23 ธ.ค. 2025 เวลา 04:40 • ประวัติศาสตร์

มหาสงครามเพโลพอนนีเซียน (ตอนที่ 1) : พญาคชสารและเจ้าสมุทร

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล แผ่นดินกรีกโบราณได้กลายเป็นเวทีแห่งการเผชิญหน้าของสองมหาอำนาจที่มีอุดมการณ์และแสนยานุภาพแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว นักประวัติศาสตร์เปรียบเปรยสงครามครั้งนี้ว่าเสมือน "การต่อสู้ระหว่างช้างกับวาฬ" ฝ่ายหนึ่งคือสปาร์ตา ผู้เป็นเจ้าแห่งพสุธา และอีกฝ่ายคือเอเธนส์ ผู้เป็นเจ้าแห่งมหรรณพ สงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) จึงมิใช่เพียงการรบพุ่ง แต่เป็นการพิสูจน์ยุทธศาสตร์ว่า "อำนาจทางบก" หรือ "อำนาจทางทะเล" ฝ่ายใดจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของเฮลลาส (Hellas)
ดินแดนกรีกโบราณ
สปาร์ตา (Sparta) คือตัวแทนแห่งความเป็นเลิศทางทหารบก หัวใจสำคัญคือกองทหารราบหนักที่เรียกว่า "ฮอปไลต์" (Hoplites) ซึ่งประกอบด้วย "สปาร์ติเอต" (Spartiates) หรือพลเมืองชั้นหนึ่งที่ผ่านการฝึกฝนจากระบบ "อาโกเก" (Agoge) ตั้งแต่เยาว์วัย ยุทธวิธีหลักคือการจัดกระบวนทัพแบบ "ฟาลังซ์" (Phalanx) ที่ทหารจะยืนเรียงแถวหน้ากระดานถือโล่กลมขนาดใหญ่ซ้อนทับกัน และใช้หอกยาวยื่นออกมาเป็นกำแพงมนุษย์ ความแข็งแกร่งของสปาร์ตามิได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่ระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียงที่สามารถบดขยี้ข้าศึกได้ในการปะทะบนที่ราบ
นักรบสปาร์ตา
ฝ่ายสปาร์ตาเป็นแกนนำของ "สันนิบาตเพโลพอนนีเซียน" (Peloponnesian League) ซึ่งรวมนครรัฐที่มีระบอบการปกครองแบบคณาธิปไตย (Oligarchy) หรืออนุรักษนิยม พันธมิตรหลักที่สำคัญที่สุดคือ "คอรินท์" (Corinth) นครรัฐที่มีกองทัพเรือใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเอเธนส์ และ "ธีบส์" (Thebes) แห่งแคว้นโบโอเชีย (Boeotia) ซึ่งมีกองทหารราบที่เข้มแข็ง การรวมตัวนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้านทานการขยายอิทธิพลของเอเธนส์และรักษาความเป็นอิสระของนครรัฐต่าง ๆ
ในทางตรงกันข้าม เอเธนส์ (Athens) วางรากฐานความมั่นคงไว้ที่กองทัพเรืออันเกรียงไกร พาหนะหลักคือเรือรบ "ไทรรีม" (Trireme) หรือเรือสามชั้น ที่ขับเคลื่อนด้วยฝีพายกว่า 170 คน ยุทธวิธีทางเรือของเอเธนส์มีความคล่องตัวสูง โดยใช้หัวเรือที่หุ้มทองสัมฤทธิ์พุ่งชนเรือข้าศึก (Ramming) สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝีพายเหล่านี้คือชนชั้น "เธต" (Thetes) หรือพลเมืองยากจน ซึ่งได้รับเงินค่าจ้างจากรัฐ ทำให้กองทัพเรือเอเธนส์เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้พลเมืองทุกชนชั้นมีส่วนร่วมในการป้องกันชาติ
1. กรุงเอเธนส์ 2. กองทัพเรือเอเธนส์
