25 ธ.ค. 2025 เวลา 09:51 • ประวัติศาสตร์

🗿 จากตำนานหน้าวัด…สู่ฮีโร่บนจอเงิน

"ยักษ์วัดแจ้ง – ยักษ์วัดโพธิ์ – ท่าเตียน – หนุมาน – อุลตร้าแมน"

เรื่องเล่าที่เชื่อม “ศิลปะ เมือง ประวัติศาสตร์ความเชื่อ และวัฒนธรรมป๊อป” เข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง จากริมแม่น้ำเจ้าพระยา สู่สตูดิโอภาพยนตร์ในอดีต และต่อยอดกลายเป็นความทรงจำร่วมของหลายยุคสมัย
====
✨ จุดตั้งต้นจากตำนานเพื่อนรักที่กลายเป็นศัตรู และบทสนทนาระหว่างเมืองกับความเชื่อ
หากยืนมองแม่น้ำเจ้าพระยาตรงเขตท่าเตียน เราจะเห็นเรือด่วน นักท่องเที่ยว และอาคารริมน้ำเรียงราย แต่ใต้ชั้นผิวของภูมิทัศน์เมือง ยังซ่อน “เรื่องเล่า” ที่ชุมชนส่งต่อกันยาวนาน ตำนานยักษ์สองตนซึ่งไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมหน้าวัด หากแต่เป็นตัวแทนของความทรงจำและอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ เอง
ยักษ์วัดแจ้ง (ฝั่งธนบุรี) และยักษ์วัดโพธิ์ (ฝั่งพระนคร) เดิมทีเป็นเพื่อนสนิท ไปมาหาสู่กันข้ามแม่น้ำอยู่เสมอ จนวันหนึ่งเมื่อยืมเงินแล้วไม่คืน ความไม่พอใจก่อตัวเป็นความขัดแย้ง ก่อนจะปะทุเป็นศึกใหญ่ที่ทุบตีไล่ฟาดกันจนพื้นที่โดยรอบราบเรียบ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนั้นว่า
👉 “ท่าเตียน” ซี่งเป็นพื้นที่โล่งที่เกิดจากร่องรอยแห่งความบาดหมางในนิทานพื้นบ้าน
ท้ายที่สุด “พระอิศวร” ลงโทษ สาปให้ยักษ์ทั้งสองกลายเป็นหิน และยืนเฝ้าหน้าวัดของตนตราบกาล แม้นิทานเหมือนจะจบลงตรงนั้น แต่สำหรับเมือง เรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้น เพราะตำนานได้แปรสภาพเป็นความหมายทางวัฒนธรรมที่ถูกตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านงานศิลป์ ความเชื่อ และสื่อร่วมสมัย
====
🗿 ศิลปะที่จับต้องได้ คือ ยักษ์อยู่ตรงไหนกันแน่ เมื่อเรื่องเล่าพบกับข้อเท็จจริง?
“ยักษ์วัดแจ้ง” = ตัวใหญ่จริง เห็นชัดหน้าพระอุโบสถ
* สีขาว = สหัสเดชะ
* สีเขียว = ทศกัณฐ์

เป็นประติมากรรมแบบรัตนโกสินทร์ที่สง่างามและทรงพลัง เป็นสัญลักษณ์เชิงศิลปกรรมที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณของวัดกับพื้นที่เมือง
“ยักษ์วัดโพธิ์” = แหล่งความเข้าใจผิดที่น่าสนใจ
รูปปั้นขนาดใหญ่ที่หลายคนเห็นหน้าวัดและนึกว่าเป็น “ยักษ์คู่กรณี” แท้จริงคือประติมากรรมหินแบบจีน (ลั่นถัน) ไม่ใช่ยักษ์ไทยตามตำนาน
ยักษ์วัดโพธิ์ตัวจริง
👉 ถูกเก็บรักษาไว้ใน “ตู้แดง” บริเวณซุ้มประตูหอไตร
* สีแดง = พญาแสงอาทิตย์
* สีเขียว = พญามัยราพณ์
มีความสูงราว 175 ซม. เล็กกว่ายักษ์วัดแจ้งอย่างชัดเจน และยิ่งทำให้เกิดคำถามชวนคิดว่า “คู่ชกในตำนานคือใครกันแน่?”
นักวิชาการบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยความต่างของสเกล รูปแบบ “คู่ต่อสู้” ที่สมส่วนอาจใกล้เคียงกับยักษ์วัดพระแก้วมากกว่า แต่ในเชิงวัฒนธรรมชุมชน เรื่องเล่าที่ผู้คนเลือกจำ คือ “ยักษ์วัดแจ้ง และยักษ์วัดโพธิ์”

