Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
24 ธ.ค. 2025 เวลา 13:48 • ธุรกิจ
การกลับมาเกิดใหม่ของ Hitachi จากติดลบ 7.8 พันล้าน! สู่การกลับมาที่โลกต้องจารึก
เคยสงสัยกันไหมครับว่า บนโลกนี้มีบริษัทไหนบ้างที่สามารถผลิตสินค้าได้แทบจะทุกอย่าง ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
ลองจินตนาการดูว่า บริษัทเดียวกันนี้สร้างหม้อหุงข้าวที่คุณใช้หุงข้าวสวยร้อนๆ ในครัว
สร้างลิฟต์โดยสารที่พาคุณขึ้นไปยังยอดตึกระฟ้า
สร้างรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งข้ามภูมิภาคด้วยความเร็วระดับกระสุน
และที่น่าทึ่งที่สุดคือ พวกเขาสร้างแม้กระทั่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จ่ายพลังงานให้กับคนทั้งเมือง…
ฟังดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อที่องค์กรเดียวจะมีความเชี่ยวชาญที่หลากหลายและแตกต่างกันสุดขั้วขนาดนี้
แต่เชื่อเถอะว่ามันมีอยู่จริง และบริษัทนั้นก็ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหนึ่งศตวรรษ
พวกเขาเคยขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ทำให้มหาอำนาจอย่างอเมริกาต้องเกรงกลัว
และก็เคยดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดจนเกือบจะล้มละลาย ต้องขายสมบัติเก่ากินเพื่อรักษาชีวิต
นี่คือเรื่องราวการเดินทางอันยาวนานของ Hitachi ยักษ์ใหญ่จากแดนอาทิตย์อุทัย
1
เรื่องราวของพวกเขาไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์องค์กร แต่คือบทเรียนราคาแพงของโลกธุรกิจ
ที่สอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการรู้ว่า “ควรเลิกทำอะไร” อาจสำคัญยิ่งกว่าการรู้ว่า “ควรทำอะไร” เสียอีก
…
ย้อนเวลากลับไปที่จุดเริ่มต้น ในปี 1910 หรือกว่า 100 ปีที่แล้ว
ณ เหมืองทองแดงแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ในยุคที่เทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันตก
วิศวกรไฟฟ้าหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งชื่อว่า Namihei Odaira มีความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นเพียงผู้ใช้งานเครื่องจักร
เขาไม่ได้อยากเป็นแค่คนคุมเครื่อง แต่เขาอยากเป็น “ผู้สร้าง”
ที่เหมืองทองแดงแห่งนั้น Odaira ได้ลงมือประดิษฐ์มอเตอร์เหนี่ยวนำขนาด 5 แรงม้าขึ้นมา
ซึ่งนับเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกของญี่ปุ่นที่สามารถผลิตขึ้นเองได้สำเร็จ
หลายคนในตอนนั้นอาจมองว่า มันก็แค่เครื่องจักรชิ้นหนึ่ง ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
แต่สำหรับ Odaira มันคือจุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านั้นมหาศาล
เขาไม่ได้มองแค่การสร้างชิ้นส่วน หรือ Part เล็กๆ แต่เขามองภาพใหญ่
เขาต้องการสร้าง “ระบบ” ที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมได้ทั้งองคาพยพ…
แนวคิดเรื่องการสร้างทั้งระบบนี้เอง ที่ฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของ Hitachi ตั้งแต่วันแรก
และพวกเขาไม่รอช้าที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นถึงศักยภาพนั้น
เพียงแค่ 14 ปีต่อมา ในปี 1924 พวกเขาก็สร้างหัวรถจักรไฟฟ้าขนาดใหญ่คันแรกของญี่ปุ่นได้สำเร็จ
