศ. 395 - 420 เปรียบเสมือนคู่มือทำเนียบข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของโรมันยุคปลาย (เหมือนพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง) ข้อบกพร่องสำคัญคือการขาดตัวเลขกำลังพล ทำให้การประเมินขนาดกองทัพเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งเอกสารนี้รวบรวมขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 จึงยากที่จะนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ในช่วงก่อนหน้านั้น
ภาภในหนังสือ "โนทิเทีย ดิกนิทาทัม" (Notitia Dignitatum) ที่คัดลอกใหม่ 1,000 ปีให้หลัง
แหล่งข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งคือ "เรส เกสเท" (Res Gestae) หรือพงศาวดารของ อัมมิอานุส มาร์เซลลินุส (Ammianus Marcellinus) ซึ่งหนังสือที่หลงเหลืออยู่ครอบคลุมช่วง ค.ศ. 353 - 378 มาร์เซลลินุสเองเป็นทหารผ่านศึกและได้รับการยกย่องจากนักวิชาการว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและทรงคุณค่า แต่กลับไม่ได้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของโนทิเทีย ในเรื่องความแข็งแกร่งของกองทัพหรือจำนวนหน่วยรบ เนื่องจากเขาแทบไม่เคยระบุตัวเลขที่ชัดเจน
แหล่งข้อมูลหลักลำดับที่สามคือประมวลกฎหมายจักรพรรดิที่ตราขึ้นในจักรวรรดิโรมันตะวันออกช่วงศตวรรษที่ 5 และ 6 ได้แก่ ประมวลกฎหมายธีโอโดเซีย (Theodosian Code - ค.ศ. 438) และ ประมวลกฎหมายแพ่ง (Corpus Juris Civilis - ค.ศ. 528 - 39) ซึ่งรวบรวมกฎหมายโรมันตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 และบรรจุกฤษฎีกาจักรพรรดิมากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบและการบริหารกองทัพ
ตำราพิชัยสงครามของเวเกติอุส "เด เร มิลิทาริ" (De re militari) คือตำราว่าด้วยการทหารของโรมันโดย เวเกติอุส (Vegetius) ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 บรรจุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกองทัพยุคปลาย แม้จุดเน้นของงานจะอยู่ที่กองทัพยุคสาธารณรัฐและปรินซิเพต ทว่าเวเกติอุสไร้ประสบการณ์ทางทหารอย่างสิ้นเชิง ทำให้มีความน่าเชื่อถือต่ำ
ตำราพิชัยสงคราม "เด เร มิลิทาริ" (De re militari)
ส่วนหลักฐานลายลักษณ์อักษรในคริสต์ศตวรรษที่ 3 และ 4 ได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับยุคก่อนหน้า ใบประกาศเกียรติคุณ (Diplomas) ไม่ได้ออกให้แก่ทหารกองหนุนที่ปลดประจำการอีกต่อไปหลัง ค.ศ. 203 นอกจากนี้ จำนวนป้ายหลุมศพ แท่นบูชา และจารึกอุทิศของทหารโรมันก็ลดลง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากค่านิยมที่เปลี่ยนไป จากการเพิ่มขึ้นของทหารเกณฑ์ต่างชาติและการผงาดขึ้นของศาสนาคริสต์
ในอดีตอันเกรียงไกรแห่งโรมนนั้น
กองทัพประจำการในยุคปรินซิเพต (Principate) ซึ่งสถาปนาโดยจักรพรรดิผู้ก่อตั้ง "ออกัสตัส" (Augustus - ครองราชย์ 30 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 14) ยืนยงคงอยู่จนถึงปลายศตวรรษที่ 3 โดยประกอบด้วยสองเหล่าทัพหลักที่แยกจากกัน และขับเคลื่อนด้วยอาสาสมัครมืออาชีพเป็นส่วนใหญ่
