27 ธ.ค. 2025 เวลา 05:22 • การเมือง

อุตสาหกรรมอาวุธไทย ถ้ายอมเจ็บก็พอจะได้

ผมเขียนโพสต์นี้ จากการอ่านข้อมูลเรื่องการจัดซื้อรถถังจีน
VT 4 แล้วมีปัญหาในปัจจุบันของกองทัพไทย มาเป็นไอเดีย
ข้อเท็จจริง ปรากฎว่า ที่จริงไทยนั้นไม่ได้อยากได้ VT4
แต่แรก ตัวเลือกแรกจริงๆในตอนนั้น คือ T-90 จากรัสเซีย
แต่ด้วยเงื่อนไขด้านราคา ตามจำนวนที่ต้องการจัดหา
ตลอดโครงการถึง 250 คัน มันจึงต้องถูกทำให้ตกไป
และกลายเป็นมาเลือก VT 4 จากจีนแทน
ตอนนั้นเสนอราคามาที่ T90 ราคา 7 ล้านเหรียญ
ส่วน VT นั้นราว 3.5-5 ล้านเหรียญ ตามออพชั่นที่ติดมา
สุดท้าย ไทยก็เลยมีความจำเป็นต้องเลือก VT
มาใช้งาน แล้วก็เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในตอนนี้
…นี่คือที่มาของเรื่องทั้งหมด….
จะเห็นว่า จากข้อเท็จจริง กองทัพเองไม่สามารถ
ซื้อของได้ตามคุณสมบัติทางเทคนิคที่ตัวเองต้องการ
แต่กลายเป็นว่า ต้องไปจัดซื้อของที่มันไม่มีการันตี
เพราะสิ่งเดียวเลย คือ งบประมาณ
พูดง่ายคือซื้อตามงบ โดยลดสเปกทางเทคนิค
การซื้อลักษณะนี้ ไม่ว่ากับสินค้าใด หากไม่จำเป็นเร่งด่วน
ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน และกับอาวุธของชาติ
มันยิ่งไม่ควรมีการจัดซื้อในลักษณะนี้
มีการวิจารณ์ตั้งแต่แรกในตอนนั้น ว่าทำไมไม่ลดจำนวน
เพื่อเน้นไปที่ประสิทธิภาพ แต่รัฐบาล คสช. ขณะนั้น
นำโดยลุงป้อม ก็ยืนยันความคุ้มค่า โดยอ้างเรื่องจำนวน
นี่แหละ มากล่อมคนไทย
ก็คล้ายกับเรือดำน้ำ ซื้อสองแถมหนึ่ง อะไรแบบนั้น
(จีนใจดีเนอะ มีแถมด้วยตลอด เป็นขนมเลย 🤣)
1
…ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเรือดำน้ำจะซ้ำรอยไหมนะ
แต่ก็ภาวนาว่าไม่ เพราะหากผิดพลาด นั่นคือโศกนาฏกรรม…
ผมจะข้ามเรื่องปัญหาความโปร่งใส และทำไมต้องของจีนไป
แต่อยากบอกว่า การซื้อด้วยเงื่อนไขที่จำกัดด้านราคาอยู่
ตลอดเวลานั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ควรเป็น และควรทำ
…การแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่ดีที่สุด ก็คือการผลิตเอง….
…จากเรื่องนี้ มันถึงเวลาแล้วรึยัง ที่ไทยจะเน้นผลิตเองมากขึ้น…
…เพราะนอกจากช่วยเรื่องกองทัพแล้ว มันก็คือธุรกิจใหม่
ที่จะมาช่วยระบบเศรษฐกิจเราได้ด้วยเช่นกัน….