ฝ่ายเอเธนส์เป็นผู้นำของ "สันนิบาตดีเลียน" (Delian League) ซึ่งประกอบด้วยนครรัฐตามหมู่เกาะในทะเลอีเจียนและชายฝั่งไอโอเนีย เช่น เลสบอส (Lesbos), ไคออส (Chios) และซามอส (Samos) ความสัมพันธ์ของสันนิบาตนี้มีลักษณะกึ่งจักรวรรดิ โดยรัฐสมาชิกต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเป็นเงินหรือเรือรบให้แก่เอเธนส์ เพื่อแลกกับความคุ้มครองทางทะเล เงินทุนเหล่านี้ถูกนำมาใช้สร้างกองทัพเรือและสิ่งก่อสร้างสาธารณะในกรุงเอเธนส์
แผนที่บรรดาเมืองที่เป็นพันธมิตรกับเอเธนส์และสปาร์ตา
แหล่งข้อมูลหลักของสงครามครั้งนี้มาจากงานเขียนของ "ธูซิดิดีส" (Thucydides) ในหนังสือ "History of the Peloponnesian War" เขาเป็นนายพลชาวเอเธนส์ที่ถูกเนรเทศ ทำให้มีโอกาสเก็บข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย งานเขียนของเขาเน้นการวิเคราะห์เหตุผลทางการเมืองและการทหารอย่างเป็นเหตุเป็นผล แตกต่างจากเฮโรโดตัสที่มักสอดแทรกตำนาน นอกจากนี้ยังมีงานของ "ซีโนฟอน" (Xenophon) ที่บันทึกช่วงท้ายของสงคราม และหลักฐานทางโบราณคดี เช่น จารึกรายชื่อผู้เสียชีวิตและบัญชีเงินบำรุงสันนิบาต
"ธูซิดิดีส" (Thucydides)
หลังสงครามกับเปอร์เซีย ทั้งสองนครมีสนธิสัญญาสันติภาพ 30 ปีค้ำคออยู่ แต่ความทะเยอทะยานของเอเธนส์ได้แผ่ขยายจนไปกระทบผลประโยชน์ของพันธมิตรสปาร์ตาเข้าอย่างจัง ชนวนเหตุสำคัญได้ปะทุขึ้นจากสามเหตุการณ์
1. วิกฤตการณ์คอร์ไซรา (Corcyra) เอเธนส์ส่งกองทหารเรือเข้าไปแทรกแซงและให้ความช่วยเหลือแก่คอร์ไซราในการรบกับ "คอรินท์" (Corinth) ซึ่งเป็นพันธมิตรเอกและผู้คุมเศรษฐกิจของสปาร์ตา
2. การล้อมเมืองโพทิเดีย (Potidaea) เอเธนส์สั่งให้เมืองโพทิเดีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของคอรินท์แต่เป็นสมาชิกสันนิบาตดีเลียน ทำลายกำแพงเมืองและตัดความสัมพันธ์กับมาตุภูมิ นำไปสู่การกบฏและการปิดล้อมที่ยาวนาน
3. กฤษฎีกาเมการา (Megarian Decree) เพริคลีสใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด โดยห้ามชาวเมการา (พันธมิตรสปาร์ตา) เข้ามาค้าขายในตลาดเอเธนส์และท่าเรือต่างๆ ของจักรวรรดิ ซึ่งเท่ากับการบีบคอให้เมการาต้องอดตาย
การกระทำเหล่านี้ทำให้คอรินท์และพันธมิตรอื่นๆ กดดันสปาร์ตาอย่างหนัก ว่าหากสปาร์ตาไม่ลงมือทำอะไร พันธมิตรจะล่มสลาย สปาร์ตาจึงส่งคณะทูตยื่นคำขาดให้เอเธนส์ยกเลิกกฤษฎีกาและปลดปล่อยเมืองขึ้น แต่เพริคลีสปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวด้วยวาทะที่ว่า "เราจะไม่ยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่" สงครามจึงระเบิดขึ้นในปี 431 ก่อนคริสตกาล
ช่วงแรกของสงคราม 10 ปีแรก เรียกว่า "สงครามอาร์คิดาเมียน" (431 - 421 ปีก่อนคริสตกาล) ตามพระนามของกษัตริย์อาร์คิดามัสที่ 2 แห่งสปาร์ตา
เพริคลีส (Pericles) รัฐบุรุษแห่งเอเธนส์ วางยุทธศาสตร์ "ตั้งรับในบ้าน รุกนอกบ้าน" เขาอพยพประชากรทั้งหมดจากชนบทแถบแอตติกาเข้ามาหลบภัยหลัง "กำแพงยาว" (Long Walls) ที่เชื่อมเมืองเอเธนส์เข้ากับท่าเรือไพรีอุส ปล่อยให้ทหารสปาร์ตาเผาทำลายไร่นาตามใจชอบ เพราะตราบใดที่กำแพงยังอยู่และกองเรือยังครองทะเล เอเธนส์ก็ไม่มีวันอดตาย