- กองพลลีเจียน (Legions) คือหน่วยทหารราบอันเกรียงไกร มีจำนวนระหว่าง 25 ถึง 33 กองพล แต่ละกองพลมีกำลังพลประมาณ 5,500 นาย (เป็นทหารราบเกือบทั้งหมด มีทหารม้าเพียง 120 นาย) ซึ่งรับสมัครเฉพาะ "พลเมืองโรมัน" เท่านั้น
กองพลลีเจียน (Legions)
- กองทหารช่วยรบ (Auxilia) ประกอบด้วยหน่วยย่อยประมาณ 400 หน่วย แต่ละหน่วยมีขนาดเล็กกว่าลีเจียนมาก คือประมาณ 500 นาย (ส่วนน้อยมีถึง 1,000 นาย) แบ่งออกเป็น กองพันทหารม้า (Alae), กองพันทหารราบ (Cohortes) และกองพันผสม (Cohortes equitatae) หน่วยเหล่านี้คือขุมกำลังหลักเหล่าทหารม้าและพลธนูของโรมัน อีกทั้งตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 เป็นต้นมา จำนวนทหารราบในหน่วยช่วยรบนี้ก็มีจำนวนพอๆ กับในลีเจียน โดยทหารส่วนใหญ่เกณฑ์มาจาก "เพเรกรินี" (Peregrini) หรือราษฎรในอาณัติที่ยังไม่มีสัญชาติโรมัน
กองทหารช่วยรบ (Auxilia)
ในยุคนี้ ทั้งลีเจียนและออซิลีอา ล้วนประจำการอยู่ที่ชายแดนแทบทั้งสิ้น กองกำลังสำคัญเพียงหน่วยเดียวที่อยู่ใกล้มือจักรพรรดิคือ "กองทหารรักษาพระองค์เพรทอเรียน" (Praetorian Guard) จำนวน 10,000 นาย ซึ่งประจำการอยู่ที่กรุงโรม
ชนชั้นนำของกองทัพส่วนใหญ่มาจากชนชั้นสูงชาวอิตาเลียน ซึ่งแบ่งเป็นสองระดับคือ "ชนชั้นสมาชิกสภา" (Ordo senatorius) และ "ชนชั้นนักรบ" (Equites) กลุ่มอำนาจเล็กๆ ที่มีจำนวนไม่ถึง 10,000 นายนี้ผูกขาดอำนาจทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ ของประชากรทั้งจักรวรรดิที่มีถึง 80 ล้านคน สร้างเสถียรภาพอันน่าทึ่งตลอด 200 ปีแรก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 โครงสร้างอันแข็งแกร่งนี้กำลังจะถูกสั่นคลอน …
จักรพรรดิคาราคัลลา (Caracalla) ออกกฎหมาย "คอนสติทูทิโอ อันโตนิเนียนา" (Constitutio Antoniniana) ใน ค.ศ. 212 ที่มอบสัญชาติโรมันให้แก่ราษฎรเสรีชนทุกคนในจักรวรรดิ ส่งผลให้สถานะ "ชั้นสอง" ของเพเรกรินีสิ้นสุดลง เส้นแบ่งระหว่างกองพลลีเจียนและกองทหารช่วยรบจึงเลือนราง ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 ลีเจียนจึงไม่ใช่หน่วยรบที่เหนือกว่าทางสังคมอีกต่อไป (แม้จะยังคงสถานะหน่วยรบชั้นยอด) และชุดเกราะแผ่นลอริกา เซกเมนทาทา (Lorica segmentata) อันเป็นเอกลักษณ์ ก็ถูกเลิกใช้ไปในที่สุด
ส่วนโครงสร้างการบังคับบัญชาแบบเดิมที่ให้ขุนนางพลเรือนสลับมาคุมทหารเริ่มเสื่อมความนิยมลง ชนชั้นนักรบ (Equites) และนายทหารที่ไต่เต้ามาจากตำแหน่ง "ไพรมัสพิลัส" (Primuspilus) หรือนายกอง เริ่มเข้ามาแทนที่ชนชั้นสมาชิกสภาในตำแหน่งระดับสูง จักรพรรดิเซปติมิอุส เซเวรัส และกัลลิเอนัส ได้แต่งตั้งนายทหารอาชีพเหล่านี้ให้คุมกองพลลีเจียน