แม้ในทางทฤษฎี การผลิตเองมันอาจดีที่สุด
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันอาจไม่คุ้มค่าก็ได้
สิ่งที่กองทัพปฏิเสธมาตลอด ว่าที่ไม่ซื้อยานเกราะไทยเยอะๆ
เหตุผลหลักคือ ความไม่มั่นใจต่อระบบซ่อมบำรุงระยะยาว
ซึ่งฟังขึ้นมาก แม้แต่ผมซึ่งวิจารณ์กองทัพเยอะ ก็ยังเห็นด้วย
การยกตัวอย่างกรณีบริษัทของมาดามรถถังนั้น
แม้ได้รับการยอมรับ ขนาดว่า UN ซื้อไปใช้มาเป็นหลักนั้น
ค่อนข้างใช้ไม่ได้ กับกรณีการจัดหาอาวุธให้กองทัพจริงๆ
เหตุผลคือ รถของ UN นั้น ไม่ได้มีความเสี่ยงมากนัก
โดยปกติ ไม่มีใครไปยิงรถของ UN นอกจากพลาด
ดังนั้นเกราะมันจึงไม่ต้องดีมากนัก
และไม่ได้เน้นด้านอาวุธโจมตี ซึ่งเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อน
ในการผลิตมากที่สุด และสึกหรอ ต้องการอะไหล่มากที่สุด
ด้วยเช่นกัน
ซึ่งไม่ว่าจะในส่วนของเกราะป้องกันระดับสูง สำหรับรถรบ
และอาวุธโจมตี เช่น ระบบลำกล้อง หรือระบบบรรจุ
ล็อกเป้าต่างๆ มันค่อนข้างชัดเจน ว่าไทยยังไม่มีเทคโนโลยี
ในระดับที่จะทำได้ หรือทำได้ก็ไม่มากพอที่จะดูแล
เป็นจำนวนมาก ต่อเนื่อง และยาวนานพอ สำหรับกองทัพจริง
ที่สำคัญมาก ก็คือความมั่นคงของผู้ผลิต
เพราะการจัดซื้ออาวุธ มักมองไปที่การใช้ระยะยาว
หากบริษัทมีอันเป็นไป หรือรุ่นต่อไปไม่สืบทอดกิจการ
ทุกอย่างก็จบเห่
จะเห็นว่า บริษัทผลิตอาวุธที่กองทัพทั่วโลกเลือก
จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่มาก ในระดับที่ไม่มีวันล้ม
หรือล้มไม่ได้ รัฐอุ้ม ในกรณีของชาติตะวันตก
หรือเป็นแบบกึ่งรัฐวิสาหกิจ ในกรณีของประเทศอำนาจนิยม
แบบจีน หรือรัสเซีย ซึ่งมีรัฐบาลพวกเขาการันตีความมั่นคง
ของวิสาหกิจเหล่านี้
ในไทยนั้น เรายังไม่มีเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจใด
ที่ทำหน้าที่ในระดับนี้ได้ จะมีใกล้เคียง ก็เป็นหน่วยงาน
ของกองทัพเอง เช่น กรมอู่ทหารเรือ, หรือกรมสรรพาวุธทหาร
ในกรณีถ้าไทยจะดันอุตสาหกรรมอาวุธ มองได้ว่า
ควรแยกกรมกองเหล่านี้ออกมาเป็นรัฐวิสาหกิจหรือ
องค์กรในลักษณะที่รัฐประกันความเสี่ยงให้
มันจะมีความเป็นไปได้มากกว่า การให้เอกชนทำฝ่ายเดียว
อาจเป็นลักษณะของการร่วมทุนก็ได้
จะเห็นว่าในแง่เงื่อนไขทางธุรกิจ และเทคโนโลยีนั้น
ผู้ผลิตไทยยังไม่สามารถผลิต เพื่อป้อนให้กองทัพ
ในระดับที่เพียงพอได้จริงๆ
และถึงผลิตได้ ด้วยความที่มีลักษณะการผลิตที่ไม่
มีปริมาณมากนัก มันก็แน่นอนว่าต้นทุนอาจสูงกว่า
บริษัทของต่างประเทศ ซึ่งมันก็จะทำให้ราคาที่จะจำหน่าย
แบบมีกำไรให้กองทัพไทยเอง หรือคนอื่น อาจสูง
จนไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยเช่นกัน
…มีแนวโน้มสูง ที่หากผลิตเอง จะแพงกว่าซื้อคนอื่นครับ…
หากไทยต้องการมีอุตสาหกรรมอาวุธจริงๆ
ก็อย่างที่บอก อาจจำเป็นต้องมีลักษณะเป็นรัฐวิสาหกิจ
ในส่วนที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น ผลิตรถถังเป็นคันๆ
หรือ ปืนใหญ่ทั้งกระบอก
และต้องยอมเจ็บตัว ในลักษณะการลงทุนเพื่ออนาคต
ที่ต้องยอมเจ็บตัว มันอาจไม่ใช่แค่ความเสี่ยงทางธุรกิจเท่านั้น
แต่มันหมายความว่า ในช่วงแรก ไทยจำเป็นต้องสร้าง
องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขึ้นมาก่อน
ซึ่งไม่ว่าจะซื้อลิขสิทธิ์ต่างชาติมา หรือวิจัยพัฒนาเอง
หรือกระทั่ง การใช้วิธีก็อปปี้ มันก็ยังต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก
โดยเฉพาะในแง่วัสดุศาสตร์ และเครื่องจักรที่จำเป็นต้องใช้
ในสายการผลิต ซึ่งแน่นอนว่า ไทยผลิตเองไม่ได้
ไม่แปลก และไม่คุ้มที่จะสร้างเครื่องจักรพวกนี้เอง
เพราะแม้แต่มหาอำนาจอุตสาหกรรมอย่างจีน ญี่ปุ่น
ก็ยังต้องพึ่งพาไส้ หรือชิ้นส่วนบางอย่างของเครื่องจักร
เหล่านี้ จากคนอื่น เช่น ball screw ที่แม่นยำมากๆ
เพื่อทำชิ้นส่วนอาวุธ อันนี้เยอรมันแทบผูกขาดตลาด
แบบนี้เป็นต้น
(ในทางกลับกัน ญี่ปุ่น จีน ก็มีชิ้นส่วนที่ตะวันตกผลิต
ไม่ได้ หรือผลิตได้น้อย ในเครื่องจักรพวกเขาเช่นกัน )
การลงทุนเพื่อองค์ความรู้ และเครื่องจักรพื้นฐานเหล่านี้
มีมูลค่าสูง และใช้เวลานานกว่าจะคืนทุน
นั่นคือสาเหตุว่าทำไม ถ้าเราทำอาวุธเอง ไม่ว่าจะเพื่อใช้
หรือขาย มันจะเป็นธุรกิจที่ขาดทุนยับเยินในช่วงแรกๆ
และอาจยาวนานนับสิบปี ที่ต้องมีการสนับสนุน อุ้มจาก
ภาครัฐอยู่ตลอดเวลา กว่าจะยืนได้ด้วยตัวเอง
มันอยู่ที่ไทย ว่าจะกล้าเสี่ยงหรือไม่
แต่ถ้ามองความคุ้มค่าระยะยาว
มันก็เป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าเอามากๆ สำหรับภาพรวม
นอกจากในแง่ความมั่นคง ที่เราจะมีของตามสเปกใช้
แน่ๆแล้ว อุตสาหกรรมพวกนี้ยังเป็นตัวเร่งการพัฒนา
เทคโนโลยีที่ดีมากอีกด้วย
ซึ่งมันมีค่ามากในการพัฒนาประเทศ
เทคโนโลยีที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันทุกวันนี้
กว่าครึ่ง เป็นผลจากการใช้ในสงครามมาก่อน
อุตสาหกรรมทางทหาร จึงมักยกระดับเทคโนโลยีของประเทศ
ผู้ผลิตแบบก้าวกระโดดอยู่เสมอ กรณีสหรัฐ ญี่ปุ่น โซเวียต
ในอดีต และจีน เกาหลีใต้ในปัจจุบัน คือเครื่องยืนยันเรื่องนี้
และอุตสาหกรรมพวกนี้ ยังสามารถรองรับคนเก่ง
ที่ไม่มีที่ยืนในประเทศไทย จนหนีไปทำงานต่างประเทศกันหมด
ให้ยังอยู่ และทำงานเพื่อพัฒนามาตรฐานของไทยเราได้ด้วย
คุ้มจนยอมเจ็บได้หรือไม่ล่ะ สำหรับประเทศเราเอง
…จริงๆมันเป็นเรื่องที่ควรคิดกันได้ตั้งนานแล้วล่ะนะ…
สำหรับปัจจุบัน แนวทางการหาอาวุธเฉพาะหน้า
เราก็คงต้องซื้อคนอื่นเหมือนเดิมนั่นแหละ
แต่ถ้าจะแก้ปัญหา งบไม่พอ ทางออกแรก
คงไม่ใช่การมาของบเพิ่ม เพราะงบประมาณภายใต้
เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของไทย ที่การจัดเก็บรายได้ต่ำเป้ามาตลอด
หลายปี ขาดดุลงบประมาณหัวบาน มันคงทำไม่ได้
กองทัพมีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดส่วนที่ไม่จำเป็นจริงๆ
ออกไปบ้าง เพื่อเอาไว้ใช้กับส่วนที่จำเป็นมากกว่า
ไอ้ที่ไม่จำเป็นเลย อย่างอาคารสถานที่เนี่ย
เลิกสร้างเพิ่มสักห้าปี สิบปี มันก็ยังพอใช้งานครับ
และถ้าทำได้ กองทัพจะเหลือเงินอีกเยอะ
ไอ้ของเก่าเกินๆมา ก็โละทิ้งซะ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์
เปลืองค่าบำรุงรักษาซะเปล่าๆ ไม่ก็ขายไปประเทศอื่น
หรือของที่พลเรือนใช้ได้ขายทอดตลาดออกมาซะ
คือ กองทัพไทยเนี่ย คุรุภัณฑ์ ยานพาหนะ อาคาร
ที่มันเกินการใช้งานมันเยอะมาก และเป็นภาระครับ
ถ้าตัดส่วนนี้ออกได้ กองทัพจะมีเงินเหลืออีกมาก
และอะไรที่มันจำเป็นน้อยลงอย่างรถถังเนี่ย
ลดจำนวนการจัดหาลงบ้าง แล้วไปลงทุนอะไรที่ใหม่กว่า
อย่างโดรน มันจะเข้าท่ากว่าเยอะเลย
แล้วไอ้โดรนเนี่ย ผมมั่นใจมาก ว่าเอกชนไทย
ทำมันได้ทั้งลำ ซึ่งก็ควรจัดหาในประเทศเพื่อดัน
อุตสาหกรรมอาวุธจะดีที่สุด
ส่วนอุตสาหกรรมอาวุธที่น่าสนใจลงทุนของเอกชน
และรัฐบาล ก็คืออุตสาหกรรมอาวุธ ด้านซอฟท์แวร์
เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ และบุคลากรไทยนั้นพร้อม
เหมือนกรณีบริษัท RV CONNEX ของไทยเราเอง
ที่ประสบความสำเร็จกับการพัฒนาระบบ Link T
ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้แหละ
ในสงครามยุคใหม่ บริษัทซอฟท์แวร์สงครามพวกนี้
สำคัญมาก และสร้างมูลค่าได้ ซึ่งน่าสนใจมากที่สุด
สำหรับอุตสาหกรรมอาวุธไทยในช่วงแรก หากอยากเริ่ม
…มันขายได้ราคาดีนะครับ ถ้าทำเป็นเรื่องเป็นราว
อิสราเอล หรือในยุโรป มีบริษัทพวกนี้เยอะเลย ….
…มันก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของไทย ที่จะกระโดดลงไป
แบ่งเค้กกับต่างชาติด้วยเช่นกัน เพราะจากข่าวที่ปะทะกับ
เขมรรอบนี้ ระบบ Link T ของไทย เป็นที่สนใจไปทั่วโลก
แม้กระทั่งในยุโรปเลยทีเดียว เนื่องจากมันเด่นมาก
ในแง่การบูรณาการอาวุธต่างค่ายให้เป็นหนึ่งเดียวได้…
…ยังไม่ต้องไปคิดถึงของหนักครับ ไอ้นี่กับโดรนนี่แหละ
ได้ตัง และเราทำได้แน่ๆ ขายแล้วเอาเงินมาซื้อของหนัก
แบบนั้น กองทัพเราก็จะมีงบมากพอไปเอง…
…จะทำกันไหม รัฐจะสนับสนุนไหม ก็เท่านั้นเอง….
คนไทยนั้นมีนิสัยเสียมากๆอย่างหนึ่ง คือไม่กล้าลงทุน
เรามีนิสัยปลอดภัยไว้ก่อนกับทุกเรื่อง
จนบางครั้งมันมากไป จนกลายเป็นความกลัว
…โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี อยากได้ต้องจ่าย และต้องกล้าเสี่ยง…
…และโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรที่ประสบผลสำเร็จได้รวดเร็วทันใจ…
ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จ เคยเสี่ยง และเจ็บมาทั้งนั้น
…มันควรเสี่ยงบ้างหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว…
…อันนี้คนมีอำนาจก็ต้องลองคิดดูกันบ้างได้แล้วครับ….
โฆษณา