เพริคลีส (Pericles) รัฐบุรุษแห่งเอเธนส์
กองทัพสปาร์ตานำโดยกษัตริย์อาร์คิดามัสที่ 2 ได้บุกเข้าสู่แอตติกาถึง 5 ครั้งในช่วงปี 431 - 425 ก่อนคริสตกาล เพื่อหวังยั่วยุให้เอเธนส์ออกมาสู้รบแบบแตกหัก แต่เพริคลีสยึดมั่นในยุทธศาสตร์ตั้งรับ ทหารสปาร์ตาทำได้เพียงทำลายพืชผลและอาคารบ้านเรือน ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงนัก เพราะเอเธนส์นำเข้าเสบียงมาทางเรือได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทหารสปาร์ตายังอยู่ได้ไม่นาน เพราะต้องรีบกลับไปดูแลการเก็บเกี่ยวและควบคุมทาสเฮลอต
กำแพงยาวกรุงเอเธนส์
ในขณะเดียวกัน กองเรือเอเธนส์ก็ออกปฏิบัติการดุจนกอินทรี โจมตีโฉบไปตามชายฝั่งของคาบสมุทรเพโลพอนนีส สร้างความเสียหายและตัดเส้นทางเสบียงของสปาร์ตา หวังบั่นทอนกำลังใจศัตรูให้ยอมสงบศึก
ในปี 428 ก่อนคริสตกาล เกาะเลสบอส นำโดยเมือง ไมทิลีนี (Mytilene) ได้ก่อกบฏต่อเอเธนส์ เอเธนส์ส่งกองทัพไปปิดล้อมจนเมืองยอมจำนน คลีออนเสนอในสภาให้สังหารผู้ชายทุกคนและขายผู้หญิงเป็นทาสเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู สภามีมติเห็นชอบและส่งเรือบรรทุกเพชฌฆาตออกไป แต่ในวันรุ่งขึ้น ชาวเอเธนส์เกิดสำนึกผิดและเปลี่ยนใจ ส่งเรืออีกลำไปยกเลิกคำสั่ง เรือลำที่สองต้องเร่งฝีพายอย่างบ้าคลั่งโดยไม่หยุดพัก และไปถึงทันเวลาพอดีที่คำสั่งแรกกำลังจะถูกอ่าน ช่วยชีวิตชาวไมทิลีนีส่วนใหญ่ไว้ได้อย่างหวุดหวิด
ระหว่างนั้น เอเธนส์แสดงอานุภาพทางทะเลอย่างเหนือชั้นในปี 429 ก่อนคริสตกาล เมื่อนายพลฟอร์มิโอ (Phormio) นำกองเรือเพียง 20 ลำ เอาชนะกองเรือพันธมิตรเพโลโปนีเชียน 47 ลำได้ที่เนาแพคตัส โดยใช้ยุทธวิธีแล่นวนรอบวงกลมของข้าศึกจนเรือข้าศึกเบียดเสียดกันเอง และยังเอาชนะกองเรือ 77 ลำได้อีกครั้งในเวลาต่อมา ย้ำเตือนว่าในทะเล เอเธนส์คือเจ้าทะเล
ยุทธนาวีที่เนาแพคตัส
ในปี 429 ก่อนคริสตกาล เมืองพลาเทีย (Plataea) ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของเอเธนส์ ถูกกองทัพสปาร์ตาและธีบส์เข้าปิดล้อมอย่างหนัก แม้ชาวพลาเทียจะขอความช่วยเหลือ แต่เอเธนส์กลับทำได้เพียงให้คำมั่นสัญญาปากเปล่าว่าจะส่งทหารมาช่วย การปิดล้อมดำเนินไปอย่างยาวนาน สุดท้ายเอเธนส์ก็ไม่ส่งทหารมา ผู้ที่เหลืออยู่ต้องยอมจำนนด้วยความหิวโหย ชาวเมืองชายทุกคนจึงถูกประหารชีวิต และผู้หญิงถูกขายเป็นทาส เป็นการล้างบางที่โหดร้ายและไร้ความปรานี
ยุทธศาสตร์หลีกเลี่ยงการปะทะทางบกกับกองทัพสปาร์ตาที่มีความเข้มแข็งกว่า โดยการอพยพประชาชนจากชนบทเข้ามาอยู่ภายใน "กำแพงยาว" (Long Walls) ที่เชื่อมต่อตัวเมืองเอเธนส์เข้ากับท่าเรือไพรีอัส เพื่ออาศัยการส่งบำรุงกำลังทางทะเล แต่แผนการที่ดูเหมือนจะไร้ช่องโหว่นี้กลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อศัตรูที่มองไม่เห็นได้เล็ดลอดเข้ามาทางเรือสินค้าจากอียิปต์