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเพิ่มความเป็นมืออาชีพ แต่ก็นำมาซึ่งการก่อกบฏโดยนายพลผู้ทะเยอทะยาน ทำให้คริสต์ศตวรรษที่ 3 เต็มไปด้วยการรัฐประหารและสงครามกลางเมือง ดังนั้นเพื่อความอยู่รอด จักรพรรดิเริ่มสะสมกองกำลังส่วนตัวที่เรียกว่า "โคมิทาทุส" (Comitatus - ผู้ติดตาม) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เซปติมิอุส เซเวรัส เพิ่มจำนวนทหารรักษาพระองค์เป็นสองเท่า และนำกองพลลีเจียนที่ 2 พาร์ธิกา (II Parthica) มาประจำการใกล้โรม เป็นลีเจียนแรกที่ได้เหยียบแผ่นดินอิตาลีนับตั้งแต่สมัยออกัสตัส แนวโน้มการรวมศูนย์กำลังรบไว้รอบกายจักรพรรดินี้จะพุ่งสู่จุดสูงสุดในสมัยของคอนสแตนตินมหาราช
นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการแยกหน่วยรบย่อยออกมาปฏิบัติการถาวร ทำให้เกิดหน่วยประเภทใหม่ๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 เช่น "เว็กซิลลาทิโอ" (Vexillatio) ซึ่งเดิมหมายถึงกองทหารย่อยใดๆ แต่ในยุคหลังหมายถึงหน่วยทหารม้าชั้นยอด และเริ่มมีการรับทหารจากชนเผ่าอนารยชนเข้ามาเป็นหน่วยรบในนาม "เฟเดราติ" (Foederati - พันธมิตร) อย่างเป็นทางการอีกด้วย
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 จักรวรรดิดิ่งสู่วิกฤตการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจที่เกือบทำให้โรมล่มสลาย ระหว่าง ค.ศ. 251 - 271 ชายแดนทุกด้านถูกรุกรานโดยชาวอลามันนี, ซาร์เมเชียน, กอธ และเปอร์เซีย พร้อมๆ กับที่กองทัพต้องเผชิญกับโรคระบาดครั้งใหญ่
กลียุคคริสต์ศตวรรษที่ 3
"โรคระบาดแห่งไซปรัส" (Plague of Cyprian) คร่าชีวิตผู้คนและบั่นทอนกำลังพลอย่างมหาศาล วิกฤตการณ์นี้จุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลล้มละลายจนต้องลดค่าเงินตรา เหรียญเงินที่ใช้จ่ายค่าจ้างทหารสูญเสียมูลค่าไปถึง 95% นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง เศรษฐกิจพังทลาย กองทัพต้องอาศัยการเกณฑ์อาหารและเสบียงจากชาวบ้านโดยตรง ซึ่งทำลายเศรษฐกิจของมณฑลชายแดนย่อยยับ เงินเดือนทหารกลายเป็นเพียงเหรียญไร้ค่า ทำให้การสมัครใจเป็นทหารลดฮวบ รัฐบาลจึงต้องหันมาใช้การ "เกณฑ์ทหาร" และรับสมัครคนเถื่อนเข้ามาทดแทน
ท่ามกลางความโกลาหลนี้ กลุ่มนายทหารเชื้อสายอิลลิเรียนและเธรเซียน (จากแถบดานูบ) ได้ก้าวขึ้นมายึดอำนาจรัฐ ใน ค.ศ. 268 จักรพรรดิกัลลิเอนัสถูกโค่นล้มโดยกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งรวมถึงจักรพรรดิผู้สืบทอดอย่าง คลอดิอุสที่ 2 โกธิคัส, ออเรเลียน และไดโอคลิเชียน พวกเขาสถาปนาตนเองเป็นเหมือน "คณะเผด็จการทหาร" (Military Junta) ที่สืบทอดอำนาจในหมู่คณะเดียวกัน
1
เพื่อกอบกู้สถานการณ์ คณะทหารนี้ได้พลิกฟื้นสถานการณ์ด้วยชัยชนะต่อเนื่อง โดยเฉพาะชัยชนะเหนือพวกกอธที่เมืองนาอิสซัส (Naissus) และเพื่อแก้ปัญหาประชากรลดลง พวกเขาดำเนินนโยบายเชิงรุกด้วยการกวาดต้อนชนเผ่าที่พ่ายแพ้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจักรวรรดิ มอบที่ดินแลกกับการเป็นทหาร ชุมชนเหล่านี้เรียกว่า "เลติ" (Laeti) ซึ่งกลายเป็นแหล่งกำลังพลชั้นยอดในยุคต่อมา