จากมอเตอร์ตัวเล็กๆ ในเหมืองทองแดง ก้าวกระโดดมาสู่การขับเคลื่อนรถไฟทั้งขบวน
นี่คือพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจ และเป็นสัญญาณว่ายักษ์ใหญ่กำลังตื่นขึ้น
เมื่อเครื่องจักรทำงานได้ดี พวกเขาก็เริ่มขยายอาณาจักรเข้าสู่สิ่งที่ใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น
ในทศวรรษที่ 1930s Hitachi เริ่มสายการผลิตลิฟต์ และตู้เย็น
ในยุคนั้น การมีตู้เย็นถือเป็นการพลิกโฉมคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล
ลองจินตนาการดูว่า ชีวิตก่อนมีตู้เย็นเป็นอย่างไร การเก็บรักษาอาหารเป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด
แล้วจู่ๆ ก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยถนอมอาหารได้ มันคือเวทมนตร์ทางวิศวกรรมชัดๆ…
แต่ถ้าจะถามว่าจุดพีคที่สุดในช่วงแรกของ Hitachi คืออะไร
คำตอบคงหนีไม่พ้นปี 1964 ปีแห่งความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศ
ปีนั้นญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว
และสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยที่ถูกเปิดตัวเพื่ออวดสายตาชาวโลกในปีนั้นก็คือ รถไฟหัวกระสุน
หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ Shinkansen รุ่นแรกที่ชื่อว่า Series 0
Hitachi ไม่ได้เป็นแค่โรงงานประกอบตู้รถไฟเท่านั้น
แต่พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของระบบราง
ทั้งระบบควบคุมรถไฟอัตโนมัติ และระบบจัดการจราจรด้วยคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้รถไฟความเร็วสูงสามารถวิ่งได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลาจนน่าขนลุก
จากความสำเร็จบนรางรถไฟ พวกเขากระโจนเข้าสู่สมรภูมิใหม่ที่กำลังเดือดมาก ๆ ในยุค 70s และ 80s
นั่นคือสงคราม Semiconductor ชิ้นส่วนจิ๋วที่เป็นสมองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ในยุคนั้น บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาคือเจ้าตลาดผู้ครองความเป็นใหญ่
แต่ Hitachi เดินหมากเกมนี้อย่างชาญฉลาดและกล้าหาญ
พวกเขาเดิมพันอนาคตกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า CMOS ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการประหยัดพลังงาน
ในขณะที่คู่แข่งยังลังเลและยึดติดกับเทคโนโลยีเดิมๆ
การเดิมพันนี้ทำให้ชิปของ Hitachi มีประสิทธิภาพเหนือกว่า และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้อย่างถล่มทลาย
ภายในปี 1987 Hitachi ผงาดขึ้นเป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิต Semiconductor ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาในตอนนั้น ดูเหมือนจะไม่มีใครหยุดยั้งได้
พวกเขามีสินค้าในมือแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ชิปคอมพิวเตอร์ยันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
บริษัทเติบโตจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Conglomerate หรือกลุ่มบริษัทเครือข่ายขนาดยักษ์
ที่มีบริษัทย่อยนับไม่ถ้วน แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาไปทั่วทุกมุมโลก…
ดูเหมือนว่าเส้นทางของพวกเขาจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ
แต่หารู้ไม่ว่า ภายใต้ความยิ่งใหญ่ที่ดูเหมือนจะครอบจักรวาลนั้น
ภัยเงียบกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว
ความหลากหลายที่เคยเป็นจุดแข็ง กำลังจะกลายร่างเป็นจุดตายที่เกือบทำให้ตำนานร้อยปีต้องจบลง
เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ยุค 2000s ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยอินเทอร์เน็ตและดิจิทัล
แต่ Hitachi ที่มีขนาดตัวมหึมากลับเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง อุ้ยอ้าย และขาดความคล่องตัว
ปัญหาขององค์กรขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “Big Company Disease” เริ่มกัดกินพวกเขาจากภายใน
การมีแผนกสินค้าสารพัดอย่างทำให้การบริหารจัดการกลายเป็นฝันร้าย
บางแผนกกำไรดี แต่ต้องเอากำไรส่วนนั้นไปอุ้มแผนกที่ขาดทุนซ้ำซาก
การประสานงานที่เชื่องช้า และวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นการประนีประนอมมากเกินไป
ทำให้กว่าจะตัดสินใจอะไรได้ ตลาดก็วายไปเสียแล้ว คู่แข่งหน้าใหม่ที่คล่องตัวกว่าแซงหน้าไปไกล
และแล้ว ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลงเมื่อเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ที่ซัดกระหน่ำเศรษฐกิจทั่วโลก
แรงกระแทกครั้งนั้นซัด Hitachi จนเซล้มไม่เป็นท่า
ปีงบประมาณนั้น พวกเขาต้องประกาศผลประกอบการที่ช็อกคนทั้งโลกด้วยตัวเลขขาดทุนมหาศาลถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่ไม่ใช่แค่การขาดทุนธรรมดา แต่มันคือการขาดทุนระดับองค์กรที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ณ เวลานั้น
เงินหายไปเกือบแปดพันล้านเหรียญในพริบตา…
ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ตะโกนบอกผู้บริหารว่า “ถ้าไม่เปลี่ยน คุณตายแน่”
คำถามคือ ทำไมพวกเขาถึงเจ็บหนักขนาดนี้?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่วิกฤตเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขาพยายาม “ทำทุกอย่าง” มากเกินไป
และหลายๆ อย่างที่ทำนั้น ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามัน “ล้มเหลว”
ลองมาไล่ดูบาดแผลฉกรรจ์ที่ Hitachi ต้องเผชิญในช่วงเวลานั้นกัน
แผลแรกคือ ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC
1
ในช่วงยุค 80s ถึง 90s ใครๆ ก็อยากทำคอมพิวเตอร์ Hitachi เองก็กระโดดลงไปเล่นเต็มตัว
แต่พวกเขาลืมไปว่าตลาดนี้เปลี่ยนเร็วมาก และการแข่งขันรุนแรงไม่ต่างจากทะเลเลือด
คู่แข่งอย่าง IBM ว่าแข็งแล้ว ยังต้องเจอกับโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ของ Dell และ HP
คอมพิวเตอร์กลายเป็นสินค้าที่แข่งกันแค่สเปกและราคา ซึ่งไม่ใช่เกมที่ถนัดของบริษัทวิศวกรรมหนัก
สุดท้ายพวกเขาต้องม้วนเสื่อ ถอยทัพออกจากธุรกิจ PC ในช่วงปลายยุค 90s อย่างเจ็บปวด
แผลต่อมาที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือ Plasma TV
หลายคนคงจำยุคที่ทีวีจอแบนเริ่มเข้ามาแทนที่ทีวีจอตู้ได้
ตอนนั้นมีสองเทคโนโลยีที่แข่งกันแย่งชิงความเป็นหนึ่งคือ Plasma และ LCD
Hitachi ทุ่มสุดตัวไปที่ Plasma พวกเขาเชื่อมั่นในคุณภาพของภาพที่ดำสนิท