ในปี 430 ก่อนคริสตกาล โรคระบาดร้ายแรงได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองที่แออัดยัดเยียด ทูซิดิดีสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้บรรยายอาการของผู้ป่วยไว้อย่างน่าสยดสยองว่า "ผู้ป่วยจะรู้สึกร้อนรุ่มภายในดั่งไฟเผา ผิวหนังแดงก่ำและพุพอง ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นเน่า และมักเสียชีวิตภายใน 7 ถึง 9 วัน" ความตายไม่ได้เลือกชนชั้น วรรณะ หรือยศถาบรรดาศักดิ์
โรคระบาดแห่งกรุงเอเธนส์
ผลกระทบที่ตามมามิใช่เพียงความสูญเสียทางชีวภาพ แต่คือการล่มสลายของระเบียบวินัยทางสังคม (Social Collapse) เมื่อความตายรออยู่ตรงหน้า กฎหมายและจารีตประเพณีทางศาสนาก็ไร้ความหมาย ประชาชนเริ่มใช้ชีวิตอย่างเสเพล การประกอบพิธีศพถูกละเลย กองทัพเอเธนส์สูญเสียทหารฮอปไลต์ (Hoplites) ไปกว่า 4,400 นาย และทหารม้า 300 นาย คิดเป็น 1 ใน 3 ของกำลังรบทั้งหมด รวมถึงตัวเพริคลิสเอง ก็ต้องจบชีวิตลงด้วยโรคร้ายนี้ ทิ้งให้เอเธนส์ตกอยู่ในมือของกลุ่มการเมืองสายเหยี่ยวที่นิยมความรุนแรงในเวลาต่อมา
ภายหลังฟื้นตัวจากโรคระบาด เอเธนส์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกด้วยการส่งนายพลเดมอสเทนีส (Demosthenes) ไปยึดครองคาบสมุทรไพลอส (Pylos) ในแคว้นเมสซีเนีย เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนการก่อกบฏของทาสเฮลอต
สปาร์ตาจึงส่งกองทหารฮอปไลต์เข้าปิดล้อมและยึดเกาะสแฟกทีเรีย (Sphacteria) ที่อยู่ใกล้เคียง แต่กลับถูกกองทัพเรือเอเธนส์ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหาร ทหารสปาร์ตา 420 นายติดอยู่บนเกาะ เอเธนส์ตัดสินใจไม่ใช้ทหารราบเข้าปะทะ แต่ใช้ "พลธนูและทหารราบเบา" (Peltasts) ระดมยิงโจมตีจากระยะไกลและถอยหนีเมื่อทหารสปาร์ตาเข้าประชิด ยุทธวิธี "ตอดนิดตอดหน่อย" นี้ทำลายล้างระเบียบวินัยของฮอปไลต์ที่เชื่องช้า
การรบที่เกาะสแฟกทีเรีย (Sphacteria)
จนในที่สุด ทหารสปาร์ตา 292 นาย (รวมชนชั้นนักรบ 120 นาย) ยอมจำนน ซึ่งเป็นการทำลายตำนาน "ไร้พ่าย" ของสปาร์ตาลงอย่างสิ้นเชิง
ในปี 424 ปีก่อนคริสตกาล เอเธนส์พยายามรุกรานแคว้นโบโอเชีย (Boeotia) แต่ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพธีบส์ (Thebes) ณ ทุ่งดีเลียม (Delium) นายพลพากอนดัส (Pagondas) แห่งธีบส์ ได้ปฏิวัติการจัดทัพฟาลังซ์ โดยเพิ่มความลึกของแถวทหารปีกขวาเป็น 25 แถว (จากปกติ 8 แถว) เพื่อเพิ่มแรงปะทะในการเจาะทะลวงแนวรบเอเธนส์ นอกจากนี้ยังใช้กองทหารม้าเข้าโจมตีปีกของเอเธนส์ในจังหวะวิกฤติ ส่งผลให้กองทัพเอเธนส์แตกพ่ายยับเยิน
แผนที่การรบที่ทุ่งดีเลียม (Delium)
การรบครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบของการใช้ "การจัดทัพแบบผสมผสาน" (Combined Arms) และ "กองหนุนทางยุทธวิธี" ซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อยุทธศาสตร์การทหารในยุคต่อมา