ต่อมาจักรพรรดิไดโอคลิเชียน (ครองราชย์ ค.ศ. 284 - 305) ได้ทำการปฏิรูปขนานใหญ่เพื่อเปลี่ยนจักรวรรดิให้เป็น "ฐานส่งกำลังบำรุงทางทหาร" อย่างเป็นระบบ พระองค์ทรงแบ่งแยกอำนาจการปกครองและการทหารออกจากกันเพื่อป้องกันการกบฏ เขาแบ่งจักรวรรดิเป็นตะวันออกและตะวันตก (ระบบจตุราธิปไตย) และยุบมณฑลจาก 42 เป็น 120 มณฑล เพื่อลดอำนาจข้าหลวง ที่สำคัญที่สุดคือ ข้าหลวงมณฑลชายแดนถูกริบอำนาจทางทหาร และมอบให้แก่นายพลอาชีพที่เรียกว่า "ดุกซ์ ลิมิทิส" (Duces limitis) หรือผู้บัญชาการชายแดนแทน
จักรพรรดิไดโอคลิเชียน
ส่วนกำลังพลและเสบียง มีการบังคับใช้การเกณฑ์ทหารรายปีอย่างเป็นระบบ และกำหนดให้บุตรชายทหารต้องรับราชการสืบต่อจากบิดา จำนวนกองพลลีเจียนจึงเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว (แม้ขนาดหน่วยจะเล็กลง) และวางระบบภาษีใหม่ (Indictiones) ที่คำนวณล่วงหน้า 5 ปี โดยผูกติดชาวนาไว้กับที่ดิน (ต้นกำเนิดระบบ Serfdom ในยุคกลาง) เพื่อประกันผลผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงดูกองทัพ
เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (ครองราชย์ ค.ศ. 312 - 337) เหล่าจตุราธิปไตยได้สู้รบกันเอง พระองค์สามารถปราบแมกเซนเทียส (Maxentius) คู่แข่งลงได้ใน ค.ศ. 312 พระองค์ได้ยุบ "กองทหารรักษาพระองค์เพรทอเรียน" (Praetorian Guard) ซึ่งอยู่มากว่า 300 ปีลงอย่างถาวร เหตุผลเบื้องหน้าคือการที่หน่วยนี้สนับสนุนศัตรูของพระองค์ แต่ในความเป็นจริง จักรพรรดิในยุคหลังแทบไม่ได้พำนักอยู่ในกรุงโรมอีกต่อไป หลังจากนี้หน้าที่ในการคุ้มกันองค์จักรพรรดิจึงถูกถ่ายโอนไปยังหน่วยทหารม้าหน่วยใหม่ที่เรียกว่า "สโคเล" (Scholae)
คอนสแตนตินทรงได้ขยายขนาดของ "โคมิทาทุส" (Comitatus) หรือกองทัพส่วนกลาง ให้กลายเป็นกองกำลังขนาดมหึมาและถาวร พระองค์ดึงตัวหน่วยรบจากชายแดนเข้ามาสมทบ และสร้างหน่วยรบใหม่ขึ้น ทั้งกองทหารม้า (Vexillationes) และกองทหารราบรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "ออซิลีอา" (Auxilia)
กองทัพส่วนกลางที่ขยายตัวขึ้นนี้ถูกวางโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ โดยอยู่ภายใต้การนำของสองขุนพลใหญ่ คือ "มาจิสเตอร์ เพดิทัม" (Magister Peditum - ผู้บัญชาการทหารราบ) และ "มาจิสเตอร์ เอควิตัม" (Magister Equitum - ผู้บัญชาการทหารม้า) ทหารในกองทัพนี้ได้รับสมญานามอย่างเป็นทางการว่า "โคมิทาเทนเซส" (Comitatenses) เพื่อแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนจาก "ลิมิตาเนอิ" (Limitanei) หรือทหารชายแดน
ส่วนขนาดของกองทัพส่วนกลางในยุคนี้ยังเป็นที่ถกเถียง แต่โซซิมุส (Zosimus) นักประวัติศาสตร์บันทึกว่า คอนสแตนตินระดมพลได้ถึง 98,000 นาย ในศึกปราบแมกเซนเทียส หากยอมรับว่ากองทัพรวมมีประมาณ 400,000 นาย กองทัพส่วนกลางนี้จะมีขนาดราว 1 ใน 4 ของกองทัพทั้งหมด ซึ่งนักวิชาการสมัยใหม่มองว่า หน้าที่หลักของกองทัพส่วนกลางขนาดใหญ่นี้ คือ "หลักประกันความมั่นคง" ของจักรพรรดิ เพื่อป้องปรามผู้คิดก่อการกบฏ มากกว่าจะเป็นกองหนุนทางยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของไดโอคลิเชียน ชายแดนของจักรวรรดิโรมันจึงเต็มไปด้วยเมือง ป้อมค่าย และหอคอย... กองทัพทั้งหมดประจำการอยู่ที่นั่น ทำให้คนเถื่อนไม่อาจเจาะผ่านเข้ามาได้... แต่คอนสแตนตินได้ทำลายระบบป้องกันนี้ โดยการถอนทหารส่วนใหญ่ออกจากชายแดน และนำไปประจำการในเมืองที่ไม่ต้องการความคุ้มครอง
