พระสยาม BOT MAGAZINE ขอมาชวนผู้อ่านคิดไปด้วยกันว่า AI จะมีบทบาทต่อการจ้างงานและตลาดแรงงานอย่างไร ทั้งในด้านที่เป็นข้อดี ข้อเสีย ตลอดจนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
AI เป็นนวัตกรรมที่ชาญฉลาด แต่อีกแง่อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (creative destruction)1 ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อมาแทนที่ของเก่า มองในด้านดีกระบวนการดังกล่าวเป็นการสร้างการแข่งขันต่อธุรกิจเดิมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลต่อผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน หรือไม่สามารถปรับตัวได้ให้จำเป็นต้องออกจากตลาด จึงพูดได้ว่า AI มีทั้งข้อดีและข้อเสียขึ้นอยู่กับผู้ใช้และรูปแบบของการนำไปใช้นั่นเอง
AI กับการช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
การเข้ามาของ AI ช่วยสร้างโอกาสให้กับทุกภาคส่วน ที่เห็นได้ชัดคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ แต่ในระดับที่ใหญ่กว่านั้น AI ยังเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและยืดเยื้อมานานได้ด้วย2
ประการสุดท้าย AI สามารถแก้ปัญหาความไม่สมดุลและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำกัด เพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive growth) ในปัจจุบัน โอกาสเปิดกว้างให้คนได้เข้าถึง AI มากขึ้น ภาคเอกชนทั้งบริษัทขนาดใหญ่ SMEs หรือบุคคลทั่วไป ก็สามารถเข้าถึงและใช้ AI พื้นฐาน เช่น ChatGPT Google Gemini ได้ง่ายขึ้น ช่วยให้เข้าถึงองค์ความรู้ และเครื่องมือ/เทคโนโลยีในการทำธุรกิจได้ใกล้เคียงกันแตกต่างจากในอดีตที่มีเพียงองค์กรขนาดใหญ่ หรือบุคคลที่มีทุนและทรัพยากรมากเท่านั้นที่เข้าถึงได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับนโยบายสาธารณะ AI ยังสามารถวิเคราะห์ช่องโหว่ของนโยบาย และเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการกระจายการจัดสรรทรัพยากร หรือการกระจายอำนาจการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ทั่วถึงและเป็นธรรม รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อีกด้วย
ผลกระทบจากการเข้ามาของ AI
AI อาจจะสร้างโอกาสให้กับคนกลุ่มหนึ่ง แต่การเข้ามาของ AI ก็สร้างผลกระทบต่อคนบางกลุ่มด้วยเช่นกัน โดยจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านทักษะสำหรับผู้ที่ปรับตัวไม่ทัน และมีแนวโน้มว่า AI จะมาแทนที่งานในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ใช้ทักษะไม่มากในภาคการผลิต สำหรับภาคการเงิน นอกจากงานที่มีความซ้ำไปซ้ำมาแล้ว AI ยังมาแทนที่งานที่อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากที่ต้องใช้เวลานานด้วย และคนกลุ่มนี้ต้องปรับตัวไปเป็นผู้ใช้งาน AI แทน
อย่างไรก็ดี การเข้ามาของ AI ได้สร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทยและแรงงานไทย จากงานวิจัยของ Amazon Web Services (AWS) เมื่อปี 2567 รายงานว่า แรงงานไทยที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญด้าน AI มีแนวโน้มจะได้รับค่าจ้างสูงขึ้นมากกว่า 41%7 ส่งผลให้คนที่ปรับตัวเป็นคนที่มีทักษะด้าน AI (AI-enabled person) จะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก และ AI ยังสร้างอุปสงค์ของตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ตำแหน่งงาน data analytic และ machine learning ในภาคการผลิต ตำแหน่งงาน data analytic และ compliance ในภาคการเงิน
การปรับตัวของการจ้างงาน
คำถามตัวโต ๆ ที่ต้องถามกันต่อไปคือ แล้วผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดแรงงาน ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อที่จะได้รับประโยชน์จาก AI
ในฝั่งนายจ้าง ต้องมีทัศนคติการใช้ AI ว่าเป็นการเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มิใช่การทดแทน และกระตุ้นให้พนักงานใช้เวลาไปกับงานเชิงกลยุทธ์ที่สร้างคุณค่าและส่งเสริมวัฒนธรรมเรียนรู้ตลอดชีวิตภายในองค์กร โดยเฉพาะด้านความรู้พื้นฐานทางดิจิทัล (digital literacy) การวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) และการเขียนคำสั่งเพื่อสื่อสารกับ AI (prompt engineering) อีกด้านหนึ่ง นายจ้างสามารถใช้ AI ประกอบในการสรรหาพนักงาน โดยประมวลผล big data จากแหล่งต่าง ๆ รวมถึง social media ด้วย
ในฝั่งลูกจ้าง นอกจากต้องเข้าใจหลักการทำงานของ AI เบื้องต้น และการใช้ AI ช่วยในการ upskill และ reskill เพื่อเป็น AI-enabled person แล้ว ทักษะที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ หรือทักษะที่มนุษย์ทำได้ดีกว่า เช่น การสื่อสารและการสร้างความร่วมมือในองค์กร การเข้าใจผู้อื่น การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และงานสร้างสรรค์ ก็เป็นสิ่งที่ลูกจ้างต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน
AI จะส่งผลกับเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างไร
AI สามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้ในหลายมิติ โดยจากการศึกษาของ Goldman Sachs Research8 เมื่อปี 2566 คาดว่าการเข้ามาของ GenAI อาจช่วยเพิ่ม GDP โลกได้ราว 7% และยกระดับการเติบโตของประสิทธิภาพได้ 1.5% และกระทบตลาดแรงงานทั่วโลก และมีบางส่วนอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
สำหรับเศรษฐกิจในระดับโลก อาจมองได้ว่าประเทศที่ลงทุนใน AI เร็วกว่า และครอบครองเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เช่น สหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป มีแนวโน้มได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ประเทศที่ไม่มี AI ของตนเอง ต้องใช้โมเดลและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เช่น ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนและแอฟริกา ก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ส่งผลให้อำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจลดลง และเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลออกนอกประเทศ
เราคงได้เห็นแล้วว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI นั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และสามารถเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง กลายเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก
ดังนั้น เพื่อให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เท่าทันโลกยุค AI เราจึงควรใช้โอกาสนี้เร่งเตรียมความพร้อมในการยกเครื่องการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงสนับสนุนทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและลูกจ้างให้มีความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อให้แรงงานไทยคว้าโอกาสในการใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต
footnote
[1] แนวคิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการผลิตโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรียชื่อ Joseph Schumpeter (ปี 2426-2493)