24 ธ.ค. 2025 เวลา 09:18 • ไลฟ์สไตล์

🔥 “ทักให้กลัว เพื่อขายทางรอด”

(เมื่อธุรกิจความเชื่อข้ามเส้นจริยธรรม?)
ว่าด้วยอำนาจทางจิตวิญญาณที่ถูกใช้ผิดมือ และความเงียบของสังคมที่ยอมจำนน
นี่ไม่ใช่บทความต่อต้านศรัทธา แต่คือการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาต่อผู้ที่ใช้ “ศรัทธา” เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ โดยไม่สนผลกระทบต่อจิตใจของผู้อื่น
ในสังคมไทย คำพูดบางประโยคมีพลังทำลายล้างสูงกว่าคำด่าทอหรือการกระทำรุนแรงหลายเท่า เพราะมันไม่ทิ้งรอยแผลให้เห็นในทันที แต่ค่อยๆ กัดกินความมั่นคงทางใจอย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะคำพูดที่ขึ้นต้นด้วยความหวังดีปลอมๆ เช่น
* “ช่วงนี้ดวงตกนะ”
* “มีเคราะห์หนัก ระวังตัวไว้”
* “โดนของโดยไม่รู้ตัว”
คำพูดเหล่านี้ หากออกมาจากกัลยาณมิตรผู้มีปัญญา อาจเป็นเพียงการเตือนสติให้ระวังการใช้ชีวิต แต่หากออกมาจากผู้ที่มีวัตถุประสงค์แฝงทางการค้า คำพูดเดียวกันจะกลายเป็น อาวุธทางจิตใจ ที่บั่นทอนความสงบภายในของผู้ฟังทันที
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือเหยื่อจำนวนมากไม่ใช่คนอ่อนแอหรือขาดการศึกษา หากแต่เป็นผู้ใหญ่ ผู้บริหาร หรือผู้ที่ผ่านโลกมามากแล้ว แต่กลับต้องกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพียงเพราะคำทักที่ “พิสูจน์ไม่ได้ แต่ปฏิเสธยาก” และถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ความกลัวทำงานของมันเอง
====
1. "Fear Marketing ทางจิตวิญญาณ" ธุรกิจที่สร้างปัญหาเพื่อขายทางแก้
ในโลกธุรกิจปกติ เราสร้างสินค้าและบริการเพื่อแก้ Pain Point ที่ลูกค้ามีอยู่จริง
แต่ใน ธุรกิจความเชื่อสีเทา Pain Point กลับถูก “ผลิตขึ้น” ก่อน แล้วจึงนำเสนอพิธีกรรม วัตถุมงคล หรือครูบาอาจารย์ ในฐานะ “ทางรอดเพียงหนึ่งเดียว”
กลไกนี้ทำงานอย่างเป็นระบบและโหดร้ายกว่าที่หลายคนคิด
1. เริ่มจากการทักเรื่องร้ายที่มองไม่เห็นและตรวจสอบไม่ได้
2. ทำให้ผู้ฟังเริ่มสงสัยในชีวิตและการตัดสินใจของตนเอง
3. ปิดท้ายด้วยการเสนอพิธีหรือวัตถุภายนอกเป็นคำตอบสุดท้าย
นี่ไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่คือ การหากินบนความเปราะบางทางจิตใจ (Artificial Anxiety) อย่างชัดเจน
"ในเชิงจริยธรรม นี่คือการเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า
ในเชิงธุรกิจ นี่คือการดำเนินกิจการที่ไร้ธรรมาภิบาล
และในเชิงศาสนา นี่คือ มิจฉาอาชีวะ ที่ไม่จำเป็นต้องตีความให้ซับซ้อน"
====
2. "อำนาจที่ไร้ความรับผิดชอบ" บาปของผู้มีวิชาแต่ขาดจรรยาบรรณ
ผู้ประกอบอาชีพด้านพยากรณ์หรือไสยศาสตร์จำนวนหนึ่ง อาจมีวิชาความรู้จริง
แต่สิ่งที่สังคมควรถามให้ดังขึ้นคือ พวกเขาตระหนักถึงผลของคำพูดตนเองมากเพียงใด
การทักให้ผู้อื่นตกใจกลัว ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องส่วนบุคคล เพราะมันคือการ
* บ่อนทำลายความสงบทางใจอย่างเป็นระบบ
* ทำให้สติและเหตุผลอ่อนแรง
* เปิดช่องให้ความวิตก ความหวาดระแวง และความคิดลบเข้าครอบงำชีวิต
"ผู้ที่อ้างว่ามีวิชา ย่อมรู้ดีว่า จิตที่ตกอยู่ในความกลัว คือจิตที่อ่อนแอที่สุด"
ดังนั้น การทักให้กลัวจึงไม่ใช่การป้องกันเคราะห์ แต่คือการ ซ้ำเติมเคราะห์ อย่างจงใจหรืออย่างขาดความรับผิดชอบ
* ต่อให้พิธีนั้นศักดิ์สิทธิ์จริง หรือวัตถุมงคลนั้นมีพุทธคุณจริง
* แต่หากต้นทางเริ่มจากความโลภ ผลลัพธ์ย่อมมัวหมอง และทิ้งบาดแผลทางใจให้ผู้อื่นต้องแบกรับไปอีกยาวนาน
====
3. ศรัทธาไม่ใช่เครื่องมือ และความเชื่อไม่ใช่สินค้า
"สังคมไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่อันตรายกว่าที่เราคิด"
เรากำลังเลือกได้ว่า จะเป็น
* สังคมที่ขับเคลื่อนด้วย ปัญญา ความรับผิดชอบ และเหตุผล
* หรือสังคมที่ถูกจูงจมูกด้วย ความกลัว ความไม่รู้ และการพึ่งพาภายนอก
หากเราปล่อยให้วัฒนธรรม “ทักร้ายเพื่อขายของ” กลายเป็นเรื่องปกติ
เราจะได้เห็นผู้คน
* วิ่งเข้าหาตำหนักทรงเจ้าอย่างไร้สติ
* รับขันธ์ รับยันต์ รับพิธีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
* แต่ไม่เคยถูกชวนให้กลับมารับผิดชอบการกระทำและการตัดสินใจของตนเอง
และนั่นคือการบ่อนทำลายแก่นแท้ของศาสนาอย่างเงียบที่สุด เพราะศาสนาแท้ ไม่ได้สอนให้มนุษย์หวาดกลัวโชคชะตา แต่สอนให้ รู้เหตุ รู้ผล และยืนอยู่บนขาของตนเอง
====
เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างผู้ชี้ทาง กับผู้หากินบนความกลัว
สำหรับผู้ฟังและผู้บริโภคความเชื่อ
* ผู้หวังดีจริง จะไม่เริ่มต้นด้วยการข่มขู่
* ผู้ช่วยจริง จะไม่จบด้วยการเรียกร้องทรัพย์สินเพื่อแลกกับความสบายใจ
สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงความเชื่อ
* การใช้วิชาเพื่อหากินกับความกลัวของคน อาจสร้างรายได้ให้ท่านในวันนี้
แต่ผลของการทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ จะย้อนกลับมาในรูปแบบที่ไม่มีพิธีใดแก้ได้
"ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ต้องทำให้ใจ เบา สว่าง และกล้ารับผิดชอบชีวิตของตนเอง ไม่ใช่ทำให้ใจ หนัก มืด และต้องพึ่งพาผู้อื่นไปตลอดชีวิต"
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#OpinionLeader
#FearMarketing
#EthicsOfBelief
#SpiritualAbuse
#SocialAccountability
โฆษณา