โซซิมุส (Zosimus)
นี่คือคำวิจารณ์อันเผ็ดร้อนของโซซิมุส (Zosimus) แม้คำวิจารณ์นี้จะดูรุนแรงเกินจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดึงหน่วยรบฝีมือดีที่สุด (Best units) เข้ามาไว้ส่วนกลาง ย่อมทำให้ความแข็งแกร่งของแนวป้องกันชายแดนลดทอนลง (ไม่ต่างอะไรกับที่ราชวงศ์ซ่งเหนือกระทำ) และเพิ่มความเสี่ยงที่ข้าศึกจะเจาะทะลวงเข้ามาได้ง่ายขึ้นช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4
หลังการสวรรคตของคอนสแตนติน จักรวรรดิถูกแบ่งแยกในหมู่พระราชโอรส กองทัพส่วนกลางจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามภูมิภาค ได้แก่ กอล (Gaul), อิลลิริคัม (Illyricum) และตะวันออก (East) การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดโครงสร้างใหม่ คือ
"โคมิทาเทนเซส" (Comitatenses)
- โคมิทาทุสประจำภูมิภาค (Regional Comitatus) กองทัพสนามที่ประจำอยู่ในมณฑลยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่สนับสนุนทหารชายแดนในพื้นที่
- โคมิทาทุส เพรเซนทาเลส (Comitatus Praesentales) กองทัพคุ้มกันจักรพรรดิ หรือ "กองทัพหลวง" ที่ติดตามพระองค์ไปทุกที่ (ภายหลังหน่วยนี้ได้รับการยกระดับเป็นเกรด "พาลาตินี" (Palatini) ซึ่งมีเกียรติยศและเงินเดือนสูงที่สุด)
ในเอกสาร โนทิเทีย ดิกนิทาทัม (ราว ค.ศ. 400) มีกองทัพสนามประจำภูมิภาคถึง 6 กองทัพในฝั่งตะวันตก และ 3 กองทัพในฝั่งตะวันออก สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนกลับไปสู่การกระจายกำลังเพื่อรับมือภัยคุกคามตามชายแดนอีกครั้ง แต่กองทัพหลวงรักษาพระองค์ (Praesentales) ก็ยังคงมีขนาดใหญ่ โดยรวมกันแล้วมีกำลังพลถึง 75,000 นาย
แม้จะเป็นจักรวรรดิโรมันเหมือนกัน แต่ทั้งสองฝั่งกลับมีตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสุงสุดที่ต่างกัน
- ฝั่งตะวันออก ผู้บัญชาการสูงสุด มีตำแหน่ง "มาจิสเตอร์ มิลิทัม" (Magister Militum) 5 นาย (2 นายคุมกองทัพหลวงรักษาพระองค์, 3 นายคุมกองทัพภาค) โดยแม่ทัพเหล่านี้ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิโดยตรง ส่วนผู้บัญชาการชายแดน (Duces) 13 นาย ขึ้นตรงต่อแม่ทัพภาคของตน ซึ่งโครงสร้างนี้ช่วยคานอำนาจและป้องกันไม่ให้นายพลคนใดคนหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป
- ฝั่งตะวันตก จะอยู่ภายใต้ขุนศึกเพียงคนเดียว นั่นคือ จอมทัพ (Generalissimo) โดยตำแหน่งที่เรียกว่า "มาจิสเตอร์ อุทริอุสเก มิลิเทีย" (Magister utriusque militiae - จอมพลแห่งกองทัพทั้งสองเหล่า) ตำแหน่งนี้เกิดขึ้นจากการเรืองอำนาจของสติลิโค (Stilicho) ขุนศึกลูกครึ่งแวนดัล โดยจอมทัพคุมกองทัพหลวงขนาดใหญ่ที่มิลาน และผู้บัญชาการกองทัพภาคทั้งหมด (ชั้นยศ Comes rei militaris) รวมถึงผู้บัญชาการชายแดน (Duces) เกือบทั้งหมดต้องรายงานตรงต่อจอมทัพไม่ใช่จักรพรรดิ