เพราะความจริงของเมือง ไม่ได้วัดด้วยเอกสารประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากแต่ประกอบขึ้นจากการจดจำ เล่าซ้ำ และความหมายที่ผู้คนร่วมกันยอมรับ
====
🎬 เมื่อยักษ์ก้าวออกจากหน้าวัด…สู่จอภาพยนตร์ จากนิทานพื้นบ้านสู่จักรวาลฮีโร่?
กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย (ไชโยภาพยนตร์) ผู้ได้รับฉายา “ราชาเอฟเฟกต์เมืองไทย” ได้นำเทคนิคการสร้างภาพยนตร์แบบ Tokusatsu จากญี่ปุ่น (สาย Godzilla / ฮีโร่แปลงร่าง) มาผสานกับตำนานไทยอย่างสร้างสรรค์ ก่อนที่คำว่า Soft Power จะปรากฏในพจนานุกรมสังคมไทยเสียอีก
🎥 1) ท่าเตียน (พ.ศ. 2516) = ครั้งแรกที่ “ยักษ์ไทยขยับได้”
* นำตำนานยักษ์วัดแจ้งปะทะยักษ์วัดโพธิ์มาถ่ายทอดในรูปแบบภาพยนตร์
* ใช้เทคนิค Suitmation ให้นักแสดงสวมชุดยาง ลงสนามเหมือนหนังสัตว์ประหลาดระดับโลก
* ผู้ชมยุคนั้นตื่นตะลึง รายได้ประสบความสำเร็จ และเปิดประตูให้จักรวาลฮีโร่แบบไทยๆ เดินหน้าอย่างจริงจัง
🤖 2) ยักษ์วัดแจ้ง พบ จัมโบ้เอ (พ.ศ. 2517) = ไทย–ญี่ปุ่นร่วมจักรวาล
* จับมือกับ Tsuburaya Productions (สตูดิโอผู้สร้างอุลตร้าแมน)
* รีแบรนด์ยักษ์วัดแจ้งให้เป็น “ผู้พิทักษ์กรุงเทพฯ” บินได้ ยิงแสงได้ มีบทบาทเชิงฮีโร่เต็มตัว
* คือตัวอย่าง Co‑production ที่ล้ำหน้าในยุคนั้น และทำให้ยักษ์กลายเป็นตัวละครร่วมสมัย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงหน้าวัดอีกต่อไป
🐵 3) หนุมาน พบ 7 ยอดมนุษย์ (พ.ศ. 2517) = เมื่อวรรณคดีไทยจับมือป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น
* ขยายจักรวาลจากยักษ์สู่ “หนุมาน ลิงเผือกผู้มีฤทธิ์”
* ฉากหนุมานร่วมทีมกับเหล่าอุลตร้าแมนเพื่อปราบสัตว์ประหลาด กลายเป็นภาพจำระดับโลก
* แม้ภายหลังมีดราม่าลิขสิทธิ์ ผลงานยังถูกยกย่องว่าเป็น Cult Classic และเป็นหลักฐานสำคัญของการทดลองทางวัฒนธรรมที่กล้าหาญ
====
💡 มุมคิดเชิงนวัตกรรมและความหมายของเมือง?
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน คือรูปธรรมของ Creative Economy ในแบบไทยๆ
* Localization — นำเทคนิคสากลมาถ่ายทอดเรื่องเล่าท้องถิ่นให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
* Collaboration — ความร่วมมือข้ามพรมแดน ไทย–ญี่ปุ่น ที่สร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมร่วม
* Value Creation — แปลง “รูปปั้นหน้าวัดที่ผู้คนเกรง” ให้กลายเป็น “ฮีโร่ที่ผู้คนรัก” และสืบต่อในความทรงจำหลายเจเนอเรชัน
จากตำนานริมแม่น้ำ → สู่ฮีโร่บนจอเงิน
จากความเชื่อชุมชน → สู่พลังวัฒนธรรมร่วมของเมือง
และวันนี้… เมื่อเราเดินผ่านท่าเตียน เห็นยักษ์วัดแจ้ง หรือย้อนจำฉากหนุมานเคียงข้างอุลตร้าแมนได้ ให้ตระหนักว่าเราไม่ได้เพียงมองอดีต แต่กำลังยืนอยู่ท่ามกลาง “เรื่องเล่าที่เมืองยังเล่าต่อ เพื่อบอกตัวตนของเราเอง”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
โฆษณา