ด้านสปาร์ตาที่กำลังเสียเปรียบและเสียขวัญ ได้นายพลอัจฉริยะนามว่า "บราซิดัส" (Brasidas) มากอบกู้สถานการณ์ แทนที่จะปะทะกับกำแพงเอเธนส์ตรงๆ บราซิดัสนำทัพทหารรับจ้างและทาสเฮลอตที่ได้รับการปลดปล่อย เดินทัพไกลขึ้นไปทางเหนือสู่แคว้นเธรซ เพื่อโจมตี "กระเป๋าเงิน" ของเอเธนส์ เขาใช้วาทศิลป์ควบคู่กับกำลังทหาร ปลุกระดมเมืองขึ้นของเอเธนส์ให้ก่อกบฏ และสามารถยึดเมืองแอมฟิโพลิส (Amphipolis) ซึ่งเป็นแหล่งเหมืองทองและไม้ต่อเรือสำคัญได้สำเร็จ
ต่อมาในปี 422 ปีก่อนคริสตกาล คลีออน (Cleon) ผู้นำสายสงครามของเอเธนส์ นำทัพขึ้นเหนือเพื่อยึดเมืองแอมฟิโพลิส (Amphipolis) คืนจากจากบราซิดัส (Brasidas) แม่ทัพอัจฉริยะของสปาร์ตา บราซิดัสตระหนักว่ากำลังพลของตนด้อยกว่า จึงวางกลอุบายให้ทหารพักผ่อนภายในกำแพงเมือง แสร้งทำเป็นหวาดกลัว เพื่อล่อให้คลีออนประมาทและเคลื่อนทัพผ่านหน้าประตูเมือง
บราซิดัส (มีทหารฮอปไลต์ 2,000 นาย และทหารรบพิเศษ) สังเกตเห็นความไม่เป็นระเบียบของกองทหารเอเธนส์ผ่านช่องกำแพง เขากล่าวกับทหารว่า
ดูสิ หอกของพวกมันแกว่งไปมา ศีรษะก้มต่ำ คนที่มีท่าทีเช่นนี้ไม่อาจต้านทานพวกเราได้
บราซิดัส
เมื่อสบโอกาส บราซิดัสจึงสั่งเปิดประตูเมืองและนำทหารพุ่งเข้าชาร์จกองทัพเอเธนส์ที่กำลังเสียกระบวนจากการถอยทัพ ผลคือทัพเอเธนส์ถูกสังหารกว่า 600 นาย รวมถึงคลีออน ส่วนบราซิดัสได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดแต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตของเขาเองในสมรภูมินี้
บราซิดัสนำการรบที่เมืองแอมฟิโพลิส
หลังการสูญเสียผู้นำสายเหยี่ยวของทั้งสองฝ่าย ในปี 421 ปีก่อนคริสตกาล นิซิอัส (Nicias) แห่งเอเธนส์ และกษัตริย์ไพลสโตอานักซ์ (Pleistoanax) แห่งสปาร์ตา ได้ร่วมลงนามใน "สันติภาพแห่งนิซิอัส" (Peace of Nicias) โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ทั้งสองฝ่ายต้องยุติการสู้รบเป็นเวลา 50 ปี
แลกเปลี่ยนเชลยศึกทั้งหมด (โดยเฉพาะนักรบสปาร์ตา 120 นาย ที่ถูกจับที่สแฟกทีเรีย)
คืนดินแดนที่ยึดได้ระหว่างสงคราม (เช่น เอเธนส์คืนไพลอส, สปาร์ตาคืนแอมฟิโพลิส)
นิซิอัส (Nicias) แห่งเอเธนส์
อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานี้มีความเปราะบางยิ่งนัก เนื่องจากพันธมิตรหลักของสปาร์ตาอย่างคอรินท์และธีบส์ ปฏิเสธที่จะลงนาม เพราะมองว่าสปาร์ตาเห็นแก่ตัวที่ยอมสงบศึกเพียงเพื่อแลกเชลยคืน
แม้เสียงกลองศึกจะเงียบสงบลงชั่วคราว แต่ความทะเยอทะยานของเอเธนส์มิได้มอดดับไปพร้อมกับคลีออน ในเงามืดของสภาเอเธนส์ บุรุษหนุ่มรูปงามผู้เปี่ยมด้วยวาทศิลป์และความมักใหญ่ใฝ่สูงนามว่า "อัลซิไบอะดีส" (Alcibiades) กำลังก้าวขึ้นมามีอำนาจ เขาไม่เชื่อในสันติภาพที่เปราะบางนี้ และสายตาของเขามิได้จับจ้องเพียงแค่สปาร์ตา แต่ทอดยาวข้ามทะเลไอโอเนียนไปยังเกาะที่มั่งคั่งด้วยทองคำและธัญญาหาร... "ซิซิลี" (Sicily)
การตัดสินใจครั้งต่อไปของเอเธนส์ จะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กรีก โปรดติดตามตอนต่อไป …
#เพจคุยเฟื่องเรื่องวันวาน
#ยัดเยียดวิทยาทาน
#กรีกโบราณ
โฆษณา