ด้านเครื่องแบบทหารได้ปรับเปลี่ยนตามอิทธิพลของภูมิภาคยุโรปเหนือและวัฒนธรรมคนเถื่อน ทหารยุคนี้สวมเสื้อทูนิคแขนยาว สวมกางเกงขายาว (Bracae) และรองเท้าบูทหุ้มข้อ แทนที่รองเท้าแตะสานแบบเดิม เสื้อคลุมมักประดับตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตสีสันสดใส บ่งบอกถึงหน่วยสังกัด และเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้คือ "หมวกทรงปานนอนเนียน" (Pannonian cap) หมวกทรงกลมไม่มีปีกที่นิยมสวมใส่กันทั่วไปเมื่อไม่ได้ออกรบ
ซึ่งมีข้อถกเถียงสำคัญจากบันทึกของเวเกติอุส ที่กล่าวหาว่า
"ทหารยุคหลังเกียจคร้านจนเลิกสวมเกราะและหมวกเหล็ก
ทำให้ถูกธนูข้าศึกสังหารเป็นใบไม้ร่วง"
เวเกติอุส
ทว่าหลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรมกลับโต้แย้งคำกล่าวนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะความเป็นจริงคือ ทหารส่วนใหญ่ยังคงสวมเกราะอย่างมิดชิด โดยเปลี่ยนกลับมาใช้ "เกราะโซ่ถัก" (Chain mail) และ "เกราะเกล็ด" (Scale armour) ที่คลุมยาวลงมาถึงต้นขา ซึ่งทนทานและดูแลรักษาง่ายกว่าเกราะแผ่นแบบเก่า ส่วนทหารม้าเกราะหนักนั้น สวมเกราะที่ซ้อนทับกันหลายชั้นราวกับสัตว์ประหลาดหุ้มโลหะ พร้อมหน้ากากเหล็กที่ปิดบังใบหน้าจนมิดชิด
"เกราะโซ่ถัก" (Chain mail)
หมวกเหล็กทรงโรมันแบบคลาสสิกถูกแทนที่ด้วยหมวกทรงใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซีย เรียกว่า "หมวกทรงสัน" (Ridge Helmets) ซึ่งประกอบขึ้นจากแผ่นเหล็กสองชิ้นมาประกบกันตรงกลาง (เช่นแบบ Intercisa) แม้จะผลิตง่ายและราคาถูกกว่า แต่ก็ให้การป้องกันที่น้อยกว่าแบบเดิม ทว่าในกลุ่มนายทหารชั้นสูง หมวกเหล่านี้มักหุ้มด้วยเงินหรือทองคำประดับอัญมณีอย่างวิจิตรบรรจง
"เกราะเกล็ด" (Scale armour)
ส่วนศาสตราวุธคู่กาย ดาบสั้นกลาดิอุส (Gladius) สำหรับแทงระยะประชิดถูกปลดระวาง และแทนที่ด้วย "สปาธา" (Spatha) ดาบยาวที่เดิมใช้แต่ในทหารม้า เพื่อเพิ่มระยะในการฟัน นอกจากนี้ ทหารราบยังเปลี่ยนมาใช้หอกแทง (Hasta) เป็นอาวุธหลักในการตั้งรับ
ดาบ "สปาธา" (Spatha)
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืออาวุธขว้างชนิดใหม่ที่เรียกว่า "พลัมบาเท" (Plumbatae) มันคือลูกดอกเหล็กถ่วงน้ำหนักด้วยตะกั่ว ทหารหนึ่งนายสามารถพกติดหลังโล่ได้ถึง 5-6 ดอก ด้วยน้ำหนักและแรงส่ง มันสามารถเจาะทะลุเกราะข้าศึกได้จากระยะไกลกว่า 30 เมตร สร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าหอกซัดทั่วไป
"พลัมบาเท" (Plumbatae)
ความลับที่ทำให้กองทัพโรมันเหนือกว่าศัตรูทุกลุ่ม (ยกเว้นเปอร์เซีย) ไม่ใช่แค่ความกล้าหาญ แต่คือระบบส่งกำลังบำรุงที่เป็นเลิศ จักรพรรดิไดโอคลิเชียนได้เปลี่ยนจักรวรรดิให้กลายเป็น "ฐานทัพขนาดมหึมา" เวลานี้หมดยุคที่ช่างตีเหล็กในค่ายทหารจะตีดาบกันเอง รัฐบาลได้จัดตั้งเครือข่ายโรงงานอุตสาหกรรมหลวงที่เรียกว่า "ฟาบริเค" กระจายอยู่ทั่วจักรวรรดิ โรงงานเหล่านี้แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน บางแห่งผลิตเฉพาะดาบ บางแห่งผลิตเฉพาะเกราะ หรือธนู ทำให้สามารถผลิตอาวุธมาตรฐานได้ในปริมาณมหาศาลเพื่อป้อนให้แก่กองทัพ
แล้วเพื่อเลี้ยงดูกองทัพนับแสนนาย การขนส่งทางบกด้วยเกวียนวัวนั้นเชื่องช้าและสิ้นเปลืองเกินไป (วัวกินหญ้าเท่ากับน้ำหนักสัมภาระที่มันลาก) โรมันจึงพึ่งพา "การขนส่งทางน้ำ" เป็นหลัก เรือบรรทุกสินค้าหนึ่งลำสามารถขนเสบียงได้เท่ากับเกวียน 150 เล่ม กองเรือรบประจำแม่น้ำ (Fluvial flotillas) จึงมีความสำคัญยิ่งชีพในการคุ้มกันเส้นทางลำเลียงบนแม่น้ำไรน์และดานูบ เพื่อให้มั่นใจว่าทหารจะมีอาหารกินตลอดทั้งปี
หัวใจของการตั้งรับตามแนวชายแดน และเมืองสำคัญต่างๆ คือ ป้อมปราการ (Fortifications) ซึ่งป้อมปราการในคริสต์ศตวรรษที่ 4 คือ "เครื่องจักรสังหาร" ที่แท้จริง สถาปัตยกรรมทางทหารได้พัฒนาขึ้น คือกำแพงเมืองหนาขึ้นและสูงขึ้น (เฉลี่ยหนา 3 เมตร สูง 9 เมตร), หอคอย เปลี่ยนจากทรงสี่เหลี่ยมเป็นทรงกลมหรือเกือกม้า และสร้างให้ "ยื่นออกมา" จากแนวกำแพง เพื่อให้พลธนูสามารถยิงขนาบข้างใส่ข้าศึกที่พยายามปีนกำแพงได้ และ คูเมืองที่กว้างและลึกกว่าเดิม เพื่อกันไม่ให้เครื่องกระทุ้งกำแพงเข้าถึงตัวป้อม
ป้อมปราการเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อ "ขัง" ทหาร แต่เป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งที่ช่วยให้กองกำลังขนาดเล็กสามารถต้านทานกองทัพข้าศึกขนาดใหญ่ได้นานนับเดือน เพื่อรอให้กองทัพสนามเคลื่อนที่มาช่วย
ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี (Strategy and Tactics) ในปลายสมัยจักรวรรดิได้เปลี่ยนไป
- นักประวัติศาสตร์ เอ็ดเวิร์ด ลัตต์วาก (Edward Luttwak) เสนอทฤษฎีว่า โรมันเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการสกัดกั้นที่ชายแดน มาเป็นการ "ยอมให้ข้าศึกบุกเข้ามา" แล้วค่อยใช้กองทัพส่วนกลางไล่บดขยี้ในภายหลัง หรือที่เรียกว่า การตั้งรับในทางลึก (Defence-in-depth) แต่ทฤษฎีนี้ถูกโต้แย้งอย่างหนัก เพราะหลักฐานชี้ว่าโรมันยังคงพยายามตรึงกำลังที่ชายแดนอย่างสุดความสามารถ และมักยกทัพข้ามพรมแดนไปโจมตี "ตัดไฟแต่ต้นลม" อยู่เสมอ
- สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ "ความก้าวร้าว" กองทัพยุคปลายหลีกเลี่ยงการปะทะแตกหักหากไม่จำเป็น เพราะทหารนั้นฝึกยากและราคาแพง พวกเขาเน้นการซุ่มโจมตี ตัดเสบียง และไล่ต้อนให้ข้าศึกจนมุมเสียมากกว่า
เมื่อต้องรบประจันหน้า ทหารราบจะตั้งกระบวนทัพ "กำแพงโล่" (Shield Wall) ที่แน่นหนา ใช้หอกยาวป้องกัน และระดมยิงอาวุธปล่อยใส่ข้าศึก ทหารม้าทำหน้าที่ปีกซ้ายขวาเพื่อโอบล้อม ชัยชนะไม่ได้เกิดจากการบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งแบบยุคก่อน แต่เกิดจากการยืนหยัดอย่างอดทน รักษาระเบียบวินัย และบดขยี้ข้าศึกให้แหลกลาญด้วยทีมเวิร์ค
"กำแพงโล่" (Shield Wall)
ทีนี้ หลายคนอาจจะสงสัย ว่าเหล่าคนเถื่อนอนารยชนที่เข้ามาเป็นทหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จักรวรรดิล่มสลายได้จริงหรือ?
