24 ธ.ค. 2025 เวลา 03:28 • ความคิดเห็น

ขวากหนามทั้งคู่ แต่อันหนึ่งทำจากพลาสติก อีกอันทำจากเหล็ก

ถ้าให้ผมในปัจจุบันเป็นคนตอบคำถามที่ว่า ‘ระหว่างระบบงานที่แย่ กับเพื่อนร่วมงานที่แย่ คุณจะเลือกอะไร ?’
ผมคงตอบแบบไม่คิดเลยครับ ว่า ‘เพื่อนร่วมงานที่แย่’ แม้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะตอบแบบมั่นใจเลยว่า ‘ระบบงานที่แย่’
เพราะถึงระบบงานมันจะแย่ แต่ถ้าเพื่อนร่วมงานดี สุขภาพจิตใจเราก็ยังดี และถึงงานจะยากจะไม่เป็นระบบ เราก็จะช่วยเหลือกันไปเรื่อยๆ จนกว่างานดังกล่าวจะสำเร็จลุล่วง
แต่หลังจากที่ได้เจอกับตัวจริงๆ แล้ว ผมต้องบอกตรงๆ เลยครับ ว่าระบบงานที่แย่ถือเป็นอะไรที่เลวร้ายกว่ากันเยอะครับ เพราะเพื่อนร่วมงานที่แย่ มันยังมีโอกาสที่เราจะหลีกหนีจากความแย่ของเพื่อนร่วมงานคนนั้นได้ แต่ระบบงานที่แย่นั้นเป็นอะไรที่คุณไม่มีทางหลบหนีได้แต่อย่างใด
แถมที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ
ระบบงานที่แย่ จะค่อยๆ เปลี่ยนคนทำงานให้แย่ตามไปด้วย
คล้ายๆ กับการที่คุณโยนหินเข้าไปในน้ำตกนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นหินที่แข็งแรงทนทานเท่าไหร่ สุดท้ายหินก้อนนั้นก็ต้องแตกสลายไปเพราะสายน้ำอยู่ดี
ไม่งั้นลองคิดภาพการทำงานที่การทำงานคือข้อผิดพลาดดูสิครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นที่ทำงานปกติ ถึงคุณจะไม่อยากทำงานเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณรู้ว่าการทำงานเพิ่มจากปกติจะส่งผลอะไรบางอย่างกับคุณ เช่นการประเมิน การเลื่อนตำแหน่ง หรืออะไรทำนองนั้น คุณก็จะมีไฟในการทำงานอยู่บ้างถูกไหมครับ แต่ถ้าเป็นที่ทำงานที่ไม่ได้ให้อะไรคุณกลับมาเลย การทำงานเพิ่ม ก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากการลงโทษ และคนที่ได้ทำงานเพิ่มก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากคนดวงซวย ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคนทำงานควรจะพยายามหาช่องหาโอกาสเพื่อแสดงความเก่งกาจของตนเอง
เพราะงั้นถ้าจะให้ผมเลือกระหว่าง ‘ระบบงานที่แย่’ กับ ‘เพื่อนร่วมงานที่แย่’ ในวินาทีนี้ มองว่าเพื่อนร่วมงานที่แย่จัดการได้งานกว่าเยอะครับ
แต่ถ้ามันแย่ทั้งสองอย่างเลยล่ะ ?
ถ้ามันแย่ทั้งสองอย่างเลย คุณก็อาจจะต้องมองซ้ายมองขวา แล้วถามกับตัวเองว่า ‘หรือฉันกำลังอยู่ใน The Hospital กันนะ’ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมเจออยู่เช่นเดียวกัน เนื่องจากอีกหนึ่ง Red Flag ที่เด่นชัดแบบสุดๆ ที่ผมสัมผัสได้จาก The Hospital ก็คือสองอย่างที่แย่ของที่นี่นั่นเอง
แต่การที่เราจะมองให้เรื่องสนุก เราคงต้องพยายามมองในมุมที่แตกต่างออกไป เพราะถ้าเราจะไปมองว่านิสัยของคนๆ หนึ่งเกิดจากการสั่งสอนในสมัยเด็กของพ่อแม่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ และสังคมที่พวกเขาผ่านมา เราก็คงจะได้ข้อสรุปเพียงว่า ‘จ้าก’ คือผลผลิตของความห่วยแตกในการสั่งสอนของพ่อแม่จ้าก หรือไม่ก็เป็นผลผลิตที่เกิดออกมาในขณะที่พ่อแม่จ้ากไม่พร้อมเลี้ยง หรืออะไรทำนองนั้น
ซึ่งก็ใช่แหละครับ
แต่ถามว่าเราได้ประโยชน์อะไรไหม ? ผมว่ามันอาจจะไม่ได้ประโยคเท่าไหร่
เพราะสุดท้ายแล้วปัญหาต่างๆ ในสังคมเรา ก็สามารถแก้ได้อย่างง่ายดาย เพราะเราสามารถให้ข้อสรุปว่าปัญหาต่างๆ รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ห่วยแตกของในสังคมเกิดจากความห่วยแตกในการสั่งสอนของพ่อแม่คนเหล่านั้น
ซึ่งพอเราไปจำกัดตัวเองไว้แบบนั้น เราก็จะไม่สามารถนำความผิดพลาดของคนเหล่านั้นมาใช้ในการสร้างวิธีการปกป้องใดๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ได้เลย เพราะวิธีการเดียวที่เราจะทำแบบนั้นได้ ก็คือการย้อนเวลาไปเลี้ยงดูจ้ากตั้งแต่ตอนที่จ้ากยังเด็ก ซึ่งผมคงจะไม่ทำแบบนั้นแน่ ขืนจ้ากโตโมซ้ำรอยเดิม ผมคงได้เอาเหล็กเย็นๆ จ่อข้างศีรษะแล้วปล่อยให้โลกมืดลงกันพอดี
สิ่งที่ผมจะทำจึงเป็นการสังเกตุพฤติกรรมของจ้ากและคนอื่นๆ ในที่ทำงาน เพื่อหาข้อสรุปว่าพฤติกรรมของเขาเหล่านั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร ? และเราจะสามารถป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเหมือนคนเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง หรืออย่างน้อยก็เป็นการเสนอแนวทางเพื่อลดผลกระทบเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด
…เฉพาะอันที่คนทั่วไปพอจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อ่ะนะ
โฆษณา