แต่โลกความจริงโหดร้ายกว่าในห้องแล็บ เพราะทีวี Plasma นั้นหนัก กินไฟ และร้อน
ในขณะที่คู่แข่งจากเกาหลีใต้อย่าง Samsung และ LG หันไปพัฒนา LCD ที่เบากว่าและถูกกว่า
ผู้บริโภคเลือก LCD อย่างไม่ลังเล ทำให้ Hitachi ที่ลงทุนสร้างโรงงาน Plasma ไปมหาศาล
ต้องนั่งมองดูตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พร้อมกับโรงงานที่กลายเป็นภาระ…
ยังไม่หมดแค่นั้น ตลาดโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นอีกสมรภูมิที่พ่ายแพ้
Hitachi เคยพยายามสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่แปลกแหวกแนว
เช่น มือถือที่มีโปรเจกเตอร์ในตัว ฟังดูเท่และล้ำสมัยมากในตอนนั้น
แต่มันกลับขายไม่ออก เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการฟังก์ชันนั้นจริงๆ
พวกเขาต้องดิ้นรนด้วยการควบรวมกิจการมือถือ แต่ก็ต้านทานกระแสสมาร์ตโฟนไม่ไหว
และแม้แต่ในธุรกิจที่พวกเขาดูเหมือนจะเชี่ยวชาญอย่าง Hard Drive
เชื่อไหมว่า Hitachi เคยเป็นผู้ผลิต Hard Drive รายแรกที่เปิดตัวความจุ 1 Terabyte
แต่เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยนไปหา SSD ที่เร็วกว่าและทนทานกว่า
พวกเขาก็ตัดสินใจขายธุรกิจนี้ทิ้งให้กับ Western Digital ในปี 2011
นอกจากความล้มเหลวทางธุรกิจ ชื่อเสียงของพวกเขาก็เคยด่างพร้อยอย่างหนัก
ย้อนกลับไปในยุค 80s มีคดีอื้อฉาวระดับโลกที่เรียกว่า IBM Spy Scandal
เรื่องนี้เหมือนหนังสายลับ เมื่อผู้บริหารของ Hitachi ถูก FBI จับกุม
ในข้อหาพยายามขโมยความลับทางการค้าของ IBM เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าของตัวเอง
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า ความกดดันในการแข่งขันอาจผลักดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทำสิ่งที่ผิดพลาดได้
เคราะห์กรรมยังไม่จบแค่นั้น ธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ที่พวกเขาภาคภูมิใจ
ก็ต้องมาสะดุดขาตัวเองอย่างจังจากเหตุการณ์ Fukushima ในปี 2011
ทำให้ความเชื่อมั่นในพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง…
จากบริษัทที่ทำทุกอย่าง กลายเป็นบริษัทที่ “เจ็บตัว” จากแทบทุกอย่าง
ขาดทุนมหาศาล สินค้าตามโลกไม่ทัน ชื่อเสียงเสียหาย
ถ้าเป็นบริษัททั่วไป คงล้มหายตายจากไปแล้ว แต่ Hitachi เลือกที่จะไม่ยอมตาย
พวกเขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนญี่ปุ่น นั่นคือการ “ผ่าตัดใหญ่”
หลังจากวิกฤตปี 2008 Hitachi ได้ผู้นำที่กล้าตัดสินใจเข้ามาเปลี่ยนทิศทางเรือยักษ์ลำนี้
คำถามสำคัญที่พวกเขาถามตัวเองไม่ใช่ “เราจะผลิตอะไรเพิ่มดี?”
แต่เป็นคำถามที่แหลมคมกว่านั้นคือ “เราควรเลิกผลิตอะไร?”
พวกเขาเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า “Selection and Concentration” หรือการเลือกและโฟกัส
อะไรที่ไม่ใช่แกนหลัก อะไรที่ไม่ทำกำไร หรืออะไรที่สู้เขาไม่ได้ “ตัดทิ้ง”
1
ธุรกิจทีวีที่เคยเป็นหน้าเป็นตา… ขายทิ้ง
ธุรกิจ Hard Drive… ขายทิ้ง
ธุรกิจผลิตชิป… แยกตัวออกไป
มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก โดยเฉพาะสำหรับพนักงานที่ผูกพันกับโรงงานเหล่านี้มาทั้งชีวิต
แต่เพื่อความอยู่รอดขององค์กร มันเป็นยาขมที่จำเป็นต้องกลืนลงไป
แล้วพวกเขาหันไปโฟกัสที่อะไร?