ประเด็นนี้สืบทอดมาจากผลงานระดับตำนานของ เอ็ดเวิร์ด กิบบอน (Edward Gibbon) เรื่อง "The Decline and Fall of the Roman Empire" ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เสนอสมมติฐานสองประการ
ประการแรก กองทัพยุคปลายได้รับชนต่างชาติหรือ "คนเถื่อน" เข้ามาเป็นทหารในจำนวนมหาศาลกว่ายุคใดๆ และประการที่สอง การทะลักเข้ามาของเลือดต่างสีนี้เองที่นำไปสู่ความเสื่อมทรามของระเบียบวินัย และเป็นต้นเหตุแห่งการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก
ซึ่งตามแนวคิดนี้ นายทหารและไพร่พลเชื้อสายคนเถื่อน ซึ่งมาจากชนเผ่าที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของโรม ย่อมไม่มีความจงรักภักดีที่แท้จริง พวกเขาพร้อมที่จะทรยศโรมไปเข้าพวกกับเผ่าของตนเอง และท้ายที่สุด กองทัพโรมันก็กลายสภาพเป็นเพียง "กองโจรรับจ้างต่างด้าว" ที่ไร้ประสิทธิภาพในการปกป้องจักรวรรดิ
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อย่าง เอ.ดี. ลี (A.D. Lee) ได้โต้แย้งทฤษฎีนี้อย่างแข็งขัน โดยชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ประการแรก กองทัพโรมันตะวันตกมิได้แปรสภาพเป็นกองทัพที่ไร้เขี้ยวเล็บ แต่ยังคงเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามและสามารถกำราบศัตรูได้จนถึงวาระสุดท้ายของโครงสร้างทางการเมืองในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 ดังเช่นชัยชนะเหนือ ราดากาอิซุส (Radagaisus) ในปี ค.ศ. 405
ยิ่งไปกว่านั้น จักรวรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนนายทหารเชื้อสายคนเถื่อนไม่น้อยไปกว่าฝั่งตะวันตก (ประมาณ 31% ของนายทหารในช่วง ค.ศ. 449 - 476 เป็นคนเถื่อน) กลับสามารถยืนหยัดอยู่ได้และไม่ล่มสลาย หากเชื้อชาติคือสาเหตุแห่งหายนะ เหตุใดฝั่งตะวันออกจึงรอดพ้น?
เรามักเผลอคิดไปว่า คนเถื่อนย่อมเข้าข้างคนเถื่อนด้วยกัน แต่ความจริงนั้นซับซ้อนกว่ามาก ชนเผ่าเยอรมันต่างทำสงครามเข่นฆ่ากันเองอย่างดุเดือดไม่แพ้ที่รบกับโรม ความขัดแย้งภายในเผ่าและการหนีตายจากการถูกไล่ล่า เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ชนเผ่าเหล่านี้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโรมตั้งแต่แรก ตามบันทึกประวัติศาสตร์ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่าทหารเชื้อสายคนเถื่อนทรรยศโรมเพราะเห็นแก่เผ่าพันธุ์
ตรงกันข้าม อัมมิอานุส กลับบันทึกไว้ว่า ทหารเหล่านี้รบด้วยความจงรักภักดีและห้าวหาญเยี่ยงวีรบุรุษ จนถึงขั้นที่ว่า กองทัพนิยมคัดเลือกพวกเขาเข้าสู่หน่วยรบชั้นยอด (Elite units) อย่างหน่วย "ออซิลีอา พาลาตินี" (Auxilia Palatina) ซึ่งมีสัดส่วนคนเถื่อนสูงถึงหนึ่งในสามหรือครึ่งหนึ่งของกำลังพล สะท้อนให้เห็นว่าในสายตาของแม่ทัพโรมัน "เลือดคนเถื่อน" คือเครื่องหมายการค้าของนักรบชั้นดี หาใช่คนทรยศไม่
ศัตรูที่แท้จริงอยู่ภายในต่างหาก เอเดรียน โกลด์สเวอร์ธี (Adrian Goldsworthy) นักประวัติศาสตร์การทหารชื่อดัง ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย มิใช่เพราะการรับคนเถื่อนเข้ามาเป็นทหาร แต่คือ "สงครามกลางเมือง" (Civil Wars) ที่เกิดขึ้นซ้ำซากไม่จบสิ้น
การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างขุนศึกและจักรพรรดิ ได้บั่นทอนกำลังของกองทัพลงอย่างย่อยยับ ทรัพยากรและทหารฝีมือดีที่ควรจะถูกใช้เพื่อป้องกันชายแดน กลับต้องมาล้มตายในการห้ำหั่นกันเองของชาวโรมัน ในขณะที่ฝั่งตะวันออกเผชิญกับสงครามภายในน้อยกว่า จึงสามารถรักษาเสถียรภาพไว้ได้
ท้ายที่สุด กองทัพโรมันยุคปลายคือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของการ "บริหารทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่สิ้นสุด" แม้พวกเขาจะสูญเสียความได้เปรียบเชิงรุก แต่พวกเขาก็สร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น จนสามารถยื้อชีวิตของจักรวรรดิให้ยืนยาวต่อไปได้อีกหลายศตวรรษ ท่ามกลางโลกที่กำลังพังทลายลง กองทัพโรมันยุคปลายจึงไม่ใช่จำเลยแห่งการล่มสลาย แต่คือ "ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ" ที่สามารถประคับประคองจักรวรรดิที่เน่าเฟะจากภายใน จวบจนวาระสุดท้ายที่แสงแห่งโรมดับสูญลงใน ค.ศ. 476
เมื่อกรุงโรมล่มสลาย
โฆษณา