คำตอบคือ Social Innovation Business หรือธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม
ฟังดูเป็นคำสวยหรู แต่ไส้ในของมันคือสิ่งที่ Hitachi ถนัดที่สุด
นั่นคือการผสมผสาน IT หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ากับ Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐาน
พวกเขามีจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร คือพวกเขารู้วิธีสร้างรถไฟ รู้วิธีสร้างโรงไฟฟ้า
และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์และระบบข้อมูล
เมื่อเอาสองอย่างนี้มารวมกัน พวกเขาจึงสร้างแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Lumada
Lumada คือกุญแจสำคัญในการกลับมาของ Hitachi
มันคือการใช้ข้อมูล AI และ Internet of Things มาวิเคราะห์ เพื่อทำให้เครื่องจักรและระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
และเพื่อตอกย้ำทิศทางใหม่นี้ พวกเขาเดินเกมรุกด้วยการควบรวมกิจการระดับโลกแบบดุดัน
ดีลที่สะเทือนวงการที่สุดคือการเข้าซื้อธุรกิจ Power Grids ของ ABB ยักษ์ใหญ่จากยุโรป
การซื้อครั้งนี้ทำให้ Hitachi กลายเป็นผู้เล่นเบอร์ต้นๆ ของโลกในด้านระบบส่งจ่ายไฟฟ้าทันที
ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์โลกเรื่องพลังงานสะอาดได้อย่างตรงจุด
ผลลัพธ์ของการ “เฉือนเนื้อร้าย” และ “ปลูกถ่ายอวัยวะใหม่” เป็นอย่างไร?
ปัจจุบัน Hitachi กลับมาเป็นบริษัทที่มีกำไรมหาศาล
และได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอีกครั้ง
พวกเขาเปลี่ยนจากบริษัทที่ขาย Product มาเป็นบริษัทที่ขาย Solution
พวกเขาไม่ได้แข่งขายทีวีกับใครแล้ว
แต่พวกเขากำลังสร้างเมืองอัจฉริยะ สร้างระบบรถไฟไร้คนขับ และสร้างอนาคต
บทเรียนจากเรื่องราวของ Hitachi สอนให้เราเห็นถึงกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Sunk Cost Fallacy”
การที่ Hitachi กล้าตัดธุรกิจทีวีหรือคอมพิวเตอร์ทิ้ง ทั้งที่ลงทุนไปมหาศาล
คือความกล้าหาญที่หาได้ยากยิ่งในโลกธุรกิจ
หลายครั้งในชีวิต เรามักจะเสียดายสิ่งที่ทำมา พยายามยื้อสิ่งที่ไปต่อไม่ได้
เพียงเพราะเราลงทุนลงแรงไปเยอะ แต่ Hitachi ทำให้เห็นว่า ยิ่งยื้อ ยิ่งเจ็บ
การยอมตัดใจเพื่อรักษาชีวิตส่วนใหญ่ไว้ คือวิถีของผู้ชนะตัวจริง
วันนี้ Hitachi อาจไม่ได้อยู่ในห้องนั่งเล่นของคุณในรูปแบบของทีวีหรือเครื่องเสียงเหมือนเมื่อก่อน
แต่พวกเขากำลังอยู่ในสายไฟที่ส่งพลังงานมาที่บ้านคุณ
อยู่ในระบบรถไฟฟ้าที่คุณนั่งไปทำงาน
และอยู่ในระบบ Cloud ที่เก็บข้อมูลสำคัญของคุณ
จากมอเตอร์ 5 แรงม้าในเหมืองทองแดง สู่ผู้อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัล
นี่คือตำนานการล้มแล้วลุกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์
และที่สำคัญเรื่องราวของ Hitachi ก็ยังสอนให้เราได้รู้ว่า
บางครั้ง การก้าวไปข้างหน้าได้ไกลที่สุด
อาจเริ่มจากการยอมทิ้งสัมภาระที่หนักอึ้งที่สุดลงก็เป็นได้…
References : [hitachi, reuters, nikkei, bloomberg, bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-rebirth-of-hitachi/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ญี่ปุ่น
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
4 บันทึก
13
2
4
13
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย